เนื่องจากผมไปที่บ้านเกิดของหลี่หม่าจือเมื่อครั้งที่แล้ว แต่ผมก็ยังไม่คุ้นเคยกับทางสักเท่าไหร่
พ่อแม่ของหลี่หม่าจือเองก็เสียชีวิตไปนานมากแล้ว และตอนนี้เหลือแค่ป้าในเครือญาติอยู่คนเดียวเท่านั้น
่เวลาที่ขับรถ ผมกับพี่หลี่ได้เตรียมเสบียงอาหารไว้เผื่อเรียบร้อยแล้ว
และเมื่อเรามาถึง ป้าของพี่หลี่ยืนน้ำตาคลอ อาจจะเป็เพราะด้วยความคิดถึง แล้วเธอก็ขอให้พวกเรานั่งกินข้าวมื้อเย็นด้วยกัน แต่ผมปฏิเสธ!
หลี่หม่าจือเองรู้ว่าหมู่บ้านนี้ มีสภาพที่ไม่ค่อยดี รวมถึงด้านสุขอนามัยก็ยังขาดเช่นกัน
หลังจากทานอาหารกันง่ายๆ บนรถเสร็จ เราก็ตรงไปที่บ้านชายี้เี
ตอนนี้เป็่เวลาพระอาทิตย์ตกดิน...เราเหลือเวลาไม่มากแล้ว
เมื่อเราได้เจอกับชายคนนั้น เขาดูี้เีสมชื่อจริงๆ แม้แต่เสื้อผ้าก็ไม่ใส่ ผมเผ้ารุงรังเป็เล้าไก่ แถมห้องยังรกร้างแทบไม่มีที่จะเดินอีก
แต่สิ่งที่น่าขยะแขยงยิ่งกว่า คือกลิ่นเปรี้ยวที่อยู่ในห้อง ทำให้ผมต้องปิดจมูกไว้...แต่หันไปหาพี่หลี่อีกที เขาหายไปยืนหลบอยู่ที่ลานสนาม แล้วบ่นพึมพำ
ส่วนชายี้เีก็ยิ้มต้อนรับกับพวกเรา แล้วผมก็เรียกให้พี่เขาเข้ามา
"พี่หลี่! รีบเข้ามาได้แล้ว ผมอยู่จนชินกลิ่นนี้แล้ว..ถ้าพี่ส่งให้อยู่ไปอยู่ในเมือง ผมก็รู้สึกไม่ชินไม่ต่างกัน.."
หลี่หม่าจือยังคงลีลา ผมพูดต่อ "เรากำลังทำธุรกิจกันอยู่นะ มาดูวัตถุลายครามด้วยกันก่อน!"
เครื่องลายครามถูกวางไว้ในห้องนอน
เมื่อเราสองคนเข้าไปเปิดม่านพร้อมกัน และมองหน้ากัน
เราทั้งคู่เห็นสมบัติเครื่องลายครามมีสีน้ำเงินกับสีขาว..นี้มันไม่ต่างกับเครื่องลายครามทั่วไปเลย
แต่มันมีส่วนของความแวววาว ใสดุจคริสตัล ทำให้ผมยืนยันได้ว่าสิ่งนี้คือวัตถุที่ส่งผลในเื่ความดีชัดๆ
ั้แ่ผมยังเด็ก ผมไม่เคยรู้เื่เกี่ยวกับเครื่องลายครามเลย ยังไม่เคยแม้แต่จะััด้วยซ้ำ
ผมมองดูใกล้ๆ ก็พบบางอย่างแปลกๆ
เครื่องลายครามชิ้นนี้มีผิวขรุขระอัดแน่นเหมือนกับเกล็ดบนงูพิษปกคลุมไปทั้งขวด
นอกจากนี้ส่วนบนยังหนามากแต่ส่วนล่างก็บางมาก
ซึ่งตรงกันข้ามกับเครื่องลายครามโดยสิ้นเชิง
ผมจะอธิบายสิ่งนี้ยังไงดีละ
...มันเหมือนคนตัวเล็ก แต่หัวโต และมีฟันเรียงตามทั้งตัว
ผมพยายามตั้งสติด้วยลมหายใจ แต่กลิ่นเปรี้ยวในห้องทำให้ผมต้องไอสำลักออกมา
เครื่องลายครามชิ้นนี้ดูคล้ายกับมนุษย์ ประเภทนี้คือ "คนหัวเขียว*"
โดยทั่วไปแล้ว มีสองสถานการณ์ที่ผลิตเครื่องลายครามชนิดนี้
อย่างแรกคือใช้ขี้เถ้ากระดูก หรืออวัยวะของมนุษย์ผสมลงกับโคลนแล้วปั้นให้เกิดรูป
เป็อีกปัญหาหนึ่งในขั้นตอนการเผาโคลนชนิดอะโดบีผสมกับดินขาวชนิดพอร์ซเลน
