ชายหัวโล้นเอ่ยชื่อปราสาทที่พวกฮิโรโตะไม่รู้จัก
“ทำแบบนั้นจะได้ผลจริงๆเหรอ”
“ขอรับ แล้วก็เื่แผนการต้อนรับเอลฟ์ที่เคยคุยกันน่ะขอรับ——”
“แต่ว่า สถานที่ที่ดีที่สุดก็คือ...”
โครงกระดูกยืนเท้าชิด
แล้วรายงานว่าพาตัวมาแล้ว ชายอ้วนหัวโล้นจึงมองมาที่พวกฮิโรโตะ
“คาลาเวร่า ไหนล่ะดีเฟเรนเต้”
“สองคนตรงนั้นครับ”
โครงกระดูกตอบ
“เด็กเมื่อวานซืนพวกนี้น่ะเหรอ”
ชายหัวโล้นขึ้นเสียง ส่วนชายบนเก้าอี้ส่ายศีรษะ
“พอคิดว่าน่าจะช่วยอะไรได้บ้างแต่กลับเป็เด็กตัวเล็กๆแค่นี้ ไม่มีประโยชน์เลยนะ เซนเทริโอ”
“ท่านอุลคาน ข้าจะอัญเชิญอีกรอบขอรับ”
“จะให้จ่ายเงินพวกนักบวชอีกเหรอแขกจะมาพรุ่งนี้อยู่แล้วนะ”
ชายบนเก้าอี้หันหน้ามาอย่างง่วงงุน
“ถ้าเช่นนั้น ข้าจะส่งไปที่ปราการโมรา”
“จะเป็กำลังรบได้เหรอ”
“ถ้าคิดถึงเครื่องบูชายัญละก็——”
ได้ยินคำพูดของชายหัวโล้นโซอิจิโร่ก็ตัวสั่นเทิ้ม
“จะเอาพวกเราไปบูชายัญเรอะ!?”
ชายหัวโล้นจึงหันมามองอย่างรำคาญใจ
“พวกแกจะต้องไปเป็ทหาร”
“อย่ามาทำตามใจชอบนะ! ส่งเรากลับไปโลกเดิมซะ!”
เมื่อโซอิจิโร่ะโขึ้นชายหัวโล้นก็พยักเพยิดคางให้อัศวิน อัศวินจึงเดินเข้ามาใกล้และชกเข้าที่ท้องของโซอิจิโร่อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
โซอิจิโร่หมอบคู้
คุกเข่าลงกับพื้นและถ่มน้ำลายออกมา
ฮิโรโตะฉุนกึก
โซอิจิโร่ผิดก็จริงที่ร้องะโโวยวายแต่คนที่สั่งให้ชกนั้นแย่ยิ่งกว่า ตอนที่คิดว่าต้องพูดอะไรสักอย่างนั้นเอง
“นี่ท่านเ้าปราสาทอุลคานกับท่านผู้จัดการปราสาทเซนเทริโอนะหัดระวังปากระวังคำซะบ้าง”
อัศวินสั่งแล้วถอยกลับไป
เป็อย่างที่ฮิโนโตะคาดไว้ชายบนเก้าอี้คือเ้าปราสาท ส่วนชายหัวโล้นคือผู้จัดการปราสาท——หรือก็คือเบอร์สองผู้รับผิดชอบงานเบ็ดเตล็ดในปราสาทแทนเ้าปราสาทนั่นเอง
โซอิจิโร่ยืนขึ้นทั้งยังโงนเงน
“บ้าเอ๊ย…มาใช้กำลังกันได้นะ…”
เขาบ่นเสียงแ่ไม่ให้อีกฝ่ายได้ยิน
ภาษิตกล่าวไว้ว่า พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง
แต่ก็มีบางเวลาที่จำเป็ต้องพูดเช่นกันอีกฝ่ายกำลังดูถูกพวกฮิโรโตะอยู่ไม่ผิดแน่
ฮิโรโตะหันไปมองเ้าปราสาทและผู้จัดการปราสาท
“ชกโซอิจิโร่ไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอก”
