เยว่หลันดันตัวลุกขึ้นทันที
ผ้าพันแผลตรงหัวไหล่ซึมแดงขึ้นในพริบตา
อวี้เซียวลุกขึ้นรวดเดียว
“เ้ายังไปไม่ได้”
เยว่หลันไม่ตอบ
นางเพียงใช้มือข้างหนึ่งยันขอบเตียงไว้ หยุดหายใจอยู่ครู่หนึ่งคล้ายรอให้ความเจ็บตรงหัวไหล่ผ่านพ้นไปก่อน จากนั้นจึงค่อย ๆ เลื่อนปลายเท้าลงพื้น
ใบหน้านางยังซีดมาก
แต่ดวงตากลับนิ่งจนไม่เหลือช่องให้ผู้ใดห้ามได้ง่าย ๆ
อวี้เซียวมองอยู่ครู่หนึ่ง
เขาเห็นชัดว่านางยังเดินไม่มั่นด้วยซ้ำ าแตรงหัวไหล่มีเืไหลซึมออกมา หากปล่อยให้นางก้าวออกไปคนเดียวในสภาพนี้ เกรงว่ายังไม่ทันถึงถนนด้านนอกก็อาจล้มลงก่อน
แต่เขาก็เห็นอีกอย่างชัดไม่แพ้กัน
ต่อให้พูดมากกว่านี้ นางก็ไม่มีทางกลับไปนอน
สุดท้ายอวี้เซียวจึงหยิบเสื้อคลุมตัวหนึ่งจากพนักเก้าอี้มาคลุมบ่านางไว้ก่อน
“ข้าไม่รู้ว่าลั่วจวินพานกตัวนั้น...”
เขาหยุดไปเสี้ยวหนึ่ง ก่อนเปลี่ยนคำ
“พาซวงอี้ไปฝังที่ใด”
เยว่หลันเงยหน้าขึ้นมองเขา
อวี้เซียวกล่าวต่อ
“แต่ถ้าย้อนกลับไปทางเดิม ก็น่าจะตามเจอ”
เขาถอนใจแ่ ๆ
“อย่างน้อยให้ข้าประคอง”
เยว่หลันไม่ได้ปฏิเสธ
เพียงเท่านี้ก็มากพอแล้ว
อวี้เซียวจึงก้าวเข้าไปประคองข้อศอกนางไว้ด้านหนึ่ง พานางออกจากห้องไปช้า ๆ
ลมก่อนรุ่งสางเย็นกว่าที่คิด
ทางดินนอกเป่ยหลัวยังเงียบมาก มีเพียงแสงจางสีเทาน้ำเงินที่เริ่มคลายจากขอบฟ้าด้านตะวันออก เยว่หลันเดินได้ไม่เร็ว มือหนึ่งกดแผลข้างลำตัว อีกมือจับชายเสื้อคลุมไว้แน่น ทุกก้าวสั้นและระวังเกินกว่าปรกติ
แต่ไม่มีครั้งใดที่นางลังเลว่าจะหยุดหรือไม่
อวี้เซียวพานางย้อนกลับไปตามถนนเดิมอย่างช้า ๆ
ไม่นานนัก เขาก็เห็นรอยล้อรถเข็นสองเส้นกดลึกอยู่บนดินชื้น ข้างกันมีรอยฝ่าเท้าที่เขาคุ้นตา
“ทางนี้”
เขากล่าวเพียงสั้น ๆ แล้วประคองนางเลี้ยวออกจากถนนหลักตามรอยนั้นไป
รอยล้อทอดผ่านพุ่มเตี้ย แล้วค่อย ๆ ไต่ขึ้นเนินด้านตะวันตก
เมื่อพ้นแนวหญ้าสูงขึ้นไป เยว่หลันจึงเห็นเงาสนสองต้นขึ้นเคียงกันอยู่แต่ไกล
เบื้องล่างของเนินนั้น แนวธารตื้นคดผ่านทุ่งหญ้าแห้งเป็เส้นเงินจางรับแสงเช้า ไกลออกไปเป็สันเขาซ้อนกันนิ่งสงบอยู่ในหมอกบาง
ลั่วจวินอยู่ตรงนั้น
เขายืนอยู่ข้างหลุมที่เพิ่งกลบเสร็จพอดี
