บทที่17
แม่ทัพใหญ่เตรียมนำทัพบุก
พื้นที่บริเวณเขตชายแดนยาวสุดลูกหูลูกตากองทัพขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านปิดทางเข้าออกทุกทางของเขตปกครองหลันโจวทัพขนาดใหญ่ที่เคลื่อนทัพมาอีไพร่พลกว่าหกหมื่น
กองทหารม้าที่แข็งแกร่งสวมใส่ชุดเกราะตั้งค่ายเป็ระนาบยาวสุดลูกหูลูกตาไม่ว่าผู้ใดมองเห็นภาพเช่นนั้นก็ต้องหวั่นเกรงอยู่ภายในใจ
อ๋องหลันผู้นำเขตปกครองหลันโจวมองเห็นทัพม้าที่เกรียงไกรตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้าแม้แต่ตัวของมันที่ถือครองไพร่พลอยู่ถึงสามหมื่นยังรู้สึกหวั่นเกรง
บนกำแพงเมืองที่สูงใหญ่ตั้งตระหง่านดวงตาของอ๋องหลันที่ยืนอยู่บนกำแพงเมืองทอดยาวมองตรงไปด้านหน้า
คนผู้นี้เป็ชายวัยกลางคนมีร่างกายอ้วนท้วนใบหน้าดูเ้าเล่ห์มันสวมใส่ชุดคลุมลายัสีทองบริเวณข้างกายมีขุนพลผู้หนึ่งที่คอยถือกระบี่คู่กายเอาไว้หว่างคิ้วทั้งสองข้างของมันขมวดเข้ามาหากันตอนนี้มันกำลังแสดงท่าทางที่หวาดกลัวออกมาจากบนใบหน้าอย่างชัดเจน
มันกำลังแสดงความหวาดกลัวออกมาจากบนใบหน้าเป็เพราะว่าจากที่ใช้ดวงตาของตนเองมองยาวไป
มันเห็นผู้ที่อยู่ด้านหน้าทัพหกหมื่นร่างของแม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกรของเมืองหลวงนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ด้วยท่าทางองอาจห้าวหาญบริเวณด้านหน้าของแม่ทัพใหญ่แห่งเมืองหลวงมีชุดสุราและไก่ตัวโตถูกตั้งเอาไว้
ไป๋เฟิ่งผู้ที่ได้รับสมญานามว่าหงส์ขาวหลังอาชาสีดำสวมใส่ชุดเกราะสีทองอันองอาจสง่างามผ้าคลุมสีแดงด้านหลังพัดปลิวไปมาตามแรงลม
นางกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ถูกจัดเตรียมเป็ที่นั่งพิเศษอยู่บริเวณด้านหน้ากองทัพที่ตั้งค่ายอยู่ด้านหลัง
บริเวณจุดที่นั่งนั่งอยู่เป็จุดดึงดูดสายตาถ้าใช้สายตามองไกลออกมานับสิบลี้สามารถมองเห็นได้เลย
บริเวณด้านหน้าของนางคือพื้นที่ที่ราบลุ่มกว้างขวางสุดลูกหูลูกตาทอดยาวมุ่งตรงไปยังเมืองหลันโจวพี่เป็ชัยภูมิสำคัญหรือเรียกง่ายๆว่าเป็ด้านหน้าของเขตปกครองแห่งนี้
รอบกายของไป๋เฟิ่งเต็มไปด้วยผู้คุ้มกันมากมายที่ยืนคุ้มกันทั้งด้านซ้ายและขวานางเป็สตรีที่มีความงดงามเป็อย่างมากแต่ท่าทางที่แสดงออกมากับเหมือนบุรุษที่ห้าวหาญ
การที่เป็เช่นนี้ก็เป็เพราะว่านางออกรบั้แ่ในวัยสิบสี่่เวลาหลายปีที่นางอยู่ภายในสนามรบ มันขัดเกลาให้นิสัยของนางไม่เหมือนกับสตรีเลยสักนิดกลับเหมือนกับบุรุษที่ห้าวหาญและองอาจเสียมากกว่า
นางยื่นมือของตนเองไปยกจอกสุราด้านหน้าขึ้นมากระดกมันจนหมดแล้วก็วางลงไปดวงตาหงส์ที่งดงามฉายจิตสังหารมองตรงไปยังกำแพงเมืองที่ตั้งตระหง่านอยู่ห่างออกไปประมาณสิบลี้
