BRCO - บันทึกศึกผู้กล้าท้าสวรรค์ โดย MingGuang
ตอนที่ 8 หัวหน้าผู้พิทักษ์
หลินสวินคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ “ถ้าจะฝึกเพื่อเพิ่มให้ร่างกายแข็งแกร่งก็พอได้อยู่ขอรับ”แววตาเซียวเทียนเริ่นนิ่งขึง เอ่ยถามว่า “แล้วหากต้องการฝึกเพื่อไปสู้กับสัตว์ร้ายหรือศัตรูที่ทรงพลังเล่า”หลินสวินเงียบไปสักพักจึงค่อยตอบ “ข้าขอพูดตรงๆ นะท่านลุงเซียว ในความเห็นของข้า หากเด็กพวกนี้ต้องการจะเข้าถึงวิถีแห่งการต่อสู้ล่ะก็ การฝึกของพวกเขาดูจะไม่ใช่ทางที่ถูกต้องนัก”เซียวเทียนเริ่นตะลึงไปชั่วครู่ และตกอยู่ในห้วงคำนึงครู่หนึ่ง ก่อนที่สีหน้าจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย ผ่านไปสักพักก็สูดหายใจลึกก่อนเอ่ยต่อ “หลินสวิน เจ้าแน่ใจเช่นนั้นหรือ”หลินสวินพยักหน้า เขาไม่มีเหตุผลที่จะโกหกอีกฝ่ายเห็นดังนั้นเซียวเทียนเริ่นก็เงียบไปอีกครู่ สีหน้าปนเปไปด้วยความรู้สึกต่างๆ ตอนนั้นเองที่มีเสียงอึกทึกครึกโครมดังมาจากทางเข้าหมู่บ้าน พื้นดินสนั่นหวั่นไหว ฝุ่นคละคลุ้งทั่วไปในอากาศ“พวกท่านอาเหลียนกลับมากันแล้ว!”เสียงโห่ร้องยินดีปะทุขึ้นดังมาแต่ไกลไม่นานหลินสวินก็สังเกตเห็นกลุ่มบุรุษควบม้าจากทางเข้าหมู่บ้านตรงมาหาพวกเขา บุรุษผู้อยู่หน้าสุดเป็นชายวัยกลางคน สวมชุดคลุมหนังสัตว์ ไว้ผมยาวประบ่า ใบหน้าดุดัน กล้ามเนื้อแน่นหนาประหนึ่งศิลา เต็มเปี่ยมไปด้วยพละกำลังอันพลุ่งพล่านเขานั่งอยู่บนหลังม้าเกล็ดที่ตัวสูงราวคชสาร นัยน์ตาที่จับจ้องมาแหลมคมประดุจใบมีด ท่วมท้นไปด้วยความฮึกเหิมอันเปล่งสง่าราศีด้านหลังเขาคือกลุ่มบุรุษผู้ขี่ม้ากวางซึ่งเป็นรองม้าเกล็ดตัวนั้น ทุกคนต่างสะพายหอกไม่ก็ดาบมาด้วย หนังสัตว์กองพะเนินสุมอยู่บนหลังม้ากวางบางตัวเมื่อเห็นดังนั้นหลินสวินก็อดประหลาดใจไม่ได้ หากแต่สีหน้ากลับเก็บอาการไว้“พวกเขาคือผู้พิทักษ์ทั้งเก้าแห่งหมู่บ้านเรา คนแรกนามเหลียนหรูเฟิง เป็นหัวหน้าผู้พิทักษ์ เขาบรรลุถึงขั้นที่สี่ของระดับกำลังภายในแล้ว”เซียวเทียนเริ่นอธิบายขณะที่เดินนำหลินสวินไปพบบรรดาผู้พิทักษ์เด็กๆ ที่ฝึกเพลงมวยยาตราทัพเมื่อครู่ก็วิ่งอย่างเริงร่าไปหาพวกเขาเช่นกันไม่เพียงเท่านั้น ชาวบ้านที่เหลือเองต่างก็ตื่นเต้นและออกมามุงกันล้นหลาม