เสียมถูกปักลงดินอยู่ไม่ไกล รถเข็นไม้เก่าจอดเอียงไว้ข้างต้นสน ดิน้าของหลุมถูกเกลี่ยจนโค้งเรียบพอดี ขอบด้านหัวมีหินแบนล้อมไว้อย่างหยาบแต่ตั้งใจ ส่วนกิ่งสนแห้งและเศษหินเกะกะรอบ ๆ ถูกเก็บออกจนที่ว่างใต้เงาไม้ดูสะอาดสงบกว่าริมทางเดิมมาก
ลั่วจวินหันมาเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าบนหญ้าแห้ง
เยว่หลันหยุดอยู่ไม่ไกล
อวี้เซียวค่อย ๆ ผ่อนมือที่ประคองข้อศอกนางออก แล้วถอยไปยืนเงียบ ๆ ไว้ด้านหลัง
สายตาของเยว่หลันเลื่อนไปจากลั่วจวิน ลงสู่หลุมตรงเชิงสน
จากหลุม ไปยังแนวธารเบื้องล่าง
แล้วกลับขึ้นมายังฟ้าที่เริ่มสว่างช้า ๆ เหนือสันเขา
ไม่มีผู้ใดพูดก่อน
ลมเช้าพัดผ่านยอดสนเบา ๆ
เสียงน้ำจากธารด้านล่างดังแ่จนแทบกลืนไปกับความเงียบ
เยว่หลันก้าวเข้าไปอีกสองก้าว
คราวนี้นางเห็นชัดแล้วว่า ดิน้าถูกเกลี่ยซ้ำมากกว่าหนึ่งครั้ง หินแบนที่ล้อมไว้ตรงหัวหลุมไม่ใช่ก้อนที่อยู่ตรงนี้เดิมทั้งหมด และมุมที่เลือกก็เป็มุมที่เมื่อเงยหน้าขึ้น จะเห็นฟ้ากว้างกว่าเห็นถนน
ชั่วขณะนั้นเอง น้ำตาสายหนึ่งก็ไหลลงมาจากหางตา
มันไม่ได้มาพร้อมเสียงสะอื้น
ไม่ได้มากับอาการสั่นไหวใดเกินควบคุม
เพียงไหลลงมาเงียบ ๆ ขณะที่นางยืนมองหลุมตรงหน้า ราวกับร่างกายเพิ่งรับความจริงนั้นเข้ามาได้ในที่สุด
เยว่หลันคุกเข่าลงช้า ๆ ข้างหลุม
มือที่ยังมีผ้าพันแผลบางส่วนแตะลงบนดินใหม่เบามาก ราวกับกลัวว่าหากกดแรงกว่านี้ สิ่งที่นอนอยู่ข้างใต้จะเจ็บอีกครั้ง
“ซวงอี้...”
เสียงนั้นเบามาก
เบาจนแทบไม่ต่างจากลมหายใจที่หลุดออกจากอก
แต่นั่นกลับทำให้ความเงียบรอบด้านหนักขึ้นกว่าเดิม
เพียงเอ่ยชื่อมันออกมาเท่านั้น น้ำตาอีกสายก็ไหลตามลงมาทันที
ลั่วจวินยืนอยู่ด้านหลังนางไม่ไกล
เขาไม่เดินเข้าไป
ไม่เอ่ยปลอบ
เพียงขยับถอยออกไปครึ่งก้าว ทิ้งที่ว่างระหว่างเงาสนกับขอบหลุมให้นางอยู่ตรงนั้นได้ตามลำพัง
เยว่หลันก้มหน้าอยู่เช่นนั้นนานเท่าใด ไม่มีผู้ใดนับ
เมื่อปลายน้ำตาหยดหนึ่งตกลงบนดิน ลั่วจวินจึงกล่าวขึ้นในที่สุด
“ข้าเลือกสถานที่ที่ลมไม่แรง”
เสียงของเขาเรียบและเบามาก
“มองเห็นฟ้าได้กว้างกว่า”
เยว่หลันไม่ได้หันกลับมา
แต่นิ้วที่แตะดินอยู่ข้างหลุมกลับขยับเกร็งขึ้นเพียงน้อย
แล้วน้ำตาอีกสายก็ไหลลงมาตามแก้มเงียบ ๆ
