หากเรื่องเล็กน้อยของตนเองทำให้ความสัมพันธ์ของสามีภรรยาคู่นี้เลวร้ายลงไปอีกนางคงรับไม่ได้ นี่ไม่เท่ากับสร้างปัญหาเพิ่มให้ผู้อื่นหรือ
“พวกไร้ประโยชน์วางความใจเสาะของเจ้าลงเสีย แล้วไปหยิบมา หากนายท่านจะเอาผิด ก็ให้เขามาหาข้าเอง!”
จี้ฮูหยินไม่รอให้หมิงเป่าจูพูดจบก็หันไปดุสาวใช้ หลังจากสาวใช้ได้ยินแล้วก็รีบรับคำ ลุกขึ้นถอยออกไป
“ฮูหยิน เช่นนี้จะดีหรือเจ้าคะ...”หมิงเป่าจูอดกังวลไม่ได้
“เจ้าวางใจเถอะเขาไม่ว่าอะไรหรอก อาศัยจังหวะตอนนี้ ไปดูอาเชินกับข้าเถอะ”
จี้ฮูหยินหันกลับมาใบหน้าปรากฏรอยยิ้มอีกครั้ง นางพาหมิงเป่าจูไปยังเรือนของชวีเชิน ระหว่างทางก็ไขข้อข้องใจให้หมิงเป่าจู
ที่แท้ช่วงก่อนหน้านี้อนุภรรยาผู้นั้นแท้งบุตร แล้วยังคิดปรักปรำจี้ฮูหยิน
นายท่านชวีรักใคร่อนุภรรยาเพื่อปลอบโยนนาง นอกจากจะตำหนิจี้ฮูหยินว่าดูแลเรือนไม่ดี ยังไปนอนค้างที่ห้องอนุภรรยาทุกคืน
ทว่าสวรรค์มีตา หลังจากแท้งลูกสภาพจิตใจของอนุภรรยาผู้นั้นย่ำแย่มักฝันร้ายอยู่เสมอ บางครั้งก็ละเมอพูดออกมา
เพียงแต่เรื่องเหล่านี้ตัวของอนุภรรยาเองกลับไม่รู้ตัวนายท่านชวีกลัวว่าอาการของนางจะหนักขึ้น จึงกำชับบ่าวไพร่ไม่ให้ปริปากพูดออกไป
คืนหนึ่ง นางก็ละเมอพึมพำออกมาอีกครานี้กลับเผยว่าเด็กในครรภ์ไม่ใช่บุตรของนายท่านชวี
นายท่านชวีซึ่งตกใจตื่นเพราะเสียงละเมอก็โกรธจนเลือดขึ้นหน้าสั่งให้คนลากนางไปขังที่ห้องเก็บฟืน แล้วสอบสวนอย่างเข้มงวด
อนุภรรยาผู้นั้นเพิ่งแท้งลูกร่างกายอ่อนแอ ทนความหนาวของห้องเก็บฟืนไม่ไหว สุดท้ายก็ยอมสารภาพ ว่าเด็กคนนั้นเป็นลูกที่นางแอบลักลอบมีความสัมพันธ์กับคนงานในจวน
นายท่านชวีโกรธจัดสั่งโบยอนุภรรยากับชายชู้จนตายคาที่ แล้วข่มขู่คนในจวนมิให้แพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป
เมื่อบุตรชายคนเล็กที่รอคอยมานานจากไปนายท่านชวีจึงหันกลับมาสนใจบุตรชายคนโตอีกครั้ง
พอได้ยินว่ามีหมอเทวดามาตรวจอาการให้ชวีเชินแล้วยังเขียนตำรับยาให้ไว้ บัดนี้อาการป่วยก็ดีขึ้นมาก จึงยิ่งใส่ใจมากขึ้น
มาค้างที่ห้องจี้ฮูหยินติดต่อกันหลายวันคอยเอาอกเอาใจ ดังนั้นทุกอย่างในจวนตั้งแต่เบื้องบนถึงเบื้องล่างไม่ว่าเรื่องใหญ่เรื่องเล็กล้วนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของจี้ฮูหยินนับประสาอะไรกับของเล่นชิ้นเดียว
หมิงเป่าจูฟังจบก็อดถอนหายใจไม่ได้นี่เป็นอีกครั้งที่นางรู้สึกว่าระบบบุรุษเป็นใหญ่ในสังคมศักดินานั้นช่างทำร้ายคนไม่เบา
แต่นางก็รู้สึกยินดีกับจี้ฮูหยินที่ผ่านพ้นความขื่นขมและได้พบความสุขที่หอมหวานเสียที
บ่าวรับใช้หน้าประตูยืนถือถาดรออยู่ จี้ฮูหยินและหมิงเป่าจูต่างก็หยิบผ้าฝ้ายสะอาดมาสวมคนละผืน
“อาเชิน ดูซิว่าแม่พาใครมาเยี่ยม”น้ำเสียงของจี้ฮูหยินเต็มไปด้วยความสุข