เมื่อเห็นว่าเป็นเหล่าผู้พิทักษ์ พวกเขาก็หน้าบานด้วยความปิติแล้วรีบเข้าไปหาพวกเขาบอกได้ไม่ยากว่าเหลียนหรูเฟิงเป็นที่เคารพในหมู่ชาวบ้านแค่ไหน“เราแลกเปลี่ยนข้าวศักดิ์สิทธิ์กับเกลือ เสื้อผ้า และของใช้ในชีวิตประจำวันอื่นๆ เป็นหัวหน้าเหลียนหรูเฟิงนี่แหละที่นำกองกำลังผู้พิทักษ์ไปค้าขายยังเผ่าอาทิตย์มรกตที่ไกลหลายพันลี้“การเดินทางไปกลับระหว่างหมู่บ้านเฟยอวิ๋นกับเผ่าอาทิตย์มรกตกินเวลาอย่างน้อยครึ่งเดือน ระหว่างทางเต็มไปด้วยอันตรายและความเสี่ยงที่คาดคะเนไม่ได้เต็มไปหมด หากไม่ระวังคงไม่อาจมีชีวิตรอดกลับมาได้ ต้องลำบากพวกเขาแล้วจริงๆ”เซียวเทียนเริ่นอธิบายพลางเดินไปด้วย เมื่อเอ่ยถึงตรงนั้น เขาก็ดูเหมือนจะนึกอะไรบางอย่างออกจึงรีบกระซิบกับหลินสวิน “เมื่อครู่ที่พวกเราคุยกันเรื่องเพลงมวยยาตราทัพ อย่าเพิ่งให้เหลียนหรูเฟิงรู้ ข้าจะบอกทีหลังว่าทำไม”หลินสวินก็พยักหน้ารับอย่างหัวไว รู้สึกได้รางๆ โดยสัญชาตญาณว่าเซียวเทียนเริ่นมีความระแวงเหลียนหรูเฟิงอยู่นิดหน่อยตอนนั้นเองที่ม้าเกล็ดตัวสูงและแข็งแกร่งส่งเสียงดังและเดินมาหยุดที่หน้าเซียวเทียนเริ่นพร้อมชาวบ้านที่มุงอยู่รอบๆเหลียนหรูเฟิงลงจากหลังม้าและหัวเราะเสียงดัง “พี่เซียว พวกข้ากลับมาแล้ว”ด้วยสีหน้าน่าเกรงขามและร่างกายบึกบึน เขาดูไม่ต่างอะไรกับภูเขาที่แผ่รังสีความกล้าหาญและมีอำนาจออกมาให้ประหวั่นพรั่นพรึงหากสังเกตดีๆ จะพบว่าลมหายใจของเขาลึกและเสถียร ร่างกายแข็งแรงสมส่วน พลังวิญญาณที่อยู่ภายในร่างของเขาเข้มข้นเสียจนดูเหมือนจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นลักษณะเด่นชัดของปราณขั้นสี่แห่งระดับกำลังภายใน ขั้นบรรจบช่องทางขั้นที่สามของระดับกำลังภายในคือเปิดองคาพยพ ในขั้นนี้ผู้ฝึกปราณจะต้องเปิดอวัยวะภายในทั้งห้าอันได้แก่หัวใจ ตับ ม้าม ปอด และไต อวัยวะภายในเหล่านี้มีหน้าที่ควบคุมธาตุทั้งห้า (เหล็ก ไม้ น้ำ ไฟ และดิน) อันเป็นธาตุตั้งต้นของผู้ฝึกปราณทุกคน ในขั้นนี้ ผู้ฝึกปราณจะสามารถถ่ายเทพลังวิญญาณผ่านอวัยวะตันทั้งห้าได้รวดเร็วปานเสือดาว และยกของที่หนักราวช้างสารได้ในกองทัพจักรวรรดิจื่อเย่า