ลั่วจวินยื่นแผ่นไม้พร้อมมีดสั้นในมือให้นาง
“ข้าคิดว่าเ้าน่าจะอยากสลักชื่อซวงอี้ด้วยตัวเอง”
เยว่หลันรับไม้แผ่นเล็กชิ้นหนึ่งกับมีดสั้นด้ามเรียบมาจากลั่วจวิน
หมอกบางสีขาวเทาเกาะอยู่เหนือแนวหญ้าต่ำตามเชิงเนิน ลมก่อนเช้าเย็นและชื้นพอจะพาให้ชายแขนเสื้อสะบัดแ่ ๆ ทุกครั้งที่นางเดินผ่านช่องโล่งใต้เงาสน
หลุมดินใต้สนสองต้นยังคงเรียบร้อยดังเดิม
หินแบนหลายก้อนถูกวางล้อมตรงหัวหลุมแน่นพอจะกันสัตว์เล็กไม่ให้คุ้ยดินใหม่ รอยเกลี่ยบนพื้นยังชัดเจน ดินบางส่วนยังชื้นเข้มกว่าส่วนอื่น เบื้องล่างเนิน ธารตื้นคดผ่านทุ่งหญ้าแห้งเป็เส้นเงินจาง ขณะที่เหนือสันเขาไกลออกไป ฟ้ากำลังค่อย ๆ เปิดสีทีละชั้น
เยว่หลันค่อย ๆ คุกเข่าลง
ปลายมีดค่อย ๆ กรีดลงบนเนื้อไม้ทีละเส้น ทีละเส้น
เสียงครูดเบามาก
เบาเสียจนแทบกลืนหายไปกับเสียงลมบนยอดสน
อักษรสองตัวค่อย ๆ ปรากฏขึ้นช้า ๆ ใต้ปลายมีด
ซวงอี้
เยว่หลันมองชื่อนั้นอยู่นานกว่าที่ควร
นางไม่รู้ว่าชื่อหนึ่งชื่อควรหนักเพียงใดเมื่อถูกเขียนลงบนไม้แผ่นเล็กเช่นนี้
เมื่อก่อน ชื่อนี้เคยเป็เสียงปีก
เคยเป็เงาที่โฉบผ่านขอบฟ้า
เคยเป็ความอุ่นตรงข้างกายเวลานางไม่เหลือผู้ใดให้หันไปหา
บัดนี้กลับเหลือเพียงรอยกรีดสองคำบนไม้
เยว่หลันปักไม้แผ่นนั้นลงตรงหัวหลุมข้างก้อนหินแบน จัดให้มันเอียงรับแนวลมพอดี ไม่โอนเอนไปง่าย และไม่บังฟ้าด้านหลัง
จากนั้นนางก็ยืนนิ่งอยู่อีกครู่
ไม่มีคำใดถูกเอ่ยออกมา
ไม่มีน้ำตาอีก
มีเพียงปลายนิ้วที่แตะขอบไม้แ่หนึ่ง ราวกับรับรู้ให้แน่ใจว่า สิ่งที่ควรทิ้งไว้ตรงนี้ได้ถูกทิ้งไว้แล้วจริง ๆ
เมื่อเสร็จแล้ว เยว่หลันจึงหมุนกายกลับ เดินลงจากเนินไปโดยไม่หันกลับมามองอีก
ยามที่พวกเขากลับถึงร้านพักริมทาง เ้าของร้านเพิ่งเปิดประตูเรือนด้านหน้า
เรือนพักทั้งหลังเงียบสงบกว่าค่ำคืนก่อนมาก ราวกับเื่เมื่อคืนไม่เคยเกิดขึ้นบนถนนสายนี้เลยแม้แต่น้อย
อวี้เซียวสะพายสัมภาระไว้เรียบร้อยแล้ว
ลั่วจวินเองก็คาดกระบี่เก่าตามเดิม
เยว่หลันเปลี่ยนเป็ชุดเดินทางสีครามหม่นของร้านพัก ขนาดไม่พอดีตัวนัก แต่ยังเรียบร้อยพอให้ไม่สะดุดตาเกินจำเป็ ผมดำถูกเก็บไว้หลวม ๆ ด้านหลัง ข้างเอวมีกระเป๋าสัมภาระเล็กใบหนึ่งกับขลุ่ยหยกสีขาวที่ห้อยอยู่ดังเดิม
