เจคพุ่งเข้าหาเออร์วินแต่เขาก็เบี่ยงตัวไปข้างขวาแทงเรเปียร์เข้าที่สีข้างแล้วชักกลับอย่างรวดเร็วจนมองแทบไม่ทัน เจคหมุนตัวเหวี่ยงหมัดใส่แต่เออร์วินกลับหลบด้วยการถอยกลับครึ่งก้าวทำให้หมัดที่ห่อหุ้มไปด้วยเปลวเพลิงเฉี่ยวหน้าเขาไป เออร์วินก็ก้าวเท้ากลับพร้อมกับแทงเข้าที่ต้นขาของเจค การเคลื่อนไหวของทั้งคู่นั้นรวดเร็วจนหลายคนยกเว้นเรเวนมองแทบไม่ทัน
ทั้งสองต่อสู้กันเช่นนี้ครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับเป็การซัดใส่อากาศไม่ก็เป็การคว้าลมแทน การเคลื่อนไหวของเจคนั้นรวดเร็วกว่าในระดับหนึ่งแต่เออร์วินก็หลบรอดไปได้ทุกครั้งด้วยการตอบสนองที่ดีเหลือเชื่อและจะมอบรูบนร่างกายของเจคให้เป็การตอบแทน จนในที่สุดบนร่างของเจคตอนนี้ชุ่มไปด้วยเืสีแดงฉานเพราะถูกแทงไปไม่รู้กี่แผล ความจริงเขาอยากจะล้มลงแล้วหมดสติให้รู้แล้วรู้รอดแต่มีบางอย่างที่ฉุดรั้งเขาไว้ไม่ให้ล้มซึ่งก็คือเหล่าลูกน้องที่อยู่ที่นี่
เดนิสและคนอื่น ๆ ต่างมองการต่อสู้ของเจคกับเออร์วินด้วยความตึงเครียด เพราะั้แ่ทั้งคู่เริ่มการปะทะเจคก็ตกเป็รองมาโดยตลอด ไม่ใช่สิเจคเป็คนโดนโจมตีอยู่ฝ่ายเดียวเลยต่างหาก
“ลูกพี่เจค” เดนิสพูดขึ้น จากนั้นก็มีคนพูดต่อ
“ลูกพี่เจค” แล้วก็มีคนพูดต่อไปเรื่อย ๆ จนเสียงดังกระหึ่มกึกก้องไม่หยุด
“ลูกพี่เจค!!! ลูกพี่เจค!!! ลูกพี่เจค!!! ลูกพี่เจค!!! ลูกพี่เจค!!!...”
เจคพุ่งเข้าใส่เออร์วินแต่เขาก็หลบได้อย่างหวุดหวิดแล้วแทงเข้าที่ท้องน้อยของเจค
“อึก...” เจคพยายามไม่ให้ร้องด้วยความเ็ปออกมา
“ดูเหมือนพวกเขาจะรักคุณมากเลยนะครับแม้จะเห็นคุณมีสภาพเป็แบบนี้ก็ยังเชื่อมั่นในตัวคุณอยู่อีก” เออร์วินพูดพลางหลบหมัดอีกข้างของเขาที่ซัดเข้ามา
“มันเป็สิ่งที่คนอย่างแกไม่มีวันเข้าใจหรอก”
เออร์วินแทงเรเปียร์สวนกลับไปอีกหนึ่งแผล
“ไม่เข้าใจงั้นเหรอครับ...” ภาพเหล่าคนที่เป็ทหารรับจ้างเมื่อชาติก่อนของเด็กชายแวบขึ้นมาในหัว พริบตานั้นรอยยิ้มของเขาก็หายไปแทนที่ด้วยใบหน้าที่เ็าแล้วพูดพร้อมกับแทงเรเปียร์เข้าไปที่ใจกลางฝ่ามือของเจคที่กำลังพุ่งมาคว้าคอเขา “ไม่หรอกครับผมเข้าใจดีเลย เพราะฉะนั้นผมถึง้าพลังยังไงล่ะครับ พลังที่จะทำให้เหล่าคนสำคัญของผมไม่ต้องถูกกฎที่เส็งเคร็งของโลกใบนี้กลืนกินยังไงล่ะครับ”
เจคได้รับาเ็ที่ฝ่ามือทำให้เขาต้องหยุดชะงักพริบตานั้นเออร์วินก็แทงเรเปียร์ใส่เขาตามแขนขาทั้งสี่อีกหลายที ก่อนจะแทงเข้าที่ท้องน้อยของเจคอีกสองทีเป็การปิดฉาก การแทงของเออร์วินนั้นรวดเร็วและแม่นยำในขณะที่ร่างกายของเจคกลับทรุดโทรมเต็มทีจากาแที่ได้รับทำให้เขาไม่สามารถตอบโต้หรือหลีกหนีการแทงได้แม้แต่ครั้งเดียว