บ่าวรับใช้เปิดประตูห้องจี้ฮูหยินกับหมิงเป่าจูเดินเข้าไป ก็เห็นชายหนุ่มสูงโปร่งยืนอยู่ข้างโต๊ะหนังสือ ถือพู่กันเขียนบางอย่างอยู่
“ท่านแม่ ท่านมาดูอักษรที่ลูกเพิ่งเขียนเสร็จสิขอรับ”
ชวีเชินมิได้เงยหน้าขึ้นเพียงวางพู่กันลง ก้มหน้าชื่นชมลายมือของตนเอง
ยังจะมีใครได้อีกนอกจากบิดา ช่วงนี้บิดามักหาข้ออ้างมาเยี่ยมเยียนอาการป่วยของเขาด้วยความกระตือรือร้นใส่ใจราวกับเพิ่งรู้ว่าเขาป่วย
เดิมทีเขามีเวลาอีกไม่มากแล้วเป็นเพียงคนใกล้ตาย
ดังนั้นเขาจึงเข้าใจความรู้สึกของบิดาที่ต้องการทายาทสืบสกุลและความปรารถนาที่จะให้มีคนสืบทอดกิจการของตระกูลต่อไป ยิ่งไม่คิดโทษท่านที่ลำเอียงเข้าข้างอนุภรรยา
เพียงแต่เห็นบิดาเฉยเมยต่อมารดาก็ยากที่จะไม่เสียใจ
“ลายมือของอาเชินก้าวหน้าขึ้นกว่าเมื่อวานมาก!”จี้ฮูหยินไม่ตระหนี่คำชม
“ท่านแม่ก็ชอบยกยอให้ข้าสบายใจอยู่เรื่อย”
ชวีเชินทอยิ้มเบาบางก่อนเงยหน้าขึ้นอย่างช้าๆ วันนี้กับเมื่อวานไหนเลยจะแตกต่างกันมากมาย ถึงขั้นดูออกได้
แต่พอเห็นคนที่ยืนอยู่ข้างกายจี้ฮูหยินอย่างชัดเจนชวีเชินก็อึ้งไปเล็กน้อย จากนั้นจึงเอ่ยด้วยความดีใจ “ท่านหมอหมิง!”
“คุณชายชวีสบายดีหรือไม่” หมิงเป่าจูพยักหน้าทักทาย “ดูเหมือนสีหน้าของท่านจะดีขึ้นมาก”
เมื่อเทียบกับตอนที่นางพบเขาครั้งแรกซึ่งนอนซีดเซียวไร้กำลังวังชาอยู่บนเตียง
เวลานี้บริเวณแก้มที่เผยออกมาจากผ้าปิดหน้าไม่เพียงแต่กลับมามีเลือดฝาดแม้แต่สีเหลืองซีดที่ตาขาวก็จางลง แปรเปลี่ยนเป็นใสกระจ่างขึ้นมาก
“ต้องขอบคุณทักษะการแพทย์อันล้ำเลิศของท่านหมอหมิงที่ช่วงชิงชีวิตข้ามาจากเงื้อมมือยมทูตหัวโคและหัวม้า”
ชวีเชินยิ้มอย่างสุภาพอ่อนโยนผสานกับความทะนงองอาจจากกลางหว่างคิ้ว ทำให้เขาดูเป็นชายหนุ่มรูปงามราวกับพานอัน[1]
“ข้าขอตรวจชีพจรให้ท่านอีกครั้งเพื่อดูอาการอย่างละเอียด” หมิงเป่าจูกล่าว
สิ้นเสียง ชวีเชินก็ยื่นข้อมือขึ้นอย่างว่าง่ายพลางรวบแขนเสื้อขึ้น หมิงเป่าจูจึงยื่นมือออกไปวางนิ้วลงบนข้อมือ ในห้องจึงมีเพียงเสียงหายใจแผ่วเบาของพวกเขาทั้งสามไม่มีเสียงอื่นใดมารบกวน
ครู่หนึ่ง หมิงเป่าจูก็ปล่อยมือชวีเชินลดแขนลง จี้ฮูหยินมองหมิงเป่าจูด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม มีความร้อนใจอยู่เล็กน้อย
“เป็นอย่างไรบ้าง”จี้ฮูหยินเอ่ยถาม
ดูเหมือนร่างกายของอาเชินจะแข็งแรงขึ้นมากแต่ต้องฟังจากปากของหมิงเป่าจูนางถึงจะวางใจ
“ท่านฮูหยินมิต้องเป็นห่วงอาการของคุณชายชวีดีกว่าที่ข้าคาดไว้มาก เพียงแต่อย่าลืมเรื่องการเปิดหน้าต่างระบายอากาศและควรออกกำลังกายให้มากขึ้น” หมิงเป่าจูกำชับ
ร่างกายแข็งแรง นับว่าเป็นต้นทุนสำหรับการต่อสู้กับชะตาชีวิตหากร่างกายแข็งแรง ภูมิคุ้มกันก็จะแข็งแรงตามไปด้วย ย่อมไม่ป่วยง่าย