อ๋องหลันมันยอมรับอย่างใจจริงว่ามันกำลังหวาดกลัวกับสตรีผู้นั้นทั้งแผ่นดินนี้ไม่มีผู้ใดที่ไม่หวาดกลัวสตรีผู้นั้นหรอก
แม้ว่ามันจะเป็เื่ที่น่าอับอายสำหรับบุรุษถ้าต้องหวาดกลัวสตรีแต่ว่าสำหรับไป๋เฟิ่งเป็ข้อยกเว้น
นางเป็สตรีเพียงคนเดียวที่บุรุษทั่วทั้งแผ่นดินต่างหวาดกลัวและหลงใหลไปในเวลาเดียวกัน
ในครั้งนี้ก่อนที่มันก่อฏขึ้นคิดจะตั้งตนเป็ใหญ่แม่ทัพที่ถูกส่งมาปราบปรามครั้งนี้มันก็คิดเอาไว้อยู่แล้วว่าต้องเป็นาง
แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากันจริงๆในใจกลับรู้สึกหวาดหวั่นวีรกรรมของนางมีผู้ใดบ้างที่ไม่รู้ ตอนที่แผ่นดินยังไม่สงบสุขออกรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับบิดาของนางฟาดฟันศัตรูมากมาย
ผู้คนกล่าวขานว่านางเป็เทพแห่งความตายในวัยสิบสี่ตวัดกระบี่สังหารผู้คนไปมากมาย
ไม่เพียงเท่านั้นเด็กวัยปีสามารถสังหารคนได้โดยไม่กระพริบตาแม้แต่นิดเดียวเพราะแบบนั้นผู้คนถึงบอกว่าไป๋เฟิ่งเป็ข้อยกเว้น
นางไม่เหมือนกับสตรีธรรมดาทั่วไปสภาพจิตใจของนางแตกต่างไปจากปกติธรรมดาทั่วไปเรียบร้อยแล้ว
ผู้ใดบ้างที่ต้องเผชิญหน้ากับนางแล้วไม่เกรงกลัวยอดขุนพลมากมายภายในเมืองหลวงไม่ว่าจะชักกันหรือว่ามีอายุเพียงใดก็ต่างสยบให้นางทั้งสิ้น
ทัพภายในเมืองหลวงมีมากมายแบ่งเป็จำนวนคนห้าสิบหมื่นแม่ทัพที่คลุมทับแบ่งแยกออกเป็ยี่สิบคนแม่ทัพทั้งยี่สิบคนล้วนแล้วแต่เป็คนที่เก่งกาจมีความสามารถพวกมันล้วนแล้วแต่มั่นใจในความสามารถของตนเองมีความทะนงตนอยู่หลายส่วน
ในวันนั้นที่ประกาศออกมาว่าจะให้สตรีขึ้นมากลายเป็แม่ทัพใหญ่ผู้ควบคุมทั้งยี่สิบทัพของเมืองหลวง
เหล่าบุรุษผู้เป็แม่ทัพและเป็ผู้แสนทะนงตนเ่าั้มีหรือว่าจะยอมแน่นอนว่าพวกมันย่อมต่อต้านและคัดค้านเกี่ยวกับเื่นี้
แต่ด้วยระยะเวลาเพียงแค่หนึ่งปีเท่านั้นแม่ทัพทั้งยี่สิบคนต่างพากันสยบให้กับสตรีผู้นี้
ขนาดแม่ทัพภายในเมืองหลวงที่มีมากมายยังยอมสยบให้กับนางมีบุรุษผู้ใดบ้างที่ไม่เกรงกลัว
อ๋องหลันยังยืนอยู่บนกำแพงเมืองสูงใหญ่ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความวิตกเม็ดเหงื่อไหลออกมาจนท่วมท้นทั่วใบหน้าทางกลับหันไปกล่าวกับผู้ติดตามที่อยู่ข้างกาย“ เป็ไป๋เฟิ่งจริงๆ ”
ผู้ติดตามที่อยู่ข้างกายเป็บุรุษวัยหนุ่มฉกรรจ์ภายนอกแล้วมันดูเป็คนที่ช่างแผนการมากพอสมควรมีหน้าที่ถือกระบี่ให้กับอ๋องหลันไม่เพียงเท่านั้นมันยังมีหน้าที่เป็กุนซือของกองทัพสามหมื่นของหลันโจวในครั้งนี้มันจึงกล่าวออกมา “ ในครั้งนี้เมืองหลวงยกทัพมามีกำลังคนมากกว่าเราถึง 1 เท่าตัว แถมผู้ที่นำทัพมายังเป็แม่ทัพใหญ่แห่งเมืองหลวงผู้ที่ได้ชื่อว่าเก่งกาจมากที่สุด”
“ พวกเราไม่ควรจะเข้าปะทะโดยตรงแต่ควรจะใช้แผนที่พวกเราจัดเตรียมกันไว้พะย่ะค่ะ!!”