เมื่อสิ้นการแทงครั้งสุดท้ายในที่สุดเจคก็ล้มลงไปนอนคว่ำกับพื้น เจคมองหน้าเออร์วินอย่างโกรธแค้นเขายังไม่คลายเวทย์อาภรณ์อัคคีที่แขน เขาพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาแต่ก็ไร้ผล เสียงะโเชียร์เงียบไปทันทีที่เจคล้มลง เหล่าลูกน้องต่างเงียบเพราะพูดไม่ออกพวกเขาเชื่อมาตลอดว่าลูกพี่เจคนั้นแข็งแกร่งเป็อย่างยิ่ง และไม่มีทางนึกว่าลูกพี่ของพวกเขาจะมาแพ้ให้กับเด็กสิบขวบจนมีสภาพเป็แบบนี้
เออร์วินที่ตอนนี้มีรอยยิ้มกลับมาบนใบหน้าั์ตาสีแดงเพลิงของเขามองเจคที่ตอนนี้พยายามจะลุกขึ้นสู้แต่ไร้ผล เด็กชายยอมรับในความใจสู้ของอีกฝ่ายแต่ว่าในโลกใบนี้แค่ความใจสู้อย่างเดียวไม่พอหรอกมันต้องมีพลังด้วย
“ตอนนี้คุณคงเปลี่ยนใจยอมเป็ทหารของผมได้แล้วใช่ไหมครับ” เจคยังคงเงียบไม่ตอบอะไรออกมาและเอาแต่ส่งสายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังมาที่เขา เออร์วินถอนหายใจแล้วก็พูดว่า
“เหมือนว่าผมคงต้องใช้ไม้แข็งกันหน่อยแล้วล่ะครับ ช่วยไม่ได้ล่ะนะครับในเมื่อคุณเลือกที่จะไม่ยอมแพ้เอง”
พูดจบเด็กชายก็หมุนมองรอบตัวก่อนจะตัดสินใจเดินไปทางลูกน้องของเจคที่อยู่ใกล้ที่สุด เจคที่เห็นดังนั้นก็เหมือนเดาได้ว่าอีกฝ่ายจะทำอะไรแววตาก็ฉายแววตื่นตระหนกทันทีรีบร้องบอก
“ไอ้สารเลวแกจะทำอะไร”
เด็กชายทำเป็ไม่สนใจเขาเจคพยายามฝืนลุกขึ้นยืนแต่ไร้ผลเพราะาแที่ได้รับ
“หยุดเดี๋ยวนี้นะคู่ต่อสู้ของแกคือฉันโว้ย”
เออร์วินไม่สนใจคำพูดของเขาแต่ทว่าเขาเดินได้ไม่กี่ก้าวกลับไม่สามารถก้าวขาต่อได้ เพราะจู่ ๆ ดินจำนวนมากก็โผล่มาจากพื้นแล้วผนึกส่วนล่างั้แ่เอวลงมาของเด็กชายไว้ทำให้เขาไม่สามารถขยับไปไหนได้
เจคและใครอีกหลายคนในที่นี้ที่ได้เห็นเหตุการณ์ก็รู้สึกมีความหวังทันทีพวกเขาหันไปมองทางหนึ่งพบว่ามีคนสามคนอยู่ด้วยกัน หนึ่งในสามคนไม่ใช่ใครที่ไหนคือบาสที่กำลังทาบฝ่ามือกับพื้นดิน ส่วนรอนตอนนี้ยื่นฝ่ามือไปทางเด็กชายแล้วปรากฏวงแหวนเวทย์สีเขียวขนาดใหญ่ขึ้นกลางอากาศ ใบไม้จำนวนมหาศาลโผล่ออกมาจากวงแหวนเวทย์ ใบไม้เ่าั้โผล่มาเรื่อย ๆ จนรวมกันเป็มือขนาดใหญ่ เออร์วินมองมือั์ที่รวมจากใบไม้เ่าั้ก่อนจะพึมพำออกมา
“โอ๊ะโอ ท่าจะแย่แล้วนะครับเนี่ย”
แม้จะพึมพำเช่นนั้นใบหน้าเด็กชายกลับไม่มีท่าทีตื่นตระหนกหรือหวาดกลัว เพราะสำหรับเขาแล้วมือั์นี้อาจจะแค่ดูอลังการอยู่บ้างแต่จะน่ากลัวแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับผู้ใช้มัน ไม่รอให้มือั์นั้นมีการเคลื่อนไหวเด็กชายก็เตรียมทำอะไรบางอย่าง ตอนนี้เขาไม่สามารถหยิบอุปกรณ์จากถุงมิติเทียมของเขาได้เพราะมันติดอยู่กับดินที่ผนึกท่อนล่างของเขา สิ่งที่พึ่งพาได้จึงมีเพียงสองมือที่ยังเคลื่อนไหวและเรเปียร์ในมือเท่านั้น
