บทที่ 18 ตระกูลกู้ไม่ให้ทายาทอาศัยอยู่ข้างนอก
โม่เชียนถือร่ม ก้าวเดินอย่างมั่นคงไม่รีบร้อน
ไม่นานเธอก็ไปถึงบังกะโลหลังเล็ก ๆ โทรม ๆ หลังหนึ่งในหมู่บ้าน
มุ่งเดินไปยังประตูด้านทิศตะวันออกที่ใกล้ที่สุด
มือเคาะลงประตูไม้ดัง ‘ก๊อก ก๊อก ก๊อก’
ประตูตรงหน้าแกว่งไหวไปมาตามแรงลมและสายฝน ราวกับว่าถ้าโม่เชียนออกแรงเพิ่มอีกนิด มันก็สามารถล้มพังลงมาได้ในชั่วพริบตา
ไม่นานก็มีเด็กน้อยคนหนึ่งเปิดประตูออกมา
เขาอายุราว ๆ สี่หรือห้าขวบ ตัวเล็กมาก มีรูปร่างผอม แถมศีรษะยังใหญ่ ดูไม่ต่างอะไรไปจากไม้ขีดไฟ
เขาเงยหน้าขึ้น ใช้สายตามองดูคนที่อยู่นอกประตู แต่เพียงการเหลือบมองเพียงครั้งเดียว ดวงตากลมโตสีดำของเด็กชายก็เบิกกว้างขึ้น “อ้าก ช่วยด้วย! ”
ตามมาด้วยเสียงปิดประตูดัง ‘ปัง’ ขวางกั้นให้โม่เชียนยังอยู่ที่นอกประตูตามเดิม
เด็กน้อยปิดหูพร้ะโกนออกไปยังนอกประตู
“คุณย่าเคยเตือนว่าอย่าไปฟังอะไรจากคุณทั้งนั้น โปรดออกไปเดี๋ยวนี้! ”
โม่เชียนมองเด็กน้อยด้วยสายตาเฉยเมย ไม่นึกโกรธเคืองแต่อย่างใด
“งั้นฉันร้องเพลงให้เธอฟังดีไหม? ”
“ร้องเพลงเหรอ? ” เด็กน้อยเริ่มลังเล
ย่าของเขาเคยเตือนว่าอย่าฟังสิ่งใดที่ออกมาจากปากของโม่เชียนจากอารามลัทธิเต๋าเด็ดขาด แต่ในขณะเดียวกัน ย่าก็ไม่เคยบอกว่าอย่าฟังโม่เชียนร้องเพลง…
เพราะงั้น มันก็น่าจะได้ใช่ไหม?
เด็กน้อยเปิดประตูอีกครั้งหลังจากลังเลอยู่ไม่ถึง 3 วินาที
คราวนี้โม่เชียนสามารถก้าวเข้าไปภายในประตูได้สำเร็จ
เธอพูดเร็วเป็สองเท่าและถามว่า “พี่สาวคนสวยที่มาบ้านของเธออยู่ที่ไหน? ”
“ไหนคุณบอกว่าจะแค่ร้องเพลง! ” เด็กน้อยรีบปิดหูของตนเองอีกครั้ง
“นี่เรียกว่าการแร็ป”
โม่เชียนคว้ามือเด็กน้อย เท้าสะเอวแล้วมองดูเขา ก่อนจะอธิบายอย่างจริงจังว่า “เขาเรียกการพูดรัวเร็วเหมือนปืนกลแบบนี้ว่าการแร็ป”
นี่คือสิ่งที่เธอเคยเห็นในทีวีของพวกชาวบ้าน มันคือเทคนิคการร้องเพลงอย่างหนึ่ง
เด็กน้อยพยักหน้าอย่างเข้าใจ
ถ้าเป็การร้องเพลงก็ถือว่าไม่เป็อะไร
ตราบใดที่เธอไม่พูดน่ะนะ…
หัวใจของฝูเสวี่ยเต้นรัวจนแทบกระดอนออกจากคอ ยามเธอได้ยินเสียงฝีเท้าจากด้านนอกของประตู
กู้ไป๋เหยี่ยนำผู้คนมาค้นหาเธอั้แ่วันนั้นเป็ต้นมา
มีอยู่ครั้งหนึ่ง ชายคนนั้นเปิดประตูโรงไม้เข้ามาและสบตาเข้ากับเธอ แต่เขากลับทำราวไม่เห็นเธอ ทำเพียงมองไปรอบ ๆ ก่อนจะจากไป
มีเื่แปลก ๆ ทำนองนี้เกิดขึ้นมากมายใน่สามวันที่ผ่านมา
