ในช่วงยุคสมัยเฮอัน ไทระ โนะ มาซาคาโดะ เป็นนักรบซามูไรแห่งตระกูลไทระที่ยิ่งใหญ่และได้รับสิทธิพิเศษตั้งมาก มาย มาซาคาโดะนั้นมีบุตรถึงสองคนด้วยกัน คือโยชิคาโดะกับซาสึกิ หลังจากที่พ่อของเขาได้เสียไป เขาก็ถูกผู้คนในตระกูลแย่งชิงมรดกที่ดินไป จนนำไปสู่การทำศึกสงครามเพื่อเข้าแย่งชิงดินแดนต่างๆ กลับคืนมา
โดยที่มาซาคาโดะนั้นไม่รู้เลยว่า การแย่งชิงมรดกที่ดินในครั้งนี้มีกลุ่มขุนนางในตระกูลฟูจิวาระอยู่กลุ่มหนึ่งคอยบงการอยู่เบื้องหลัง แต่ด้วยความเก่งกาจ จึงทำให้ตัวเขานั้นสามารถพิชิตศึกในครั้งนี้ และแย่งชิงมรดกที่ดินกลับคืนมาได้อย่างง่ายดาย และนั่นจึงเป็นเหตุที่ทำให้ตัวเขานั้นถูกเรียกตัวไปยังราชสำนักเพื่อเข้ารับการไต่สวน ซึ่งมาจากการใช้อำนาจเส้นสาย ในราชสำนักของกลุ่มขุนนางในตระกูลฟูจิวาระ
แต่ด้วยความเฉลียวฉลาด จึงทำให้มาซาคาโดะนั้นสามารถแก้ต่างให้กับตัวเอง และพิสูจน์ให้เห็นว่าตัวเขานั้นมีเหตุจำ เป็นที่จะต้องแย่งชิงดินแดนของตัวเองกลับคืนมา จึงทำให้ตัวเขานั้นได้รับพระราชทานอภัยโทษจากทางราชสำนัก และได้รับการนิรโทษกรรมในเวลาต่อมา
หลังจากที่สามารถแย่งชิงมรดกที่ดินกลับคืนมาได้ มาซาคาโดะก็ปฏิบัติต่อชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างดี จนทำให้เหล่าบรรดาชาวบ้านในหลายพื้นที่ต่างก็มองว่าตัวเขานั้นเป็นผู้ที่มาช่วยเหลือ และพากันยอมเข้ามาสวามิภักดิ์กับเขา ความนิยมยกย่องที่มีต่อตัวเขานั้นเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แต่อย่างไรก็ตาม ตัวเขาและโยชิคาโดะกับซาสึกิที่เป็นบุตรทั้งสองของเขานั้นก็ยังคงตกเป็นเป้าหมายของการลอบทำร้าย ซึ่งเกิดจากฝีมือของเหล่าบรรดาญาติพี่น้องของเขาเอง แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังสามารถเอาชนะกลุ่มคนเหล่านั้นได้อย่างง่ายดาย หลังจากนั้นต่อมา มาซาคาโดะก็ได้ทำการร้องเรียนไปยังราชสำนักเพื่อที่จะขอหมายจับ ก่อนที่ตัวเขานั้นจะบุกเข้าไปในถิ่นแล้วลงมือสังหารเหล่าญาติพี่น้องของตัวเอง เพื่อที่จะทำการแก้แค้นอย่างชอบธรรม
โดยที่มาซาคาโดะนั้นได้เพิกเฉยต่อคำสั่งเรียกตัวจากทางราชสำนัก ที่ต้องการจะสอบถามเกี่ยวกับรายละเอียดในการทะเลาะวิวาทกับเหล่าผู้คนในกลุ่มญาติพี่น้องที่เข้ามาทำร้ายเขา
