ณ หอฝึกยุทธ์, วิหารศักดิ์สิทธิ์ สาขา 896
ภายในห้องฝึกซ้อมส่วนตัวที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหายใจและเสียงเคลื่อนไหวของร่างระหงในชุดฝึกสีขาวบริสุทธิ์ หญิงสาวผู้มีตำแหน่งเป็ถึงศิษย์คนสนิทของผู้าุโนักบุญสาธิตา กำลังนั่งขัดสมาธิโคจรพลังเวทย์ ใบหน้าของนางนิ่งสงบ แต่แฝงไว้ด้วยความมุ่งมั่น นางคือหนึ่งในผู้ที่ผ่านการทดสอบด้วยคะแนน 3 จุด แต่ด้วยแววตาและความสามารถบางอย่างที่เข้าตา ทำให้สินียอมรับนางเข้ามาเป็ผู้ช่วยและศิษย์ในความดูแลเป็กรณีพิเศษ และเพิ่งช่วยเหลือให้นางก้าวข้ามสู่ระดับจอมเวทย์ทวิลักษณ์ได้ไม่นานนัก
ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูเบาๆ ดังขึ้น หญิงสาวลืมตาขึ้น ปรับลมหายใจก่อนจะเอ่ยอนุญาต
"เข้ามาได้"
นักบุญหญิงฝึกหัดคนหนึ่งก้าวเข้ามาอย่างนอบน้อม ก้มศีรษะลงต่ำ
"เรียนรุ่นพี่ มีเื่ด่วนจากกลุ่มที่ท่านพี่ส่งไปจับตาดูศิษย์น้องณิชาเ้าค่ะ"
"ว่ามา" ศิษย์คนสนิทของสินีเอ่ยเสียงเรียบ
"สัญญาณชีพจากกำไลมิติของทั้งสี่คน...ดับไปทั้งหมดแล้วเ้าค่ะ!" นักบุญหญิงฝึกหัดรายงานเสียงสั่น
"พวกเราตรวจสอบตำแหน่งสุดท้ายที่สัญญาณขาดหายไป คือบริเวณป่าไร้ตะวัน แต่...แต่ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดเ้าค่ะ"
แววตาของศิษย์คนสนิทฉายแววประหลาดใจเพียงชั่วครู่ ก่อนจะกลับมาเรียบเฉยดังเดิม
"สี่คนนั่นน่ะรึ... ไม่ได้เื่" นางพึมพำเบาๆ "เอาเถอะ ข้ารับทราบแล้ว เ้ากลับไปจับตาดูสถานการณ์ต่อเงียบๆ อย่าให้เื่นี้แพร่งพรายไปถึงหูคนนอก โดยเฉพาะพวกของมทินา ส่วนเื่นี้ ข้าจะหาจังหวะเรียนคุณหนูสินีเองเมื่อท่านออกจากกักตน"
"เ้าค่ะ!" นักบุญหญิงฝึกหัดรับคำแล้วรีบถอยออกไป ทิ้งให้ศิษย์คนสนิทของสินีนั่งขมวดคิ้วอยู่ตามลำพัง
'เป็ณิชานั่นหรือ...เป็ไปไม่ได้ มีคนปกป้องนางมากกว่า ไว้ข้าส่งหมายประลอง ดูสิใครจะปกป้องเ้าได้ ?'
ณ ป่าไร้ตะวัน, เช้าวันต่อมา
หลังจากค่ำคืนที่เต็มไปด้วยความสับสนและข้อตกลงอันน่าประหลาด ณิชาก็ตัดสินใจเื่สำคัญ นางเดินไปหาเพื่อนทั้งสองที่กำลังเก็บเต็นท์เตรียมตัวกลับวิหารฯ
"รุจี มาริน ข้า...ข้าคิดว่าจะขออยู่ที่นี่ฝึกวิชาต่ออีกสักพัก" ณิชาเอ่ยขึ้น
"หา! อยู่ต่อเหรอ?" รุจีตาโต
"ทำไมล่ะ? ที่นี่มันอันตรายนะ กลับไปฝึกที่วิหารฯ ไม่ดีกว่าหรือ?"