ยามเห็นฝูงหมาป่าบนูเา ฝูเสวี่ยยังไม่ทันได้ใช้เวลาให้ตัวเองได้รู้สึกหวาดกลัว ฝั่งเดรัจฉานกลับกลายเป็ว่าฝ่ายที่ตกอยู่ในความสับสนวุ่นวายและวิ่งกลับไปด้วยความตื่นตระหนก ชนกันไปเซทับกันมาจนลับตาเสียเอง
ครั้งหนึ่งาาลิงบนูเาพร้อมลูกหลานของมันก็นำผลไม้มาให้เธอ พวกมันกองผลไม้ไว้บนเนินเขาด้านหน้า ทำทีคล้ายกลัวว่าเธอจะหิว
มีชายหนุ่มในหมู่บ้าน้าฉกจี้หยกที่ห้อยอยู่บนลำคอของเธอไป แต่ก่อนที่เขาจะทันได้เอื้อมคว้า กลับมีก้อนหินตกลงมาจากูเาและหล่นกระแทกลงไปบนเท้าของเขาเสียก่อน
ฝูเสวี่ยสงสัยว่ามีเทพเ้าองค์ใดกำลังปกป้องเธออยู่หรือเปล่า
แต่เธอก็คิดออกอย่างรวดเร็ว ว่าที่มาที่ไปของการปกป้องนี้ คงมาจากเครื่องรางสีแดงที่โม่เชียนมอบให้เธอแน่ ๆ
หญิงสาวทั้งรู้สึกขอบคุณทั้งตระหนกใจ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าบนโลกใบนี้จะมีเื่ราวอัศจรรย์เช่นนี้อยู่!
ปัจจุบันเธอจึงกำลังคิด ว่าในอนาคตตนเองจะหาโม่เชียนเจออีกครั้งได้อย่างไร เธออยากขอบคุณหญิงสาวที่ช่วยชีวิตของเธอไว้
แต่ใครเล่าจะคาดเดาได้ ยังไม่ทันต้องเสียแรงออกไปตามหา เธอก็มีโอกาสได้พบโม่เชียนเสียแล้ว!
ฝูเสวี่ยมองผ่านรอยแตกด้านในหน้าต่างออกไป ก่อนหัวใจจะร่วงหล่นทันทีที่เห็นว่าเป็โม่เชียน
หญิงสาววิ่งไปเปิดประตู ทักทายด้วยความดีใจ
ฝูเสวี่ยพยักหน้าให้รัว ๆ
แน่นอนว่าโม่เชียนไม่เข้าใจความหมาย แต่เด็กชายกลับเข้าใจ เขาจึงแปลให้โม่เชียนฟังว่า “พี่สาวถามว่าคุณมาที่นี่ทำไม”
“อ้อ ฉันมาที่นี่เพื่อพาเธอกลับ” โม่เชียนพูดอย่างตรงไปตรงมา
เมื่อได้ยินเช่นนั้นฝูเสวี่ยก็ตกตะลึง ก่อนจะหยิบปากกาและกระดาษออกมาขีดเขียนข้อความสองสามคำ
[ทำไม? กู้ไป๋เหยี่ยขอให้คุณมา? ]
“เปล่า ตำรวจต่างหาก”
...
โม่เชียนอธิบายให้ฝูเสวี่ยฟัง ว่าตำรวจกำลังตามจับเธอ และแม้หญิงสาวจะอธิบายเื่ราวทั้งหมดได้ไม่ชัดเจน แต่ฝูเสวี่ยก็น่าจะพอเข้าใจอยู่ว่ามันหมายถึงอะไร
ไม่คาดคิดเลยว่าเพียง่เวลานี้่เวลาเดียว เื่ราวต่าง ๆ กลับประเดประดังเข้ามามากมาย
เธอรับงานจากคุณเฉินมาหลายปีแล้ว และไม่เคยเกิดปัญหาใด ๆ ขึ้นเลย ซ้ำรวมมูลค่าของโบราณที่เธอบูรณะให้เขาทั้งหมดก็น่าจะปาไปหลายร้อยล้าน เขาจะจงใจใส่ร้าย เอาเธอไปยึดกับภาพวาดมูลค่า 30 ล้านเพื่ออะไร
แปลว่าภาพวาดน่าจะหายไปจริง...
ความกังวลอย่างสุดซึ้งปรากฏอยู่บนใบหน้าของฝูเสวี่ย
เธอต้องกลับไป!
อย่างไรก็ตาม คราวนี้เธอไม่รู้ว่าเด็กในท้องจะพอรอดไปได้อีกครั้งหรือเปล่า…
หญิงใบ้กัดริมฝีปากแน่น พร้อมเอื้อมมือไปแตะลูบหน้าท้องของตนเองเบา ๆ
เธอไม่สามารถต่อสู้กับตระกูลกู้ด้วยตัวคนเดียวได้...