อ๋องหลันปลายสายตาไปเล็กน้อยแสดงความวิตกอยู่ภายในดวงตา“ แผนการนั้นมันจะใช้ได้จริงๆอย่างนั้นรึ? ”
ผู้ที่เป็กุนซือหนุ่มกล่าวแย้ง“ แน่นอนว่าพวกเราไม่สามารถรู้ได้ว่าจะสามารถใช้ได้หรือไม่แต่ว่าพวกเราก็จำเป็ต้องลองดู ”
บริเวณสุดสายตาสตรีผู้ที่นั่งดื่มเหล้าด้วยท่าทางห้าวหาญอยู่เบื้องหน้าของกองทัพหกหมื่นดวงตาทั้งสองข้างของนางจ้องมองตรงไปด้านหน้า บริเวณพื้นที่ราบลุ่มขนาดใหญ่เบื้องหน้าของนางอีกไม่กี่วันมันจะกลายเป็สมรภูมิขนาดใหญ่
ในขณะที่กำลังนั่งดื่มสุราด้วยท่าทางที่ใจเย็นผู้ที่อยู่ด้านหลังก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็ว
คนผู้นั้นเป็บุรุษหนุ่มวัยไล่เลี่ยกับไป๋เฟิ่งเขาเป็บุรุษที่มีร่างกายสูงโปร่งสง่างามทั่วทั้งร่างกายดูสมบุกสมบันสมกับคำว่านักรบคนผู้นี้สวมใส่ชุดเกราะสีเงินที่เป็ยศตำแหน่งที่ต่ำลงมาหนึ่งระดับนั่นคือระดับแม่ทัพนายกองบุรุษผู้นี้ไม่ได้มีเพียงแค่รูปร่างที่องอาจสง่างามเขามีใบหน้าที่หล่อเหลาด้วยเช่นเดียวกัน
ใบหน้าที่หล่อเหลาดุดันมีผิวกายสีเข้มกล่าวได้ว่ารูปลักษณ์เช่นนี้คงต้องตาของสตรีมากมายอย่างแน่นอน
เขาก้าวเข้ามาด้วยท่าทางที่ห้าวหาญกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม“ ส่งคนไปแล้วแต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะตอบปฏิเสธกลับมา ”
ไป๋เฟิ่งนั่งด้วยท่าทางสงบนิ่งดวงตาหงส์คู่นั้นปรายตาไปมองด้านหลังเล็กน้อยมองไปยังสหายคนสนิทของตนเอง
ชายผู้นี้มีนามว่าป๋ายจี้หยวนเป็บุรุษที่เติบโตมากับนางภายในสนามรบั้แ่ยังเยาว์ก่อนหน้านี้บิดาของป๋ายจี้หยวนเป็สหายคนสนิทกับขุนนางไป๋บิดาของไป๋เฟิ่งแต่ว่าบิดาของคนผู้นี้ตายไปในสมรภูมิ โดยใช้ชีวิตของตนเองปกป้องขุนนางไป๋
หลังจากนั้นขุุนนางไป๋รับป๋ายจี้หยวนเป็บุตรชายบุญธรรมเลี้ยงดูเติบโตมาพร้อมกับไป๋เฟิ่ง
ทั้งสองเติบโตกันมาภายในสนามรบั้แ่ยังเยาว์พวกเขาทั้งสองสนิทกันมากเมื่อเวลาผ่านมาไป๋เฟิ่งเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานสุดท้ายก็ได้ขึ้นเป็แม่ทัพใหญ่
ป๋ายจี้หยวนนี้เองก็ไม่ใช่ว่าจะน้อยหน้าเขาก็ได้รับตำแหน่งเป็หนึ่งในยี่สิบแม่ทัพของเมืองหลวงเช่นเดียวกัน