“ฮูหยิน ตำรับยาเดิมยังอยู่หรือไม่”หมิงเป่าจูถาม
“ยังอยู่ เจ้าอยากดูหรือข้าจะให้คนไปเอามาเดี๋ยวนี้” จี้ฮูหยินกำลังจะสั่งสาวใช้ไปหยิบ แต่ถูกหมิงเป่าจูขัดจังหวะ
“ไม่ต้องรบกวนเจ้าค่ะร่างกายของคุณชายดีขึ้นมาก ตำรับยาเดิมไม่ต้องใช้อีกแล้ว ข้าจะเขียนให้ใหม่” หมิงเป่าจูกล่าว
โรคร้ายที่รักษายากมักจะต้องใช้ยาที่แตกต่างกันไปในแต่ละช่วงของการรักษา
หากใช้ยาตำรับเดิมไปเรื่อยๆย่อมไม่ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเดิม
หมอยังคงต้องปรับเปลี่ยนยาตามสภาพร่างกายของผู้ป่วย
ตัวอย่างเช่นชวีเชินในตอนนี้ยาหลายชนิดในตำรับยาเดิมไม่จำเป็นต้องใช้อีกแล้ว
“ใช้กระดาษกับพู่กันตรงนี้เถอะ”
ชวีเชินลุกออกจากโต๊ะหนังสือหยิบแท่นหมึกมาจากด้านข้าง
หมิงเป่าจูยิ้ม ไม่ปฏิเสธเดินไปนั่งลง แล้วเริ่มเขียนเทียบยา
“ต่อไปให้เขากินตามนี้”
หมิงเป่าจูยื่นเทียบยาให้จี้ฮูหยิน
จี้ฮูหยินอ่านดูพบว่ามีตัวยาที่เปลี่ยนไปไม่น้อย จึงรู้สึกซาบซึ้งต่อความเอาใจใส่ของหมิงเป่าจูยิ่งขึ้นนางเก็บเทียบยาไว้อย่างดี
ทันใดนั้นก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นจากด้านนอก“เรียนฮูหยิน นกชางอู๋มาแล้วเจ้าค่ะ”
“มาพอดีเลยท่านหมอหมิง รบกวนท่านแล้ว ธุระของท่านดูเหมือนจะเร่งด่วนกว่า รีบนำนกชางอู๋เดินทางไปก่อนเถอะ”จี้ฮูหยินกล่าวด้วยความเห็นอกเห็นใจ
“ท่านหมอหมิงจะกลับแล้วหรือ”
ชวีเชินพลั้งปากออกมาพูดจบก็รู้สึกว่าคำกล่าวนี้ไม่ค่อยเหมาะสม
หมอตรวจคนไข้เสร็จจะไม่กลับได้อย่างไร จึงรีบปิดปากไม่พูดต่อ
จี้ฮูหยินเห็นบุตรชายเป็นเช่นนี้ก็ได้แต่ถอนหายใจเงียบๆ
“วันนี้รบกวนแล้วเดี๋ยววันที่นำนกชางอู๋มาคืน ข้าจะมาขอบคุณเป็นการพิเศษ”
โชคดีที่จี้ฮูหยินใจกว้างมีเมตตามิเช่นนั้นวันนี้ตนเองคงมาเสียเที่ยว
ผู้สูงศักดิ์ตระกูลใดจะยอมให้หมอที่เพิ่งพบกันเพียงครั้งเดียวยืมนกที่ล้ำค่าเช่นนี้
“ท่านหมอหมิงกล่าวอะไรกันพวกเราต่างหากที่ต้องขอบคุณท่าน นี่คือค่าตรวจวินิจฉัยของวันนี้ ท่านโปรดรับไว้ด้วย”
สิ้นคำกล่าวของจี้ฮูหยินบ่าวรับใช้ที่เตรียมพร้อมอยู่แล้วก็ยกถาดเข้ามา ด้านบนมีแท่งเงินวางเรียงเป็นระเบียบเป็นเงินร้อยตำลึงเต็ม!
“ฮูหยิน หากเป็นการตรวจอาการให้นายท่านชวีครั้งแรกข้าอาจจะรับไว้ แต่นี่เป็นครั้งที่สอง อีกทั้งข้ายังมีเรื่องรบกวนท่าน เงินเหล่านี้ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ไม่ขอรับ ขอตัวก่อนนะเจ้าคะ”
แม้หมิงเป่าจูจะไม่ใช่แม่พระแต่นางก็เข้าใจเหตุผลเป็นอย่างดี
[1] พานอัน(潘安) นามเดิมว่าพานเยวี่ยเป็นบุรุษรูปงามสมัยราชวงศ์จิ้น ความงามเลื่องลือจนมีคนนำไปแต่งบทประพันธ์ กลายเป็นสำนวนเปรียบเทียบถึงชายงามในเวลาต่อมามักเรียกคู่กับซ่งอวี้ ซึ่งเป็นชายงามเช่นเดียวกัน