ทว่าในขณะที่ฝูเสวี่ยมีท่าทางแบบนั้น โม่เชียนกลับไม่ได้สังเกตเห็นถึงความกังวลของเ้าหล่อนเลย
“แล้วคุณจะกลับไปไหม? ถ้าไม่อยากกลับก็ไม่ต้องกลับ ไม่มีใครหาคุณพบหรอก” เธอถามอย่างไม่ใส่ใจ
เครื่องรางสุขสงบที่สร้างโดยอาจารย์ของเธอมีพลังเหลือล้น มันสามารถป้องกันภัยพิบัติทางธรรมชาติและภัยร้ายที่มนุษย์สร้างขึ้นได้อย่างหมดจด
เพียงแต่กลเม็ดในการปกป้องหรือหลบเลี่ยงสถานการณ์นั้น ๆ ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะมารูปแบบไหน
มันขึ้นอยู่กับว่าบรรพจารย์บน์คนใดกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่
ฝูเสวี่ยพยักหน้า จับมือของโม่เชียนอย่างขอบคุณ
เธอเขียนบนกระดาษว่า [ฉันอยากกลับไปคลี่คลายเื่นี้ ฉันไม่ได้ขโมยภาพวาด ฉันต้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง]
“โอ้” โม่เชียนตอบแล้วยืนขึ้น “ถ้าอย่างนั้นก็ไปกันเลย”
เมื่อได้ยินดังนั้นฝูเสวี่ยก็คว้าแขนเสื้อของโม่เชียน เธอกัดริมฝีปากด้วยความกระอักกระอ่วน ไม่รู้ว่าจะขอร้องอีกฝ่ายอย่างไร
หากเธอร้องขอให้โม่เชียนตามกลับไปปักกิ่งทั้ง ๆ ที่เพิ่งมีโอกาสได้รู้จักกันโดยบังเอิญ มันจะมากเกินไปหรือเปล่า?
ฝูเสวี่ยคิดจนหัวหมุน เผลอกัดริมฝีปากของตัวเองจนได้เื
โม่เชียนมองอีกฝ่ายด้วยความสับสนที่ฉายอยู่ในดวงตา
“คุณ้าอะไรอีกรึเปล่า?”
ฝูเสวี่ยอ้าปาก ถอนหายใจอย่างแรง จากนั้นค่อยหยิบปากกาแล้วเขียนลงไปบนกระดาษอย่างรวดเร็ว
[โม่เชียน คุณช่วยกลับไปที่ปักกิ่งกับฉันและช่วยฉันดูแลเด็กหน่อยได้ไหม? ฉันจะจ่ายเงินให้คุณอย่างงาม! ]
โม่เชียนอ่านทีละคำ ก่อนจะถามออกไปอย่างสงสัย “ทำไมกู้ไป๋เหยี่ยถึงไม่อยากได้ลูกคนนี้นักล่ะ? ”
เมื่อฝูเสวี่ยได้ยินคำถาม เธอก็หัวเราะกับตัวเอง
[เพราะตระกูลกู้เป็ตระกูลที่ร่ำรวยมาก พวกเขาจึงไม่อนุญาตให้มีทายาทคนไหนไปอาศัยอยู่นอกตระกูลทั้งนั้น หาก้าเก็บเด็กไว้ ฉันก็จะไม่สามารถหย่าร้างกับกู้ไป๋เหยี่ยได้ หรือหากเป็อีกทางเลือก เด็กคนนี้ต้องถูกกำจัด]
“ไม่ให้ทายาทคนไหนไปอาศัยอยู่นอกตระกูลเหรอ? ” โม่เชียนมีเครื่องหมายคำถามบนใบหน้า
แล้วหลานชายทั้งห้าของตระกูลกู้ที่แสดงในแผนผังแปดทิศของเธอมาจากไหน?
โม่เชียนพ่นลมหายใจอย่างเหยียดหยาม แล้วเอ่ยออกมาอย่างมั่นใจ “ไม่ต้องกังวลหรอก ฉันเป็ผู้มีสิทธิ์พูดให้คำขาดในตระกูลกู้อยู่แล้ว ไม่มีใครกล้าทำอะไรลูกของคุณอย่างแน่นอน ไปกันเถอะ”
ฝูเสวี่ย “...”
เธอไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
เธอไม่เข้าใจว่าตระกูลกู้เกี่ยวข้องอะไรกับโม่เชียน อะไรทำให้หญิงสาวกล้าพูดจาใหญ่โตถึงขนาดนี้