“แกก็อยากโดนชกด้วยหรือไง”
เซนเทริโอจ้องเขม็ง
“ที่อุตส่าห์อัญเชิญพวกเรามาจากต่างโลกคงเพราะ้าความช่วยเหลือใช่มั้ยล่ะ นายชกเขาแล้วคิดว่าเขาจะยอมร่วมมือรึไง”
“คิดว่าใครอยู่เหนือกว่ากันล่ะ”
“ตอนนี้ทางนั้นเหนือกว่าแต่ในอนาคตฉันจะขึ้นไปให้สูงกว่า”
ฮิโรโตะผุดรอยยิ้มไร้ความกังวล เซนเทริโอเผยอปากปล่อยคางย้อยลงมาอย่างไม่น่าดู
คงระอาจนพูดไม่ออก
แต่นั่นแหละคือสิ่งที่หวังไว้ฮิโรโตะกลับมาทำหน้าขึงขังแบบเดิม
“นายเรียกพวกเรามาทำไม”
เขาถามอย่างไม่อ้อมค้อม
พลางมองสีหน้าของอีกฝ่าย
“ฉันจะส่งพวกแกไปยังดินแดนอันห่างไกล”
“คงไม่ใช่โลกหลังความตายหรอกนะ”
“อาจจะใกล้เคียงกับโลกหน้าก็ได้นะ”
เซนเทริโอผุดรอยยิ้มน่าสะอิดสะเอียน
‘มีเื้ัอะไรหรือเปล่า’
เป็ไปได้ ฮิโรโตะตอบคำถามของตัวเองชายคนนี้ใช้ความรุนแรงกับคนที่ตัวเองอัญเชิญมา ต้องสั่งให้พวกเขาไปทำงานที่สูญเปล่าแน่
“พวกแกจะต้องไปขับไล่แวมไพร์”
โซอิจิโร่ตัวแข็งทื่ออยู่ข้างๆฮิโรโตะ
เป็งานที่สูญเปล่าดังคาดแต่เื่ผีดูดเืนั้นเกินคาด
“แวมไพร์ ผีดูดเืน่ะเหรอ”
ฮิโรโตะถามให้แน่ใจ
“บริเวณนี้มีแวมไพร์ออกมาเพ่นพ่านบ่อยๆน่ะนะหมู่นี้มันกำลังจู่โจมหมู่บ้านโมราอย่างต่อเนื่อง มีชาวบ้านถูกดูดเืจนตายอยู่เรื่อยๆ”
“คะ เครื่องบูชายัญที่ว่า หมายถึงแบบนั้นเองเรอะ…!”
โซอิจิโร่ตัวสั่นเทิ้มเซนเทริโอเบิกตามองราวกับจะบอกว่า เป็อะไรไป กลัวหรือไง
ส่วนฮิโรโตะนั้นเกาศีรษะแกรกๆ
“ถ้าโค่นแวมไพร์ได้ จะมีสิ่งตอบแทนให้หรือเปล่า”
“ว่าไงนะ!?”
เซนเทริโอร้องด้วยเสียงสูงขึ้นหนึ่งคู่แปด
“ก็มันเป็งานอันตรายถึงขนาดต้องอัญเชิญพวกเรามาจากต่างโลกนี่นาทางนี้ก็อยากได้หลักประกันที่สมน้ำสมเนื้อหน่อยน่ะ”
“เ้าคนอวดดี”
เซนเทริโอจ้องฮิโรโตะตาเขม็ง ส่วนฮิโรโตะผุดยิ้ม
“พาพวกเรากลับโลกเดิมได้หรือเปล่า”
“อีกไม่นานจะพากลับเอง”
“อีกไม่นานนี่เมื่อไหร่ล่ะ”
อีกฝ่ายพยายามกลบเกลื่อนด้วยความคลุมเครือทว่าฮิโรโตะรู้ทัน
“ถ้าโค่นมันได้ ข้าจะแนะนำให้รู้จักกับอาร์คบิชอป”
“ตอนนี้นายเขียนจดหมายแนะนำซะถ้างานล้มเหลวจะฉีกทิ้งไปก็ได้ แต่ถ้างานสำเร็จ ต้องส่งให้พวกฉันทันที”
“ถ้าโค่นมันได้ละนะ”
“งั้น เพิ่มเงื่อนไขลงไปด้วย ว่าถ้าโค่นแวมไพร์ได้จะให้พวกฉันทำงานในปราสาท”
“ว่าไงนะ?”