ไป๋เฟิ่งแสดงท่าทางสงบนิ่งได้แต่ส่งสายตามองตรงไปที่คนผู้นั้นอยู่สักพักก่อนที่จะวางสุราที่อยู่ภายในมือของตนเองลงลุกยืนขึ้นหยิบกระบี่ข้างกาย
นางยืนด้วยท่าทางองอาจห้าวหาญส่งเสียงดังลั่นก้องไปทั่วทั้งบริเวณ“ อีกห้าวันข้าจะนำพวกเ้าไปบุกตีหลันโจว ”
น้ำเสียงของนางฟังดูแล้วทั้งไพเราะและทั้งมีพลังแม้ว่าน้ำเสียงนั้นจะไพเราะฟังดูไม่ห้าวหาญแต่เมื่อะโมันออกมาด้วยความจริงใจน้ำเสียงนั้นดังก้องขึ้นไปถึงสรวง์ปลุกเร้าจริงจังของผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาให้ะโโห่ร้องอย่างพร้อมเพียง
ไป๋เฟิ่งพูดจบหันหลังเดินกลับเข้าไปภายในกระโจมของตนเองยามที่นางได้เดินกลับเข้าไปภายในกระโจมของตนกระโจมแม่ทัพที่มีโต๊ะขนาดใหญ่ตั้งอยู่บริเวณตรงกลาง
นางเดินเข้ามาภายในสถานที่แห่งนี้พร้อมกับจี้หยวนยามที่เดินเข้ามาถึงวางกระบี่ของตนเองเอาไว้ที่เก็บกระบี่ถอดผ้าคลุมสีแดงด้านหลังออก
ใบหน้าของนางยังคงแสดงใบหน้าที่เคร่งขรึมจริงจังอยู่ตลอดเวลาเมื่อทำการวางกระบี่และถอดผ้าคลุมของตนเองเสร็จสิ่งที่นางทำต่อไปก็คือการถอดชุดเกราะสีทองของนางออก
เมื่อทำการถอดชุดเกราะสีทองที่องอาจออกเผยให้เห็นชุดสีขาวด้านในมันเป็ชุดสีขาวที่เรียบง่ายธรรมดาธรรมดาเป็ชุดของบุรุษเพื่อสวมใส่ให้ความทะมัดทะแมง
เรือนร่างของสตรีที่มีส่วนเว้าส่วนโค้งเยอะมันเองก็ไม่อาจจะปิดบังได้ไป๋เฟิ่งยามที่สวมใส่ชุดเกราะเหมือนกับนักรบผู้หาญบนหลังม้าเมื่อถอดชุดเกราะออกเรือนร่างของนางก็งดงามสะกดสายตา
ไป๋เฟิ่งถอดชุดเกราะของตนเองออกหันไปมองสหายของตนเองที่เติบโตมาด้วยกัน
ป๋ายจี้หยวนกำลังแสดงใบหน้าซ่อนเร้นความรู้สึกบางอย่างเอาไว้แต่ไป๋เฟิ่งสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน
เมื่อมองเห็นว่าบนใบหน้าปรากฏความรู้สึกบางอย่างนางจึงเอ่ยถามออกไปด้วยความสงสัย“ มีอันใดเหตุใดจึงทำใบหน้าเช่นนั้น? ”
สตรีผู้นี้แสดงใบหน้าเ็าจริงๆแม้แต่สหายของตัวเองที่เติบโตมาด้วยกันนางยังคงแสดงใบหน้าเช่นนี้ยามสนทนา
จี้หยวนแสดงแววตาเศร้าหมองก่อนเขาจะกล่าว“ เ้าได้ยินข่าวนั้นหรือไม่? ไป๋เฟิ่ง ”
ไป๋เฟิ่งเอียงคอเล็กน้อยอย่างสงสัย“ อันใด? ”
จบบท