นางหยุดลงตรงหน้าลั่วจวิน
ดวงตาคู่นั้นมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ
“เมื่อคืน เป็ผู้ใดเปลี่ยนชุดให้ข้า”
อวี้เซียวเหลือบมองคนทั้งสองเงียบ ๆ
ลั่วจวินชะงักไปเพียงเสี้ยวเดียว
ราวกับไม่คาดว่าเยว่หลันจะถามเื่นี้ออกมาตรงถึงเพียงนั้น
แววตาของเขาไหววูบอย่างยากจะจับได้ ก่อนจะนิ่งลงดังเดิม
“เ้าคิดมากไปแล้ว”
เยว่หลันเลิกคิ้วน้อย ๆ
ลั่วจวินจึงกล่าวต่อ
“ข้าไม่ได้เป็คนเปลี่ยน”
“แล้วผู้ใด”
“บุตรสาวเ้าของร้าน”
เยว่หลันยังคงมองเขาอยู่ ไม่ได้มีแววว่าจะเชื่อง่ายนัก
อวี้เซียวไอเบา ๆ ครั้งหนึ่ง
“ข้ายืนยันได้”
เยว่หลันเลื่อนสายตามาทางเขา
“เมื่อคืนข้าเองก็อยู่หน้าห้องเป็พยาน นางเป็คนเปลี่ยน ส่วนลั่วจวินออกไปรอข้างนอก”
จังหวะนั้นเอง เ้าของร้านที่ยืนอยู่ใกล้ประตูจึงรีบค้อมศีรษะน้อย ๆ
“คุณหนูวางใจได้” เขากล่าวเร็ว ๆ “เมื่อคืนข้าตามบุตรสาวข้ามาจริง นางเป็คนช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้าและเช็ดคราบเืให้ท่านเอง”
ก่อนที่เยว่หลันจะตอบ เสียงฝีเท้าเบา ๆ ก็ดังขึ้นจากด้านในเรือน
สาวน้อยวัยสิบต้น ๆ ผู้หนึ่งเดินออกมาพร้ะกร้าผ้าในอ้อมแขน พอเห็นคนทั้งหมดอยู่ตรงนั้น นางก็ชะงักไปทันที
เ้าของร้านหันไปโบกมือเรียก
“มานี่เร็ว”
สาวน้อยกะพริบตาปริบ ๆ ก่อนขยับเข้ามาใกล้
เ้าของร้านชี้ไปที่เยว่หลัน
“เมื่อคืน เ้าเป็คนช่วยคุณหนูเปลี่ยนชุดใช่หรือไม่”
ใบหน้าของสาวน้อยแดงขึ้นทันที แต่ก็ยังรีบพยักหน้า
“ใช่เ้าค่ะ” นางตอบเบา ๆ “ข้าเป็คนเปลี่ยนให้เอง พี่ชายคนนั้นวางยาไว้แล้วก็ออกไปรอข้างนอก ไม่ได้เข้ามาใกล้เลย”
นางพูดจบก็รีบก้มหน้าลงเสียอีกครั้ง ราวกับเพิ่งรู้ตัวว่าตนเผลอพูดมากเกินไป
ความเงียบตกลงมาเพียงครู่เดียว
สุดท้าย เยว่หลันก็เบือนสายตากลับจากสาวน้อยมาหาลั่วจวินอีกครั้ง
“ถือว่าข้าเข้าใจผิด”
น้ำเสียงนั้นยังฟังไม่ออกนักว่าเชื่อหมดแล้วจริง หรือเพียงเห็นว่าไม่จำเป็ต้องสาวต่อ
แต่เื่นี้ก็จบลงตรงนั้น
ลั่วจวินนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ
“ในเมื่อเ้าฟื้นแล้ว”
เขาหยุดไปเพียงนิด
“ข้ายังมีสิ่งที่ต้องไปทำต่อ ไม่อาจล่าช้าได้”
เยว่หลันมองเขาอยู่เงียบ ๆ