เออร์วินเคลื่อนมานาไปที่แขนแล้วใช้มันกระตุ้นกล้ามเนื้อโดยตรงพร้อมกับใช้มานาบางส่วนคอยทำการป้องกันไม่ให้กล้ามเนื้อได้รับผลกระทบจากการกระตุ้น พร้อมกับแบ่งมานาบางส่วนไปห่อหุ้มแขนขวาทั้งแขนรวมทั้งเรเปียร์ในมือก่อนจะทุบไปยังดินที่ผนึกท่อนล่างเขาอย่างแรงพร้อมกับมือั์นั้นที่ตบฟาดลงมายังร่างของเด็กชาย
เรเวนมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยท่าทางที่สงบเยือกเย็น เดิมทีเธอนั้นสามารถพาตัวเด็กชายออกจากสถานการณ์นี้ได้แต่เพราะอีกฝ่ายไม่ได้บอกให้เธอช่วยเหลือเขาเธอจึงยังคงนิ่งเฉย แต่ไม่ได้หมายความว่าเธอจะมองเขาถูกจัดการโดยที่ไม่ทำอะไร จริงอยู่ที่เธอยังคงมองเขาไม่ต่างไปจากขยะจากปริมาณพลังเวทย์ของเขา แต่ถึงยังไงเธอก็ตกลงที่จะร่วมมือกับเออร์วินชั่วคราว
เรเวนเตรียมเคลื่อนไหวทันทีที่มือั์ที่สร้างขึ้นมาจากใบไม้นั้นตบฟาดลงมาใส่เออร์วิน แต่ไม่ทันที่เธอจะได้เคลื่อนไหวเธอกลับเห็นสิ่งที่น่าเหลือเชื่อ เธอััได้ถึงการไหลเวียนของมานาที่มีอยู่อย่างน้อยนิดในร่างของเออร์วิน
“นี่มันอะไรกัน” เรเวนพึมพำ เพราะนี่เป็อีกครั้งที่เธอเห็นมานาในร่างของเออร์วินมีการไหลเวียนโดยไม่มีการร่ายคาถา
เออร์วินทุบด้ามเรเปียร์ไปยังก้อนดินที่ผนึกท่อนล่างของเขาหนึ่งทีปรากฏรอยร้าวบนผิวดิน บาสที่เป็คนร่ายเวทย์รับรู้ได้ทันทีว่าเด็กชายกำลังทำอะไรเขารีบถ่ายเทพลังเวทย์ด้วยการร่ายคาถาเพื่อทำการซ่อมรอยร้าวบนผิวดินทันที พร้อมกับร้องบอกรอนที่ตอนนี้ทั้งร่างชุ่มไปด้วยเหงื่อและมีทีท่าจะล้มลงอยู่รอมร่อ
“จัดการมันเร็วเข้าสิฟะมันคิดจะหนีนะโว้ย”
รอนไม่ตอบคำเพราะสมาธิของเขานั้นจดจ่ออยู่กับการควบคุมมือั์ รอนนั้นเดิมทีเกิดจากสายเืของชนชั้นสูงจากเมืองอื่นก่อนจะถูกครอบครัวตัดหางปล่อยวัดเพราะเกิดมาพร้อมกับพลังเวทย์อันน้อยนิด เดิมทีเวทย์ที่เขาใช้อยู่นี้เป็เวทย์ชั้นสูงที่กินมานามหาศาล การที่เขายังคงร่ายมันออกมาได้นับว่าเป็อะไรที่น่าทึ่งมากแล้ว แต่เพราะในหนึ่งวันเขาจะใช้มันได้เพียงครั้งเดียวโดยแลกกับปริมาณมานาทั้งหมดที่มี ทำให้ปกติรอนเลือกที่จะไม่ใช้มัน แต่เพราะวันนี้กลับเกิดเื่ไม่คาดฝันขึ้นแม้ว่าเขาจะมาไม่ทันเห็นการต่อสู้ของเออร์วิน แต่จากสภาพของพวกพ้องในกลุ่มและโดยเฉพาะอย่างยิ่งการพ่ายแพ้ของหัวหน้าที่เขาเคารพรักอย่างเจค ทำให้เขาตัดสินใจร่ายเวทย์นี้อย่างไม่ลังเล