ผู้ฝึกปราณขั้นนี้จะมีคุณสมบัติเทียบเท่าผู้บังคับการทหารที่ควบคุมทหารหนึ่งร้อยนายเมื่อมาถึงขั้นสี่ของระดับกำลังภายใน บรรจบช่องทาง เลือดลมของผู้ฝึกปราณจะปะทุรุนแรง ไม่กลัวร้อนหนาว ไม่หวั่นเกรงสิ่งชั่วร้าย ว่องไวปานวอกไม่ทิ้งรอยเท้าสักรอยไว้ให้เห็นแม้จะเดินฝ่าพื้นหิมะ พลังงานยังเต็มเปี่ยมแม้จะอดอาหารนานถึงสามวันสามคืน เหลียนหรูเฟิงตรงหน้านี้เป็นผู้ฝึกปราณขั้นบรรจบช่องทางที่แข็งแกร่ง แม้จะยืนอยู่ในท่าสบายๆ แต่สำหรับคนธรรมดาทั่วไปแล้วกลับเปล่งรังสีความองอาจเจิดจ้า ไม่ต่างจากภูเขาไฟที่รอวันปะทุทุกเมื่อหลินสวินถึงกับตะลึงงัน เขาไม่ได้เกรงกลัวพลังของเหลียนหรูเฟิง แต่เพียงแค่ประหลาดใจที่เห็นผู้ฝึกปราณที่แข็งแกร่งขนาดนี้ในหมู่บ้างเฟยอวิ๋นอันห่างไกล“หืม...เด็กนี่เป็นใครกัน”เหลียนหรูเฟิงสังเกตเห็นหลินสวินผู้แปลกหน้าสำหรับเขาเช่นกัน เขาขมวดคิ้วตามสัญชาตญาณ พลางมองหลินสวินตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาเคลือบแคลงใจ“นี่คือหลินสวิน จะมาเป็นสมาชิกของหมู่บ้านเราตั้งแต่นี้ต่อไป”เซียวเทียนเริ่นยิ้มและอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้าให้ฟังครั้นเหลียนหรูเฟิงรู้ว่าหลินสวินเป็นนักสลักวิญญาณฝึกหัด เขาก็เพียงแต่หรี่ตามอง ไม่มีทีท่าแปลกใจเท่าไรถึงกระนั้นเขาก็อดแปลกใจไม่ได้เมื่อรู้ว่าหลินสวินเป็นคนช่วยเถี่ยซานและหลิวต้าเปียวกำจัดศัตรูพืชที่ทำลายนาศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขาเหลียนหรูเฟิงเคยเดินทางไปทั่วทุกสารทิศ เขาเคยพบเจอนักสลักวิญญาณฝึกหัดมาก็มาก และรู้ดีว่านักสลักฝึกหัดหาได้มีความสามารถอะไรมากไปกว่าการคอยเป็นมือเป็นเท้าให้นักสลักวิญญาณผู้เป็นอาจารย์นั่นจึงทำให้เขาแปลกใจที่สุด“คารวะท่านอาเหลียน” หลินสวินทักทายอย่างสุภาพพร้อมด้วยรอยยิ้ม“ฮ่าๆๆ ทำตัวตามสบายเถอะ นับแต่นี้ต่อไปเราจะเป็นเหมือนคนในครอบครัวแท้ๆ แล้ว พยายามเข้าล่ะ หากหมู่บ้านเฟยอวิ๋นของเรามีนักสลักวิญญาณอย่างแท้จริงได้ จะเป็นเกียรติแก่หมู่บ้านของเราอย่างมาก” เหลียนหรูเฟิงตบบ่าหลินสวินแล้วหัวเราะอย่างเริงร่า เปี่ยมไปด้วยความสนิทสนมหากแต่หลินสวินกลับเล็งเห็นด้วยสัญชาตญาณว่ายังมีร่องรอยของการพินิจพิเคราะห์และเคลือบแคลงใจหลงเหลืออยู่ในนัยน์ตาของอีกฝ่าย