แต่หากรู้ไม่ว่า การลอบทำร้ายในครั้งนี้มีกลุ่มขุนนางในตระกูลฟูจิวาระเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง โดยพวกเขานั้นได้เข้ามาทำการเจรจาสมคบคิดกับเหล่าญาติพี่น้องของเขา เพื่อหวังจะยืมมือของพวกเขาในการกำจัดเสี้ยนหนามอย่างมาซาคาโดะและบุตรสาวของเขาให้สิ้นซาก เมื่อเห็นว่าไม่มีใครสามารถทำอะไรเขาได้ กลุ่มขุนนางในตระกูลฟูจิวาระพวกนั้นก็เริ่มรู้สึกเจ็บใจขึ้นมาในทันที จึงทำให้พวกเขานั้นได้ร่วมกันวางแผนการอะไรบางอย่าง
จนวันเวลาต่อมา มาซาคาโดะก็ได้ถูกใส่ความโดยเหล่าขุนนางในตระกูลฟูจิวาระ ว่าตัวเขานั้นคิดจะล้มล้างรัฐบาล และตั้งตนเป็นจักรพรรดิองค์ใหม่ จนทำให้ตัวเขานั้นถูกประกาศว่าเป็นกบฏต่อแผ่นดิน จากการที่องค์จักรพรรดิในยุคสมัยนั้นได้ถูกเสี้ยมจนเชื่อใจสนิท โดยเหล่าขุนนางในตระกูลฟูจิวาระ ทั้งๆ ที่ตัวเขานั้นไม่เคยคิดที่จะกระทำการเช่นนั้นเลย
และนั่น...จึงเป็นเหตุสำคัญที่จะนำไปสู่การทำศึกระหว่างกองกำลังฝ่ายมาซาคาโดะ และกองกำลังปราบปรามกบฏที่นำโดยฟูจิวาระ โนะ ฮิเดซาโตะที่เมืองชิโมสะ ด้วยการซุ่มโจมตีในตอนกลางคืน จึงเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้กองกำลังของฝ่ายมาซาคาโดะนั้นตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ และพ่ายแพ้ให้กับกองกำลังปราบกบฏของฝ่ายฮิเดซาโตะอย่างราบคาบ และในขณะ เดียวกัน ตัวเขานั้นก็ได้ถูกหักหลังโดยเหล่าเพื่อนพ้อง คนในครอบครัว และก็คนรอบข้างของเขาเอง
หลังจากที่มาซาคาโดะถูกตัดสินโทษประหารตัดคอ องค์จักรพรรดิในยุคสมัยนั้นได้ออกคำสั่งว่า โยชิคาโดะกับซาสึกินั้นเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในการก่อกบฏต่อราชสำนักของผู้เป็นพ่อของพวกเขาทั้งสอง และมีคำสั่งให้ประหารชีวิต ซึ่งมาจากการถูกพูดโน้มน้าวโดยเหล่าขุนนางในตระกูลฟูจิวาระ และนั่น...จึงเป็นเหตุที่ทำให้โยชิคาโดะกับซาสึกินั้นถูกไล่ล่าโดยกลุ่มกองกำลังปราบกบฏที่นำโดยฮิเดซาโตะ
ทั้งสองได้หลบหนีการไล่ล่าของกลุ่มกองกำลังของฮิเดซาโตะ จนกระทั่งได้มาถึงที่วัดร้างแห่งหนึ่งของภูเขาสึคุบะ พวกเขาจึงรีบเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในนั้นเกือบจะตลอดทั้งปี ในระหว่างนั้น โยชิคาโดะก็ได้ใช้เวลาไปกับการสำรวจภูเขา และเริ่ม ต้นที่จะเป็นนักรบซามูไร
ส่วนทางด้านซาสึกิก็ได้ทำพิธีกรรมอุชิโนะโคคุไมริ ซึ่งเป็นการทำพิธีสาปแช่งด้วยตุ๊กตาฟางอย่างลับๆ โดยในทุกๆ คืน เธอจะแอบเข้าไปในศาลเจ้าคิฟุเนะแล้วทำพิธีกรรมหลังเที่ยงคืน เธอได้กระทำการปลุกเทพในศาลเจ้าให้ตื่นขึ้นเป็นมาเป็น อารามิทามะที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความพิโรธ
“ข้ารู้นะว่าเจ้าต้องการอะไร จงเปิดทางให้ข้าได้เข้าไปสิงสถิตอยู่ในร่างของเจ้า และเจ้าก็จะมีพลังแห่งความมืดที่จะทำให้เจ้าสามารถทำตามความประสงค์ของเจ้าได้ในทุกประการ”
“หากเช่นนั้นแล้ว ท่านก็จงเข้ามาสิงสถิตอยู่บนกายของข้าเถิด ข้าต้องการพลังของเจ้า”
หลังจากนั้น เทพอารามิทามะก็ได้ลอยพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูง แล้วสิงสถิตเข้าไปในร่างงามของซาสึกิ จนเกิดเป็นพลังเวทย์แห่งศาสตร์มืดอันเปี่ยมล้นที่ไหลเวียนและแผ่ซ่านไปทั่วร่างงามของเธอ มีเปลวเพลิงออร่าสีม่วงเข้มกับสีดำทมิฬปกคลุมไปทั่วเรือนร่าง ซาสึกิสัมผัสได้ถึงพลังอำนาจแห่งมนต์ดำอันมากมายมหาศาลที่อยู่ภายในร่างงามของเธอ
หลังจากที่กายสังขารอันเพรียวงามของเธอนั้นได้กลับเข้าสู่สภาวะปกติ ซาสึกิก็ได้พบกับดาบคุโระมาโฮกาตานะ ม้วนคัมภีร์มนต์ดำ แผ่นยันต์สีดำจำนวนหลายใบ และแผ่นยันต์ชิคิงามิรูปคนสีม่วงจำนวนหลายชุด
หลังจากนั้นเป็นต้นมา ซาสึกิก็ได้ใช้เวลาในการที่จะศึกษาร่ำเรียน และฝึกฝนทั้งในด้านการใช้มนต์ดำในรูปแบบต่างๆ ที่หลากหลาย และการต่อสู้ด้วยอาวุธชนิดต่างๆ อยู่นาน จนกระทั่งวันเวลาผ่านไป ซาสึกิก็ได้กลายมาเป็นองเมียวจิหญิงแห่งศาสตร์มืดผู้เก่งกาจ พร้อมกับเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นทาคิยาฉะ-ฮิเมะ
และในอีก 1 ปีต่อมา ทาคิยาฉะ-ฮิเมะก็ได้เดินทางมายังสถานที่แห่งหนึ่งที่อยู่ภายในเมืองหลวงเกียวโต และได้มาอยู่ที่ตรงหน้าหัวของมาซาคาโดะที่ได้ถูกเสียบประจานเอาไว้ ถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านไปถึง 1 ปี แต่หัวของมาซาคาโดะนั้นก็ยังคงดูสดใหม่ ราวกับว่าพึ่งถูกตัดขาดออกจากร่าง ดวงตาสีแดงฉานทั้งสองข้างนั้นเปี่ยมไปด้วยความดุร้ายราวกับอสูร ปากแสยะยิ้มออกมาอย่างน่าสยดสยอง
“ร่างของข้า ร่างของข้าอยู่ที่ไหน!? นำร่างของข้ามา แล้วสวมหัวให้ข้า และปล่อยให้ข้าต่อสู้อีกครั้ง”
หัวของมาซาคาโดะที่ได้ถูกเสียบประจานเอาไว้นั้นเอ่ยตะโกนเรียกหากายสังขารของตัวเอง
“ข้าเอง ท่านพ่อ”
“นี่เจ้าเองหรือ ซาสึกิ” หัวของมาซาคาโดะเอ่ยถามหญิงสาวใต้ผ้าคลุมสีดำที่อยู่ตรงหน้า ด้วยความคุ้นเคยกับน้ำเสียงห้าวนิดๆ ของซัทสึกิ หรือทาคิยาฉะ-ฮิเมะ
“ตอนนี้ข้าไม่ใช่ซาสึกิคนเดิมอีกต่อไปแล้ว นามของข้าในตอนนี้คือ...ทาคิยาฉะ-ฮิเมะ”
ทาคิยาฉะ-ฮิเมะพลางฉายแววตาที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นออกมาอย่างสุดขีด ภายใต้ผ้าคลุมสีดำ เธอพลางขมวดคิ้วบางทั้งสองข้างเข้าหากัน บนใบหน้างามที่นิ่วด้วยความโกรธเกรี้ยวอย่างสุดๆ