"ข้ารู้สึกว่า...สภาพแวดล้อมที่นี่เหมาะกับการฝึกวิชาดาบสายธาราของข้า" ณิชาพยายามหาเหตุผลที่ฟังดูดีที่สุด
"แน่ใจนะ? การอยู่ในป่าตามลำพังไม่ใช่เื่ง่าย" มารินมองณิชาอย่างพิจารณา
"ข้าแน่ใจ ข้า้าเวลาฝึกฝนและพิสูจน์ตัวเอง พวกเ้ากลับไปก่อนเถอะ ไม่ต้องเป็ห่วงข้า" ณิชายืนยันหนักแน่น
เมื่อเห็นความตั้งใจแน่วแน่ของณิชา รุจีกับมารินก็ได้แต่ยอมตาม
"ก็ได้ๆ แต่ต้องระวังตัวมากๆ เลยนะ!" รุจีย้ำ
"อย่าลืมนะว่าคะแนนสำคัญมาก กลับไปแล้วต้องรีบไปแลกลูกแก้วทักษะล่ะ!"
"ข้าเข้าใจแล้ว ขอบใจพวกเ้ามาก"
รุจีและมารินจึงจำต้องออกเดินทางกลับวิหารฯ ไปก่อน ทิ้งให้ณิชาอยู่เผชิญหน้ากับป่าไร้ตะวันเพียงลำพัง
เมื่ออยู่คนเดียว เสียงกระซิบที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นในหัว
‘ตัดสินใจได้ไม่เลว อย่างน้อยก็ไม่โง่เขลาจนเกินไปนัก’ เสียงของ 'นิชา' แฝงแววเย้ยหยันเล็กน้อย
‘เอาล่ะ ในเมื่อเ้าเลือกจะอยู่ที่นี่ต่อ ข้าก็จะเริ่มทำตามข้อตกลง’
"ข้าต้องทำอย่างไรบ้าง? เื่เติมพลังงานให้กระจก..." ณิชาถามกลับในใจ
‘ข้าบอกแล้วว่าต้องใช้แก่นเวท... แต่เ้าคงสงสัยสินะว่าทำไมไม่เรียกว่าแก่นอสูรเหมือนที่พวกชาวบ้านแถวนี้เรียกกัน’
"ก็...ใช่"
‘หึ! บ้านนอกเสียจริง!’ นิชาแค่นเสียง ‘
มันก็คือสิ่งเดียวกันนั่นแหละ! แต่ที่นี่มันทุรกันดาร หาพลังงานบริสุทธิ์ได้แค่จากแก่นกลางของสัตว์อสูรเท่านั้น พวกมันเลยเรียกว่าแก่นอสูร แต่ในเมืองเขตเลขต่ำๆ ที่เจริญแล้วอย่างที่ข้าเคยอยู่ เขาสกัด 'แก่นเวท' บริสุทธิ์ได้จากหลายแหล่ง ไม่ใช่แค่จากอสูร เข้าใจรึยัง?’
"ขะ...เข้าใจแล้ว"
‘ดี! แต่จำไว้ แก่นอสูรที่จะใช้เติมพลังให้กระจกได้ ต้องมาจากอสูรระดับ 2 ดาวขึ้นไปเท่านั้น! ลูกแก้วิญญานาคระดับ 1 ดาวที่เ้าได้มานั่นมันไร้ประโยชน์สำหรับเื่นี้ เ้าต้องเข้าไปในป่าให้ลึกกว่านี้ เพื่อล่าอสูรที่แข็งแกร่งกว่าเดิม!’
