หยวนถิงนำหมั่นโถวที่เก็บมาจากมื้อเช้าใส่ไว้ในแขนเสื้อออกมานิสัยขี้เสียดายของทำให้มักมีนิสัยเก็บซ่อนของกินหากไม่เช่นนั้นอาหารดีๆในบ้านแม่เลี้ยงของนางก็มักนำไปให้เพียงลูกๆของนางเก็บไว้กินเท่านั้น
“ลาไม่กินหมั่นโถว”
“ท่านรู้ได้อย่างไรว่ามันจะไม่กิน”
หยวนถิงไม่เชื่อฟังรั้นด้วยความสงสารยื่นมันเข้าไปใกล้หน้าเ้าลาตัวนั้น และเป็จริงดังที่นางกล่าวมันอ้าปากใช้ฟันเล่มโตงับเข้ามาที่หมั่นโถวในมือ เพียงชั่วอึดใจเ้าลากลืนลงท้องไปจนหมด
“หากลาของท่านล้มป่วยให้มาเอาเื่ที่ข้าได้ ข้าพอมีความรู้ทางการแพทย์ แม้จ่ายยาให้คนตายฟื้นไม่ได้หากแต่ก็สามารถรักษาคนเป็ได้”
ด้วยความกลัวว่าเ้าของลาจะเอาเื่แม้ปากจะลั่นวาจาออกไปแล้วก็ตาม จึงรีบผละออกมาจากตรอก เมื่อเข้ามาในใจยังคำนึงถึงค่าอาหารลำพังเงินสิบอีแปะที่มีหากใช้ไม่ระวังย่อมต้องอดในมื้อหน้า
อีกทั้งยังไม่ทราบชะตาตนเองว่าจะทำต่อไปเช่นไรจึงตั้งใจจะสั่งเพียงบะหมี่หนึ่งชามเพื่อให้ท้องอิ่ม ทว่านั่งยังไม่ทันสั่งอาหารกลับมีเสียงทักท้วงมาจากโต๊ะด้านข้าง
“คุณหนูน้อย เ้าสั่งเพียงบะหมี่มิสั่งอาหารอย่างอื่นเพิ่มเติมจะสมฐานะสตรีสูงศักดิ์ได้อย่างไร”
หยวนถิงชะงักเบนหน้าไปทางเสียงท้วง
“ไม่ทราบพี่สาวท่านนี้กล่าวถึงใคร ไม่ทราบว่าใช่ตัวข้าหรือไม่ หากเป็ข้านั้นเกรงว่าจะพูดผิดแล้ว”
ใบหน้าอ่อนโยนอีกทั้งรอยยิ้มของสตรีสูงวัยกว่าประเมิณอายุน่าจะเป็พี่หยวนถิงนับรอบได้ รูปร่างของนางนั้นไม่จัดว่าอิ่มเอิมมีน้ำมีนวลเปี่ยมสง่าราศีน้ำเสียงยังคงความกระจ่างใส
“ข้ากำลังกล่าวกับสตรีที่ดื้อรั้นที่สุดในแผ่นดินและก็เป็เพียงผู้เดียวที่รู้จักวิธีเอาชนะคนหัวรั้นที่สุดด้วยเช่นกัน”
หยวนถิงไม่เคยพบกับสตรีผู้มีดวงตาดำขลับราวเม็ดนิลดวงตาของสตรีผู้นี้ประหนึ่งบึงกว้างสีดำลึกสุดหยั่งโลกภายนอกย่อมมิปลอดภัยข้อนี้หยวนถิงทราบแก่ใจดังนั้นเมื่อมิใช่ตนเอ่ยย่อมเป็ผู้อื่นสร้างเื่ทางที่ดีที่สุดควรอ่อนน้อมถ่อมตนเพื่อป้องกันตนเอง เป็วิธีที่ดีที่สุด
“พี่สาวข้าเพิ่งจะเคยออกนอกบ้านเป็ครั้งแรกหากแต่ก็พอทราบธรรมเนียมอยู่บ้าง วันนี้ข้าอารมณ์ไม่ค่อยดี หากข้าได้ล่วงเกินท่านหรือพูดจาไม่ดีทำให้ท่านไม่พอใจก็ขออย่าได้ถือสาข้าเลย”
สาวใช้ของอีกฝ่ายเดินเข้ามาพร้อมป้ายไม้จารึกด้วยการแกะสลักตัวอักษรไว้
“เฟยเย่ว”
ทบทวนความทรงจำเพียงชั่วครู่หยวนถิงเมื่อนึกขึ้นได้ถึงกับเบิกตาโพลงด้วยความตกตะลึง รีบถลันกายเข้าไปหาพร้อมคุกเข่าลงข้างกายหญิงแปลกหน้า
“ฮูหยินเย่ว ข้ามีตาแต่หามีแววเมตตาข้าด้วยเถิด ข้าไร้ซึ่งหนทางแล้ว”
“คุณหนู ่เวลาหม่นหมองอย่าได้ยิ่งทำให้ตนเองตกต่ำ ลุกขึ้นเถิด”
“ข้าเคยได้ยินชื่อเสียงของศาลเ้าเฟยเยว่มานานแล้วเพียงแต่ไม่เคยมีโอกาสสักครั้งจะไปเยือน ทว่าเมื่อมีโอกาสได้พบหน้าทั้งเนื้อทั้งตัวของข้ากลับมีเงินเพียงสิบอีแปะคงไม่เพียงพอหากต้องจ่ายค่าทำนายดวงชะตา”