เมื่อเห็นว่าดินที่เพิ่งเกิดรอยร้าวกำลังพยายามซ่อมแซมตัวเอง เออร์วินก็ใช้ด้ามเรเปียร์ทุบไปที่ดินนั้นอีกครั้งพร้อมกับมือั์ที่ฟาดลงมายังเขา เออร์วินทุบต่อไปโดยไม่มีทีท่ารีบร้อนลนลาน ในขณะที่บาสตอนนี้กลับเริ่มมีเหงื่อซึมเพราะต้องคอยร่ายคาถาเพื่อซ่อมแซมดินเรื่อย ๆ โดยมีจุดประสงค์ที่การผนึกการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายแล้วให้มือั์ของรอนเป็คนจัดการ
ในขณะที่ทุกคนเห็นว่าจังหวะที่มือั์กำลังฟาดมายังร่างของเด็กชายที่หนีไปไหนไม่ได้นั้น ทุกคนกลับต้องตะลึงเพราะดินที่ผนึกท่อนล่างของเขาไว้กลับแตกกระจายก่อนที่มือั์จะฟาดลงมาเพียงเสี้ยววินาที ทันทีที่เป็อิสระเด็กชายก็พุ่งเข้าหาบาสอย่างรวดเร็วโดยเมินมือั์ที่ตบลงบนพื้นที่เขายืนอยู่เมื่อครู่ไปอย่างไม่ไยดี
บาสที่ตอนนี้พบว่าเด็กชายได้มายืนอยู่ตรงหน้าตนก็ตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก เจคที่เห็นดังนั้นรีบะโบอกไปว่า
“บาสหนีไป...”
ทว่าก่อนที่บาสจะมีปฏิกิริยาตอบสนองตามที่เจคพูดขาและแขนทั้งสี่ข้างก็ถูกแทงอย่างรวดเร็วจนมีรูที่แขนและขาข้างละหนึ่ง
“อ๊าก!!!” บาสร้องเสียงหลงออกมาด้วยความเ็ปพร้อมกับทิ้งตัวลงกับพื้น
เออร์วินหันไปมองรอนที่ตอนนี้ทิ้งตัวลงกับพื้นด้วยร่างกายที่อ่อนเพลียจากการผลาญมานาจนหมดสิ้นโดยที่เขาไม่ต้องทำอะไรด้วยซ้ำ ทันใดนั้นก็มีบางอย่างพุ่งมาใส่เขาพร้อมกับเสียงร้องของเจค
“ไปตายซะไอ้สารเลว”
เออร์วินหันไปมองเจคที่ไม่รู้ฝืนความเ็ปจากาแบนร่างลุกขึ้นมาได้ยังไง ทั้งยังคงพุ่งเข้าหาเออร์วินอย่างรวดเร็ว
“ลูกพี่เจค!!!” ทุกคนในกลุ่มต่างร้องออกมาทันทีในขณะที่เออร์วินกลับเพียงมองเฉย ๆ โดยไม่มีทีท่าคิดจะหลบหลีกใด ๆ ทั้งสิ้น
เจคพุ่งเข้าใส่เออร์วินอย่างรวดเร็วแต่พุ่งไปได้ไม่ทันไรกลับต้องหยุดชะงักแล้วล้มฟาดลงกับพื้นตรงหน้าเด็กชายพอดี เออร์วินมองเจคที่ตอนนี้ต่อให้มีกำลังใจแค่ไหนแต่ร่างกายกลับสิ้นสภาพทำได้เพียงแค่มองหน้าเขาอย่างแค้นเคือง เออร์วินกำลังจะพูดอะไรบางอย่างแต่เขากลับต้องรีบหุบปากทันทีเพราะต้องเอี้ยวหัวหลบพร้อมกับก้อนหินเฉี่ยวผ่านหัวเขาไป
เออร์วินหันไปมองทิศทางที่ก้อนหินพุ่งมาพบว่ามีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ อายุของเด็กคนนี้ดูแล้วพอ ๆ กับเรเชลน้องสาวของเขา เด็กคนนี้มีผมสีน้ำเงินตาสีฟ้าแต่งตัวด้วยชุดกระโปรงวันพีซเนื้อหยาบที่มีรอยปะชุนอยู่ทั่ว เด็กคนนั้นจ้องมองมาที่เออร์วินด้วยแววตาที่โกรธเคืองทว่ากลับไม่มีท่าทีของความหวาดกลัวเลยสักนิด