“ถึงจะโค่นแวมไพร์ได้ก็เถอะแต่ถูกปล่อยทิ้งไว้ที่ปราการก็กลับโลกเดิมไม่ได้ใช่มั้ยล่ะ”
“จะบอกว่าเชื่อใจข้าไม่ได้งั้นรึ”
“คนที่ยอมเชื่อใจคนแปลกหน้าต่างหาก ที่ไม่น่าไว้ใจยิ่งกว่า”
ทั้งสองจ้องกันตาเขม็ง
ก่อนเซนเทริจะหันไปหาเ้าปราสาท
“เอาอย่างไรดีขอรับ”
“เขียนซะ”
“แล้วเื่งานในปราสาท——”
“เพิ่มเงื่อนไขลงไปด้วย”
เซนเทริโอมองฮิโรโตะอย่างรำคาญใจ
“แกชื่ออะไร”
เมื่อดีเฟเรนเต้ทั้งสองและทหารคุ้มกันออกไปแล้ว เซนเทริโอก็หันมองหน้าเ้าปราสาทอุลคาน
“จะดีหรือขอรับ”
“ยังไงพวกมันก็ตายอยู่แล้ว”
“ถ้าได้ผู้ช่วยเหลือที่ดีกว่านี้อีกหน่อยก็ดีสินะขอรับ…”
“ไม่เป็ไปตามแผนเลยนะ”
เซนเตริโอถอนหายใจ
เขาได้รับคำร้องทุกข์จากคนในหมู่บ้านตั้งไม่รู้กี่ครั้งว่าช่วยทำอะไรสักอย่างกับเผ่าแวมไพร์ทีบอกตามตรงว่าเขารำคาญเหลือเกิน
แต่เพราะที่ปราสาทไม่มีทหารมากพอจะส่งออกไปเขาจึงอัญเชิญดีเฟเรนเต้มา ด้วยหวังว่าจะพอเป็มือเป็เท้าให้ได้บ้าง ——
“มีคนท่าทางใจสู้อยู่ด้วยนะ”
“เ้าคนอวดดีนั่นหรือขอรับ”
เซนเทริโอถามกลับ
“ถ้ารอดชีวิติกลับมาได้ คงสนุกน่าดู”
“คงไม่ไหวหรอกขอรับ”
“นั่นสินะ”
อุลคานก็ไม่คิดว่าพวกเขาจะรอดกลับมาจริงๆเหมือนกัน
ว่ากันตามตรง มนุษย์ไม่มีทางสู้ชนะเผ่าแวมไพร์แบบตัวต่อตัวได้หรอกเพราะศัตรูนั้นบินอยู่บนฟ้า ถึงพยายามไล่ตามก็จะถูกหนีไปง่ายๆต่อให้ใช้ธนูก็ถูกหลบได้อีก
แม้แต่ทหารที่ฝึกมาเป็อย่างดีก็เป็เช่นนั้นแล้วนับประสาอะไรกับมนุษย์จากต่างโลกอย่างดีเฟเรนเต้ พวกเขาไม่เหมือนคนในโลกนี้ไม่เคยกระทั่งจับดาบด้วยซ้ำเมื่ออยู่ต่อหน้าแวมไพร์ก็เป็ได้แค่เหยื่อสังเวยเท่านั้น
“การเตรียมงานพรุ่งนี้เรียบร้อยดีมั้ย”
อุลคานเอ่ยถาม
“แน่นอนขอรับ เื่อาหารก็ด้วย——”
“เมืองนี้จะเจริญรุ่งเรืองหรือไม่ขึ้นอยู่กับวันพรุ่งนี้แล้วไม่ว่ายังไงก็ต้องเรียกเอลฟ์มาที่เมืองนี้ให้ได้——”