นางไม่มีทีท่าจะถามว่าอีกฝ่ายจะไปที่ใด หรือเหตุใดจึงรีบร้อนเพียงนั้น
เพียงกล่าวขึ้นเบา ๆ
“ขอบคุณที่ช่วยไว้”
ลั่วจวินรับคำนั้นเพียงด้วยสายตา
จากนั้นก็หมุนตัวก้าวลงจากบันไดหน้าเรือน
อวี้เซียวค้อมศีรษะให้นางน้อย ๆ ก่อนเดินตามลงไป
ไม่นานนัก เงาของคนทั้งสองก็ทอดยาวห่างออกไปบนถนนนอกเป่ยหลัว
เยว่หลันมองตามอยู่ครู่หนึ่ง จึงหันกลับมาทางสาวน้อยผู้นั้น
“เมื่อคืน ลำบากเ้าแล้ว”
สาวน้อยรีบส่ายหน้า
“ไม่ลำบากเ้าค่ะ”
เยว่หลันสอดมือเข้าไปในแขนเสื้อ หยิบเงินก้อนเล็กก้อนหนึ่งออกมาวางลงบนตะกร้าผ้าในอ้อมแขนของนาง
สาวน้อยตาโตขึ้นทันที
“คุณหนู...”
“รับไว้”
เยว่หลันกล่าวเพียงสั้น ๆ
สาวน้อยก้มลงมองเงินในตะกร้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนสีหน้าจะค่อย ๆ สว่างขึ้นอย่างปิดไม่อยู่
อึดใจต่อมา นางก็หันตัววิ่งไปหาบิดาที่หน้าประตู ยกตะกร้าผ้าขึ้นทั้งอย่างนั้นราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะมองไม่เห็น
“พ่อ ดูสิ” เสียงของนางดังขึ้นใส ๆ “ข้าหาเงินได้แล้ว”
เ้าของร้านรีบโบกมือให้เบาเสียงลง แต่รอยยิ้มบนใบหน้ากลับกลั้นไว้ไม่มิด
เยว่หลันมองภาพนั้นอยู่เพียงครู่เดียว
จากนั้นจึงกลับขึ้นไปเก็บสัมภาระที่ห้อง
เมื่อนางลงมาอีกครั้ง เ้าของร้านรีบเอ่ยว่าค่าห้องถูกจ่ายไว้เรียบร้อยแล้ว
เยว่หลันไม่ได้ถามต่อว่าผู้ใดจ่าย
นางเพียงพยักหน้า แล้วเดินออกจากร้านพักไป
ถนนนอกเป่ยหลัวยามเช้าสว่างกว่าที่ควรจะเป็เล็กน้อย
แสงแดดแรกค่อย ๆ คลี่ลงเหนือแนวทุ่งโล่งจนเงาของคนสองคนทอดยาวไปบนพื้นดินแข็ง สีของกำแพงเมืองด้านหลังซีดลงเรื่อย ๆ ตามระยะที่เดินห่างออกมา
ไม่มีผู้ใดพูดในตอนแรก
เสียงเดียวที่ดังสม่ำเสมออยู่ระหว่างทาง มีเพียงเสียงฝีเท้ากับเสียงลมที่ผ่านพุ่มเตี้ยข้างทาง
ลั่วจวินเดินนำอยู่ข้างหน้า
อวี้เซียวตามอยู่ถัดมาไม่กี่ก้าว
ความเงียบนั้นยืดยาวอยู่พักใหญ่
จนกระทั่งอวี้เซียวได้ยินเสียงฝีเท้าอีกจังหวะหนึ่งดังแทรกขึ้นมาจากด้านหลัง
เขาหันกลับไปมอง
เยว่หลันกำลังเดินตามมาในระยะที่ไม่ใกล้ไม่ไกลนัก
นางมิได้เร่งฝีเท้าให้ทัน
เพียงปล่อยให้ระยะนั้นคงอยู่ ราวกับผู้ที่บังเอิญเลือกเส้นทางเดียวกันจริง ๆ