เขาจึงตระหนักได้ว่าหัวหน้าผู้พิทักษ์ที่อยู่ตรงหน้าเขานั้นเป็นบุคคลที่มีความคิดลึกล้ำเจ้าแผนการเป็นอย่างยิ่งการเติบโตมาในคุกใต้เหมืองอันมืดมิดไม่เห็นแสงเดือนแสงตะวันตั้งแต่ยังเล็ก ทำให้หลินสวินได้พบเจอกับคนร้ายและนักโทษมากมาย ครั้งหนึ่งท่านลู่เคยหลุดปากออกมาหลังดื่มจนเมามาย ว่าถ้าหากนักโทษพวกนี้ได้รับการปล่อยตัวออกไป พวกเขาจะก่อปัญหานานัปการขึ้นทุกหนทุกแห่ง และอาจก่อความไม่สงบให้ทั้งจักรวรรดิจื่อเย่าได้ไม่ใช่เรื่องยากที่จะจินตนาการถึงความดุร้ายและโหดเหี้ยมของพวกเขา หากบอกว่าพวกเขาคือภาพแทนที่ชัดเจนของกลุ่มคนชั่วร้ายและไร้ความปราณีที่สุดในโลกก็มิได้กล่าวเกินจริงเลยในเมื่อแวดล้อมไปด้วยคนฉ้อฉลในโลกอันเลวทรามแห่งนั้น หลินสวินจึงพอมีทักษะการสังเกตคน ถึงขั้นเรียนรู้วิธีมองความคิดในใจผู้อื่นมาจากนักโทษพวกนั้นไม่น้อยฉะนั้นเขาจึงเชื่อว่าสัญชาตญาณของตัวเองถูกต้อง เหลียนหรูเฟิงเป็นบุรุษผู้มีความคิดแยบยล แม้จะยังบอกไม่ได้ว่าดีหรือร้าย แต่ที่แน่ๆ เขาไม่ได้เรียบง่ายเหมือนอย่างที่ตาเห็นเมื่อมีความคิดเช่นนี้ ยามหลินสวินพินิจดูเหลียนหรูเฟิงอีกครั้ง เขาก็สังเกตเห็นบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากลถึงแม้เหลียนหรูเฟิงจะสวมเสื้อหนังสัตว์เก่าขาด แต่เขากลับห้อยจี้ไม้สีม่วงอ่อนไว้ข้างเอว หากหลินสวินเข้าใจไม่ผิด จี้นั่นสลักมาจากไม้จื่อถานราคาสูง ซึ่งมีมูลค่าอย่างน้อยสิบเหรียญเงินเช่นกันกับรองเท้ายาวสีเทาที่เขาสวมอยู่ คนทั่วไปอาจไม่รู้ว่ามันทำมาจากอะไร แต่หลินสวินบอกได้ทันทีว่ารองเท้ายาวคู่นั้นทำมาจากขนหางของเหยี่ยวสีเทา ยิ่งจารึกรอยสลักวาโยพิโรธไว้บนหนังด้วยแล้ว รองเท้าคู่นั้นจะทำให้ผู้ฝึกปราณที่สวมใส่ร่างกายเบาดุจนกนางแอ่น เหมือนดั่งเสือติดปีกรองเท้ายาวคู่นี้มีราคาสูงกว่าจี้ไม้นั่นเสียอีก!ชักจะน่าสนใจแล้ว ผู้ฝึกปราณที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านอันรกร้างห่างไกล เหตุใดจึงได้ครอบครองทรัพย์สินราคาแพงเยี่ยงนี้ได้บุรุษผู้นี้ย่อมไม่ธรรมดาเป็นแน่! หลินสวินครุ่นคิดกับตัวเองTBC
เข้าไปพูดคุยกับผมได้ที่ FB Group : Battling Records of the Chosen One แปลไทย by Ming Guang นะครับ