ตัวขวดมักจะมีรูปร่างผิดปกติเล็กน้อยเนื่องจากอุณหภูมิสูงไป
เพื่อให้ได้ผลงานทางศิลปะที่สมบูรณ์แบบ ช่างฝีมือบางคนในหอคอยงาช้าง จะปิดผนึกตัวเองอยู่กับกระเบื้องเคลือบไว้ในเตาเผา
และใช้เวลา่สุดท้ายของชีวิต เพื่อรักษาเครื่องลายครามสีน้ำเงินและสีขาวที่สมบูรณ์แบบ
ผลงานของของพวกเขากลายเป็เครื่องราง
ไม่ว่า้าจะเป็สีน้ำเงินและสีขาวแบบทรงแบบไหนก็ตาม สุดท้ายมันคือการดูดซับิญญาของผู้ตายและกลายเป็วัตถุเชิงลบ
ผมเริ่มเอามือไปถูในปากขวดด้านใน
มันต่างจากเครื่องลายครามอื่นๆ ช่างมีฝีมือการปั้นที่ไม่สมบูรณ์แบบ และด้านในมีผิวไม่เรียบรู้สึกหยาบเมื่อัั
ดังนั้นการปั้นเครื่องลายครามชิ้นนี้ มีส่วนผสมด้วยขี้เถ้าของมนุษย์
หลังจากที่ผมพูดระหว่างวิเคราะห์ ชายี้เีได้ยินถึงสิ่งนั้นถึงกับใและโวยวาย
"เป็ไปไม่ได้ ใครเขาจะบ้าถึงขั้นปั้นงานประเภทนี้ด้วยการใช้ขี้เถ้าของมนุษย์เป็ส่วนผสม!"
หลี่หม่าจือตอบกลับอย่างโมโห "ในเมื่อน้องชายผมยืนยันว่าใช่..นั่นคือความรู้ส่วนนึงที่เทียบกับนายยังไม่ได้!"
ชายี้เีเงียบ แล้วหันไปมองเครื่องลายคราม สายตานั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
หลี่หม่าจือถามผมต่อ "แล้วเราควรจัดการกับมันยังไงต่อ?"
ผมเงียบสักพัก แล้วเดินออกไปสูบบุหรี่ข้างนอก และพูดเบาๆ กับพี่หลี่ "คืนนี้เราต้อพักอยู่ที่นี่ เพื่อสังเกตุว่าชายคนนี้เขาได้รับาเ็ได้ยังไง..."
หลังจากที่หลี่หม่าจือรู้ว่าเราต้องนอนนี้บ้านชายี้เี เขารู้สึกประหม่าทันที
"ถ้านายอยากนอนที่นี่ นายก็นอนคนเดียวไปเลย พี่ยอมไปนอนในคอกหมูยังดีกว่า"
ผมมองหน้ายิ้มให้เขา แล้วพูดว่า "ได้..งั้นพี่ก็ลืมเื่เงินไปได้เลย!"
เห้อออ...โอเคๆ คืนนี้เราทั้งคู่จะตายไปด้วยกัน!" หลี่หม่าจือประชดอย่างพ่ายแพ้
ผมคิดว่าการนอนอยู่ในห้องเดียวกันกับชายี้เี มีโอกาสที่สิ่งชั่วร้ายจากวัตถุจะพบเรา หรืออาจโดนลูกหลงจนได้รับาเ็
หลังจากที่ผมได้ตรวจสอบรอบบ้านของชายคนนี้แล้ว พี่หลี่และผม เราสองคนตัดสินใจที่จะไปนอนสังเกตุการณ์อยู่บนหลังคา
อากาศที่นี่ค่อนข้างหนาวจริงๆ พี่หลี่จึงไปขอผ้าห่มมา 2 ผืนจากป้าของเขา แล้วเอาผ้าห่มมาพันม้วนรอบตัวและยกกระเื้ัคาออก
หลังจากนั้น เราเริ่มสังเกตุการณ์ต่ออย่างรอบคอบ
ไม่นานท้องฟ้าก็มืดสนิท
หมู่บ้านเงียบสงัน เสียงนกร้องดังเป็ครั้งคร่าว
ทำให้บรรยากาศดูไม่ค่อยน่าปลอดภัย
ผมหยิบหัวหอมออกมาขยี้ด้วยมือป้ายลงผ้าห่มของเรา
หลี่ม่าจือมองผมด้วยความงงงวย แล้วถามว่า "นี่นายกำลังทำอะไร?"