คำสั่งนั้นชัดเจน ณิชากำดาบในมือแน่นขึ้น นางรู้ว่านี่คือหนทางเดียวที่จะแข็งแกร่งขึ้นและทำตามข้อตกลงได้
ณิชาเริ่มออกเดินทางลึกเข้าไปในป่าไร้ตะวันตามคำแนะนำของ 'นิชา' บรรยากาศรอบตัวยิ่งมืดครึ้มและเงียบสงัดวังเวงกว่าเดิม เสียงอสูรร้องคำรามดังแว่วมาแต่ไกลเป็ครั้งคราว ทำให้นางต้องเพิ่มความระมัดระวังตัวมากขึ้น
ไม่นานนัก นางก็เผชิญหน้ากับสัตว์อสูรระดับ 1 ดาวตัวแรก เป็หมูป่าเขี้ยวพิษตัวหนึ่ง มันพุ่งเข้าใส่นางด้วยความเร็ว
‘หลบซ้าย! โง่จริง!’ เสียง 'นิชา' กระซิบในหัวอย่างรวดเร็ว ณิชาขยับตัวหลบแทบไม่ทัน เขี้ยวพิษเฉียดแขนเสื้อนางไปเพียงนิดเดียว
‘แทงต่ำ! ตรงข้อต่อขาหน้ามันนั่นแหละ!’
ณิชาทำตาม ตวัดดาบแทงไปยังจุดที่เสียงกระซิบบอก หมูป่าร้องเสียงหลงเมื่อถูกแทงเข้าจุดอ่อน
‘ตวัดดาบขึ้น! ปัดป้องสิ ไม่ใช่เอาแต่ยืนทื่อ!’
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างทุลักทุเล ณิชารอดพ้นจากคมเขี้ยวและพิษร้ายมาได้ด้วยคำแนะนำอันเฉียบคม (แต่เต็มไปด้วยคำถากถาง) ของ 'นิชา' ครั้งแล้วครั้งเล่า นางค่อยๆ เรียนรู้จังหวะการต่อสู้ การหลบหลีก และเริ่มจับทาง "วิชาดาบสายธารา" ได้มากขึ้น นางฝึกฝน "ท่วงท่าธารา" ให้มั่นคง และเริ่มฝึก "ธาราชี้จุด" เพื่อหาช่องโจมตีจุดอ่อน
‘ยังช้าไป! ถ้าเป็ข้า เ้าหมูป่านี่ตายไปนานแล้ว!’
แม้จะถูกต่อว่าอยู่ตลอด แต่ณิชาก็อดทนฝึกฝนและต่อสู้กับอสูรระดับ 1 ดาวตัวแล้วตัวเล่า จนกระทั่งนางรู้สึกว่าการใช้กระบวนท่าที่สอง "ธาราชี้จุด" เริ่มเข้าที่เข้าทางมากขึ้น
"สำเร็จ!" ณิชาตวัดดาบครั้งสุดท้าย ปาดคอหมาป่าเฝ้าป่าระดับ 1 ดาวตัวหนึ่งได้สำเร็จหลังจากต่อสู้กันอยู่ครู่หนึ่ง นางหอบหายใจเล็กน้อย ยืนมองซากศัตรูตรงหน้า ดาบในมือยังคงเปล่งประกายสีเงินจางๆ นี่เป็ครั้งแรกที่นางสามารถจัดการอสูรได้ด้วยตัวเองจริงๆ โดยอาศัยเพียง ท่วงท่าธารา และ ธาราชี้จุด ที่เพิ่งฝึกฝน แม้จะยังดูไม่แข็งแกร่งนัก แต่ก็เป็ก้าวสำคัญ
‘หึ! จัดการแค่อสูรชั้นต่ำแค่นี้ ทำเป็ภูมิใจ’ เสียง 'นิชา' แว่วขึ้นในหัว แต่ก็ไม่ได้ตำหนิอะไรมากไปกว่านั้น ดูเหมือนจะปล่อยให้นางเรียนรู้ด้วยตัวเองมากขึ้น
ณิชาเมินเสียงนั้นไป นางนึกย้อนไปถึงการต่อสู้กับนาคาสีครามเมื่อวานนี้... อสูรระดับสูงกว่านี้มากนัก พลังเวทย์ธาตุน้ำอันเข้มข้น เกล็ดที่แข็งแกร่งจนดาบธรรมดาของนางไม่อาจระคายเคืองได้เลย