อวี้เซียวมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้นตามนิสัย
“แผลของเ้ายังไม่หาย”
เยว่หลันไม่ได้เร่งก้าวให้ทันสองคนข้างหน้า
นางเพียงตอบเรียบ ๆ
“ยังเดินได้”
“ข้าหมายถึง เหตุใดจึงรีบออกเดินทาง”
เยว่หลันเงียบไปเสี้ยวหนึ่ง
“อยู่ต่อก็ไม่ทำให้แผลหายเร็วขึ้น”
อวี้เซียวฟังแล้วไม่แย้งทันที
ผ่านไปอีกหลายก้าว เขาจึงกล่าวขึ้นอีกครั้ง
“แล้วเ้าจะเดินตามพวกข้าไปอีกถึงเมื่อใด”
คราวนี้เยว่หลันจึงเงยหน้าขึ้นมองเขาโดยตรง
ปลายตายกขึ้นน้อย ๆ ตามนิสัยเดิม แม้สีหน้าโดยรวมยังสงบ
“ข้าไม่ได้ตาม”
นางกล่าว
“แค่บังเอิญไปทางเดียวกัน”
อวี้เซียวเลิกคิ้วนิดหนึ่ง
“ทางเดียวกัน”
เขาทวน
“จึงปล่อยให้พวกข้าออกมาก่อน แล้วค่อยตามมาพร้อมสัมภาระพอดี”
“บังเอิญ”
“บังเอิญถึงเพียงนี้ ก็ชวนให้คนอื่นคิดมากได้”
เยว่หลันไม่ตอบในทันที
นางเลื่อนสายตาผ่านไหล่ของอวี้เซียวไปยังลั่วจวินที่ยังเดินนำอยู่ข้างหน้า
จากนั้นจึงกล่าวเพียงเบา ๆ
“เช่นนั้นก็ให้เขาตัดสิน”
ลั่วจวินไม่ได้หันกลับมา
ราวกับบทสนทนาที่ไล่ตามกันอยู่ด้านหลังไม่มีสิ่งใดจำเป็พอให้เขาต้องแทรก
เส้นทางด้านหน้าค่อย ๆ แยกออกเป็สองสายเมื่อพ้นเนินเตี้ยลูกหนึ่ง
สายหนึ่งยังคงทอดลงไปบนทางหลัก
อีกสายเลี้ยวอ้อมไปทางพื้นดินขรุขระซึ่งหญ้าขึ้นรกกว่า
ลั่วจวินจึงชะลอฝีเท้าลงเป็ครั้งแรก
เขาหยิบตรีสารของตนออกมาจากแขนเสื้อ
แผ่นสามเหลี่ยมสีเทาด้านนอนนิ่งอยู่ในฝ่ามือเขาเพียงครู่เดียว
ปลายนิ้วของลั่วจวินแตะลงบนมุมหนึ่ง แก่นพลังที่ผ่านควบแก่นถูกส่งเข้าไปบางมาก รอยละเอียดใต้ผิวจึงขยับรับกันทีละแนว ก่อนชิ้นบางรูปเข็มตรงกลางจะค่อย ๆ ยกตัวขึ้นจากร่องตื้น
เข็มนั้นหมุนน้อย ๆ แล้วค้างนิ่งไปทางถนนสายหลัก
เยว่หลันมองของชิ้นนั้นอยู่เพียงแวบเดียว
“เ้าทำให้มันทำงานได้อย่างไร”
ลั่วจวินหันมามองนาง
อวี้เซียวเองก็นิ่งไปเสี้ยวหนึ่งเช่นกัน
เยว่หลันสอดมือเข้าไปในแขนเสื้อของตน หยิบของอีกชิ้นหนึ่งออกมาแล้วคลายฝ่ามือให้เห็น
แผ่นสามเหลี่ยมสีเทาด้านอีกแผ่นวางนิ่งอยู่บนนิ้วนาง
ขอบทั้งสามด้านเก็บคมกริบ ผิวด้านนอกมีแนวรอยละเอียดซ่อนอยู่ใต้ชั้นโลหะเช่นเดียวกัน
เยว่หลันมองลั่วจวินอยู่ครู่หนึ่ง
“ข้าก็มีอยู่แผ่นหนึ่ง”