"น้ำและกลิ่นของหัวหอมสามารถป้องกันไม่ให้ถูกค้นพบได้" ผมตอบ
ชายคนนั้นนั่งกินซาลาเปากับผักดองเก่าๆ อย่างเอร็ดอร่อย
เขาเงยหน้าขึ้นมามองพวกเรา ยิ้มโชว์ฟันเหลืองๆ นั้น แล้วถามชักชวนมากินด้วยกันมั้ย อย่างห่วงใย โอ้วววว...ขอบคุณ
แต่ทุกครั้งที่เห็นท่าทางน่าอนาถของเขาแล้ว ทำให้ผมรู้สึกอยากจะอ้วกออกมา
ในใจผมค่อนข้างสับสนกับชายคนนี้ เขายังดูเป็เด็กร่างกายแข็งแรง แต่ทำตัวไม่ดูแลแม้กระทั่งตัวเอง
ถ้าเขาได้ไปทำงาน ได้เจอสถานที่ต่างๆ ชายคนนี้อาจดูดีกว่าตอนนี้หลายเท่าก็ได้
ผมคิดแล้วก็ไม่เข้าใจชายคนนี้เลยจริงๆ
ช่างมันเถอะ! ทุกคนต่างมีความทะเยอทะยานเป็ของตัวเอง เขาอาจจะพอใจกับสิ่งที่เขาเป็อยู่แล้วก็ได้ เพราะฉะนั้นผมเองก็ไม่ต้องไปกังวลเกี่ยวกับมัน
เวลาผ่านไป ชายี้เีได้หลับลงบนที่นอน ทันทีที่เขาถอดรองเท้าออก จากที่มีกลิ่นเปรี้ยวอยู่แล้ว ก็เพิ่มทวีคูณขึ้นอีก
ผมพยายามไม่กระพริบตาจากผลกระทบของกลิ่นนั้น เพราะกลัวจะพลาดรายละเอียดสำคัญบางอย่างไป
แต่ทำไมสภาพชายคนนั้น ดูหลับสบาย ไม่กระสับกระส่ายเลยด้วยซ้ำ
เวลาผ่านไป ตี 1 แล้ว ผมที่เฝ้าสังเกตุการณ์อยู่แต่ก็ยังไม่พบอะไรผิดปกติเลย
หลี่หม่าจือหาว... "น้องจาง..พี่คิดว่าคืนนี้คงไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอก เราไปนอนในรถกันเถอะ"
"อดทนรออีกนิด นี้เพิ่งจะเลยเที่ยงคืนไปนิดเดียวเอง อีกอย่างพลังงานหยินหยางจะแบ่งเป็ 2 ่....หยางคือ่เวลาพระอาทิตย์ขึ้น หยินคือ่เวลาของความมืดที่จะมีพลังงานความชั่วร้ายหนักที่สุด ดังนั้นคืนนี้เราต้องอยู่สู้กับมันให้ได้" ผมอธิบายเหตุผลสิ่งที่ควร
หลี่หม่าจือพนักหน้าอย่างกล้าหาญ
ผมนั่งเฝ้ากระทั่งเวลา ตี 3
ในที่สุด ก็มีเสียงประตูดังมาจากห้องนอน
เมื่อหันไปเห็นหลี่หม่าจือกำลังหลับอย่างหมดหวัง ผมก็รีบตบเขาให้ตื่นขึ้น
หลี่หม่าจือตื่นและกำลังจะพูด ผมรีบเอามือปิดปากเขาทันทีพร้อมกับกระซิบว่ามีอะไรผิดปกติดังมาจากห้องนอน
เราสองคนหันไปดูผมกัน ถึงกับช็อค!
ชายี้เีคนนั้นยืนจ้องมองมาที่เรา
เขากัดฟันอย่างแรง ใบหน้าบิดเบี้ยวอย่างกับผีเข้าสิง เสียงที่ได้ยินก่อนหน้านี้ มันมาจากเขา!
หลังจากจ้องบอกเราสักพัก จู่ๆ เขาก็ยิ้มมุมปากแปลกๆ แล้วยื่นแขนออกไปเกาหลัง
และก็เกิดรอยข่วนเพิ่มขึ้นทันที มีแต่เืเต็มแผ่นหลังของเขา ซึ่งแผลเก่านั้นก็ยังไม่หายดี
ดูเหมือนเขาจะคันไปทั่วทั้งตัว เขาเกาตลอดไม่รู้จะหยุดเมื่อไหร่
ผมกำลังรีบลงไปช่วยเขา แต่อยู่ดีๆ พี่หลี่ก็กรีดร้องดังลั่น!
หลี่หม่จือทำผมสะดุ้ง ผมรีบเลื่อนกระเบื้องออกไปข้างๆ และมองไปข้างล่าง
แต่สิ่งนั่นเกือบทำให้ผมลื่นตกหลังคา!
*คนหัวเขียว : [เป็ชื่อเรียกของแจกันลายครามชนิดหนึ่งที่มีการผสมเถ้ากระดูกหรืออวัยวะของมนุษย์ในกระบวนการเผาเพื่อสร้างแจกัน ซึ่งใช้ในการบูชาผู้ตายหรือเพื่อเก็บิญญาของผู้ตายในแจกัน]