ด้านหลังของเธอมีผู้หญิงคนหนึ่งวิ่งออกมาจากตัวบ้านอายุของผู้หญิงคนนี้ดูแล้วพอ ๆ กับเจค เธอเป็ผู้หญิงผิวขาวผมสีน้ำเงินใบหน้ามีรอยกระเล็กน้อย เธอวิ่งเข้ามาพร้ะโกนร้อง
“เนีย!!! หยุดนะกลับมานี่” ทว่าเด็กผู้หญิงที่ชื่อว่าเนียกลับไม่สนใจที่เธอพูด
“ไปให้พ้นนะไอ้คนเลว” เนียร้องใส่เออร์วินที่ยืนมองเธอแต่ไม่พูดอะไร ผู้หญิงผมสีดำวิ่งมาถึงจุดที่เนียยืนอยู่ก่อนจะจับแขนเนียแล้วพยายามพาเนียกลับเข้าไปในบ้านหลังนั้น
“เนียกลับเข้าไปในบ้านกันเถอะนะ”
“ไม่เอา!!!” เนียร้องออกมาพร้อมกับทำท่าดื้อดึงไม่ยอมกลับเข้าบ้านตามที่อีกฝ่ายบอก
“เนียอย่าดื้อสิ” ผู้หญิงผมสีน้ำเงินพยายามดึงเนียกลับเข้าบ้านพร้อมกับส่งสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวมายังเออร์วิน
“เนีย... อันนา...” เจคพูดชื่อของทั้งสองอย่างอ่อนแรง
เออร์วินมองไปยังทั้งสองคนพักหนึ่งก่อนจะหันมองเจคแล้วพูดว่า
“คุณมีพวกพ้องที่ดีนะครับน่าเสียดายที่พลังที่คุณมีมันไม่พอที่จะปกป้องพวกเขาไว้ได้” เจคไม่พูดอะไรออกมาเขาเพียงหันสายตากลับมายังเออร์วิน “ผมจะไม่ถามคุณแล้วกันนะครับว่าจะยอมมาเป็ทหารของผมหรือไม่ เพราะผมจะถือว่าคุณได้ตกลงแล้วไม่สิไม่ใช่คุณนะครับแต่เป็พวกคุณต่างหากแน่นอนว่ารวมสองคนนั้นด้วย” เออร์วินพูดพร้อมกับหันไปมองอันนาที่กำลังฉุดกระชากลากถูเนียสาวน้อยที่ยังคงส่งสายตาโกรธเคืองมาที่เขา
คำพูดนี้ทำให้เจคถลึงตาใส่เออร์วินแต่เขากลับแทบไม่เหลือแม้แต่เรี่ยวแรงจะพูดอีกแล้ว เออร์วินลงไปนั่งยอง ๆ แล้วพูดกับเจคอีกว่า
“ไม่พอใจสินะครับ แต่ก็นั่นแหละเพราะมันคือชะตากรรมของผู้ไร้พลังยังไงล่ะครับเมื่อไร้พลังก็ไร้อำนาจต่อรอง เมื่อไร้อำนาจต่อรองก็ไร้ซึ่งสิทธิ์ในการเลือก จริงอยู่ที่ตอนนี้ยังไม่มีใครตายแต่หากคุณเลือกจะยืนกรานต่อไปล่ะก็ผมก็ไม่ลังเลที่จะสังหารพวกพ้องของคุณสักคนเพื่อให้คุณรู้ถึงจุดยืนของตัวเองนะครับว่าคุณนั้นไร้พลังขนาดไหน”
พูดจบเออร์วินก็ลุกขึ้นแล้วเดินไปหาอันนากับเนีย ทันทีที่เห็นเออร์วินเดินมาทางพวกเธอเนียก็ถลึงตาใส่ร้องว่า
“ไปให้พ้นนะไอ้คนเลว” อันนาที่ได้ยินเช่นนั้นก็มีท่าทีตื่นตระหนกรีบคว้าตัวเนียมาไว้ที่ด้านหลังของเธอแล้วเอาตัวเองบังไว้พร้อมกับมองมายังเออร์วินด้วยสีหน้าที่ตื่นกลัว
“คือว่าเธอยังเด็กไม่รู้ประสีประสา...” อันนาพยายามแก้ตัวให้เนียแต่เออร์วินกลับยิ้มอย่างไม่ใส่ใจนัก เขาหยิบถุงมิติเทียมออกมาส่งเรเปียร์กลับเข้าไปในถุงมิติแล้วล้วงขวดโพชั่นสีฟ้าที่เป็โพชั่นระดับกลางออกมาหนึ่งขวดยื่นให้
“รับไว้สิครับ”
อันนายื่นมือรับไว้อย่างงง ๆ ถามว่า
“นี่คือ...”