เย่วฮูหยินยกชายแขนเสื้อขึ้นบังใบหน้า่ล่างหรี่ตาลงพร้อมเสียงหัวเราะเบาบาง
“หากมิใช่เพราะข้าทราบว่าคุณหนูต้องออกมาจากบ้านในสภาพนี้มีหรือจะมาดักรอท่านที่นี่”
นับเป็เื่น่าประหลาดสิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น ผู้คนเลื่องลือถึงนางผู้สามารถหยั่งรู้อนาคตหยวนถิงเคยคิดเสมอว่าอาจเป็เพียงเสียงเล่าลือแต่เมื่อมาถึงตอนนี้กลับพบว่าเป็ความจริงอย่างที่สุด
น้ำตาแห่งความคับแค้นใจทำดวงตาทั้งสองข้างร้อนก้มหน้าแต่ยังมิทันได้ทำอย่างใจคิด ปลายนิ้วเรียวกลับเชยคางของหยวนถิงขึ้น
“อย่าได้ก้มหน้าวาสนาแผ่นดินอยู่ในมือท่านแล้วจากนี้ไปท่านเพียงแต่ต้องหาคนรู้ใจเพื่อเดินทางไปยังทิศเหนือ”
“เหตุใดข้าต้องไปยังทิศเหนือ”
“พี่ชายของท่านกำลังรอท่านอยู่เมื่อพบเขาแล้ว ชะตาของท่านจะพลิกผัน”
“แต่บิดาข้า กำลังบีบบังคับเพื่อให้แต่งงานหากข้ามิกลับไปคนทั้งบ้านอาจต้องอดตายบ้านของข้าอาจต้องถูกขายเพื่อชดใช้หนี้ที่ท่านพ่อก่อร้านขายยาที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน อาจจะไม่ได้เยียวยาคนในเมืองนี้ได้อีก”
“คนตระกูลฮั่วอดตายหนึ่งตระกูลแต่คนทั้งแผ่นดินต้องอดตาย ท่านเลือกอย่างไหน”
ฟังจบหยวนถิงยิ่งรู้สึกสับสนแต่เพราะไม่ทราบว่าตนควรต้องทำเช่นไร ในยามที่จิตใจหาความสงบไม่มี
“พี่ใหญ่ของข้าจะสามารถช่วยแก้ไขเื่นี้ได้หรือ”
“ตอนนี้วาสนาของเขากำลังเข้าใกล้ถึงจุดสูงสุดหากแต่ก็ต้อนตนไปยืนยังจุดที่อันตรายที่สุดเช่นกัน ขอเพียงเ้ามุ่งมั่นมิย่อท้อย่อมสามารถพลิกชะตาทั้งตัวเ้าและพี่ชายได้”
เมื่อนางลุกขึ้นพร้อมยิ้มอำลาหยวนถิงจึงเพิ่งทราบว่าที่แท้แล้วเย่วฮูหยินเป็สตรีที่จัดว่ามีความงดงามมากนางหนึ่งแต่ก่อนที่นางจะเดินออกไปจากร้านนั้นหยวนถิงนึกขึ้นได้รีบเดินมาขวางหน้าไว้เสียก่อนล้วงเข้าไปในแขนเสื้อของตนนำเงินที่มีทั้งหมดออกมา
“ตอนนี้ข้ามีเพียงเท่านี้แต่หากข้าได้พบพี่ใหญ่แล้ว ค่าทำนายของท่านข้าจะนำมันมาจ่ายให้ครบถ้วน”
ปลายนิ้วเรียวดุจลำเทียนจรดลงมาเขี่ยเงินบนฝ่ามือขาวผ่องของหยวนถิงคลี่ยิ้มละมุนพร้อมมองด้วยสายตาอ่อนโยน
“เด็กโง่ ค่าทำนายในวันนี้นั้นท่านได้จ่ายให้ข้ามาก่อนหน้าแล้ว”
หยวนถิงไม่อาจเอ่ยคำใดได้อีกเฝ้ามองตามสตรีทั้งสองเดินออกไปจากร้านทว่าเมื่อนางเดินเลยไปยังตรอกแคบกลับพบว่าเย่วฮูหยินสั่งคนติดตามจูงเชือกล่ามลาที่ตนเคยป้อนหมั่นโถวนางยังคงหันกลับมายิ้มให้อย่างอ่อนโยนก่อนเดินหายลับไป
หัวใจของหยวนถิงสั่นสะท้านด้วยความสับสนระคนประหลาดใจควานหาคำตอบสักเพียงเท่าใดกลับรู้สึกคล้ายตนล้วงลงไปในบ่อโคลนหาจับต้องความกระจ่างสิ่งใดขึ้นมาได้ ่เสี้ยวเวลาเพียงอึดใจบังเกิดอาการคล้ายหน้ามืด
ด้วยความเครียดจนถึงที่สุดอีกทั้งร่างกายอ่อนล้านับั้แ่ออกมาจากบ้านฮั่วก่อนสติวูบหายหยวนถิงเห็นเพียงใบหน้าของมารดา และพี่ชาย การแบกรับภาระเป็เช่นนี้ มันทั้งหนักอึ้งบีบคั้น ไฉนเลยเมื่อพบพี่ชายตนจะสามารถสลัดคำว่าลูกอกตัญญูออกไปได้พ้น