ตอนนั้น...นางทำได้เพียงยืนมองรุจีกับมารินต่อสู้อย่างสุดกำลัง
'แล้วพวกนางชนะได้อย่างไรนะ?' คำถามนี้ผุดขึ้นในใจอีกครั้ง ตอนนี้เมื่อนางพอจะมีประสบการณ์ต่อสู้ขึ้นมาบ้างแล้ว นางเริ่มมองเห็นภาพชัดเจนขึ้น
นางนึกถึงภาพลูกไฟผลาญของรุจีที่สาดซัดเข้าใส่จุดเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่ย่อท้อ แม้ตอนแรกจะดูไร้ผล แต่ความพยายามนั้นก็สามารถเผาทำลายเกล็ดที่แข็งแกร่งนั้นลงได้ในที่สุด และภาพโล่สมุทรของมารินที่ตั้งตระหง่าน ต้านรับการโจมตีอันรุนแรงครั้งแล้วครั้งเล่า ก่อนจะหาจังหวะสุดท้ายใช้พลังทั้งหมดกระแทกปิดฉากในจังหวะที่นาคอ่อนแอที่สุด
'ไม่ใช่แค่พลัง...' ณิชาตระหนัก 'แต่เป็เพราะการร่วมมือกัน การหาจุดอ่อน' รุจีใช้ความต่อเนื่องทำลายการป้องกัน มารินใช้ความแข็งแกร่งและจังหวะที่เหมาะสมในการหยุดยั้งศัตรู พวกนางต่างทำในสิ่งที่นาง (ในตอนนั้น) ยังทำไม่ได้
ความรู้สึกละอายใจเล็กๆ แล่นผ่านเข้ามาอีกครั้ง แต่ก็ถูกแทนที่ด้วยความมุ่งมั่นที่แรงกล้ากว่าเดิม
'ตอนนี้ข้าอาจจะยังเทียบพวกนางไม่ได้ แต่ข้าจะไม่ยอมเป็ตัวถ่วงอีกต่อไป ข้าจะต้องแข็งแกร่งขึ้น ต้องมีประโยชน์ให้ได้!' นางกำดาบในมือแน่น พลางนึกถึงวิชาดาบสายธาราที่กำลังฝึก
"แต่ว่า...ทำไมข้ารู้สึกว่ามันไม่เหมือนกระบวนท่าวิชาเท่าไหร่เลย เหมือนเป็แค่พื้นฐานเท่านั้นเอง?" นางลองถามในใจ
‘ถูกต้องแล้ว!’ นิชาตอบทันที
'จงสร้างบนศิลา ไม่ใช่บนผืนทราย วิชาดาบสายธาราที่เ้าฝึก มันคือการวางรากฐานที่แข็งแกร่งที่สุด! พวกจอมเวทย์โง่ๆ มัวแต่หลงใหลในกระบวนท่าที่สวยงามอลังการ แต่หารู้ไม่ว่า ท่าพื้นฐานที่มั่นคงต่างหากคือหัวใจสำคัญของการต่อสู้ที่แท้จริง! ตอนนี้อธิบายไปเ้าก็คงไม่เห็นภาพ ต้องรอให้เ้าได้เจอกับ 'ของจริง' สักครั้ง แล้วจะเข้าใจเอง’ นิชาอธิบาย
ณิชานิ่งฟัง แม้จะไม่เข้าใจทั้งหมด แต่ก็รู้สึกว่าคำพูดของนิชามีเหตุผล
นางกระชับดาบในมือแน่นขึ้น กวาดตามองเข้าไปในป่าลึกที่มืดมิดกว่าเดิม ความกลัวลดน้อยลง ถูกแทนที่ด้วยความตื่นเต้นท้าทาย
'เอาล่ะ... เป้าหมายต่อไป อสูรระดับ 2 ดาว สินะ ตามที่นิชาบอก เพื่อเก็บแก่นเวทมาเติมพลังให้กระจก!'