“โพชั่นยังไงล่ะครับนำไปให้พวกเขาดื่มซะเพราะที่ผม้าคือทหารไม่ใช่ซากศพที่ใช้การไม่ได้” พูดจบเออร์วินล้วงโพชั่นออกมาจากถุงมิติเทียมอีกหลายขวดส่งให้อันนาจนเธอถือไม่หมดต้องประคองอยู่เต็มอ้อมแขน เออร์วินหันไปพูดกับพวกคนที่นอนกองอยู่กับพื้นรวมทั้งตัวเจคด้วยว่า “วันนี้พอแค่นี้แล้วกันนะครับผมจะให้เวลาพวกคุณเตรียมตัวเตรียมใจสักหนึ่งคืนแล้วพรุ่งนี้เช้าผมจะฝึกพวกคุณเอง” เหล่าผู้คนที่ได้ยินเช่นนั้นต่างมีสีหน้าสิ้นหวังระคนชิงชัง พูดจบเออร์วินก็หันพูดกับเรเวนว่า “ไปกันเถอะครับ” แล้วเขาก็เดินจากไปโดยมีเรเวนเดินตาม
แต่เออร์วินเดินไปได้ไม่กี่ก้าวเขากลับหยุดชะงักเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ก่อนจะหันกลับมามองเนียที่ยื่นหน้าออกมาจากด้านหลังของอันนา อันนาที่เห็นดังนั้นก็มีสีหน้าซีดเพราะเข้าใจว่าเขาคงไม่พอใจที่เนียไปต่อว่าเขา ทว่าเมื่อเห็นเออร์วินเดินกลับมาหาพวกเธอพร้อมกับล้วงมือเข้าไปในถุงมิติเทียมเหมือนจะหยิบอะไรออกมาอันนาก็รีบระล่ำระลักว่า
“คือว่าเธอยังเป็เด็กฉะนั้นได้โปรด...” อันนาพูดยังไม่ทันจบกลับต้องหยุดคำพูดเพราะสิ่งที่เขายื่นออกมานั้นเป็ลูกกลม ๆ เล็ก ๆ ที่มีไม้เสียบห่อด้วยกระดาษส่วนที่เป็ลูกกลม ๆ เออร์วินหยิบออกมาสามอันแล้วยื่นให้เนีย
“นี่คืออมยิ้มเป็ขนมที่ผมทำขึ้นมาเองอร่อยนะครับ”
การกระทำของเออร์วินไม่เพียงแต่อันนาที่งงจนดวงตากลายเป็จุด แม้แต่เรเวนเองก็ยังไม่เข้าใจในสถานการณ์ตรงหน้า เหล่าผู้คนที่กองอยู่กับพื้นก็งงจนปากอ้าตาค้างแม้แต่เจคเองก็เช่นกัน เนียมองเออร์วินด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจก่อนจะทำแก้มป่องแล้วร้อง “ฮึ” หันไปทางอื่น
อันนาที่เห็นเนียมีปฏิกิริยาเช่นนี้ก็ใเพราะคิดว่าอีกฝ่ายจะต้องโกรธแน่แต่ทว่าเออร์วินกลับยิ้มอย่างไม่ใส่ใจนักเขาวางอมยิ้มทั้งสามอันบนกองโพชั่นในอ้อมแขนของอันนาแล้วบอกว่า
“ผมฝากให้เธอด้วยนะครับ” พูดจบเขาก็พาเรเวนเดินจากไปทิ้งความงุนงงให้ทุกคนไว้อย่างนั้น