หลังจากกลับถึงตำหนักบูรพากู้ชิงเฉิงก็เห็นว่าโม่อวี้เฉินกำลังหยอกล้อจินเถียวและกู้จิ่งเซวียนอยู่จินเถียวยังเล็ก จึงดูไม่ต่างจากลูกสุนัขเลยแม้แต่น้อยร่างกายมีขนขาวบริสุทธิ์ปราศจากมลทิน
เมื่อเห็นกู้ชิงเฉิงเดินเข้ามากู้จิ่งเซวียนก็รีบวิ่งเข้ามาพร้อมอ้าแขนขออ้อมกอด “ท่านแม่ในวังสนุกหรือไม่ขอรับ?” ความคิดในหัวของกู้จิ่งเซวียนช่างไม่เหมือนใครนักเขามักจะสนใจทุกสิ่งรอบตัว และในขณะที่สำรวจกู้ชิงเฉิง เขาก็เอ่ยถามต่อ “ไม่มีใครรังแกท่านใช่หรือไม่?”
“เจ้าคิดว่าในโลกนี้ จะมีผู้ใดที่กล้ารังแกแม่กัน” กู้ชิงเฉิงโอบกอดกู้จิ่งเซวียนพลางระงับความเย็นเยียบในดวงตาเอาไว้
วังหลวงนั้นไม่ใช่สถานที่ที่ดีนักแท้จริงแล้วจิตใจของผู้คนต่างก็เน่าเฟะ
โม่อวี้เฉินย่อมสังเกตเห็นถึงความผิดปกติได้อย่างชัดเจนเดิมทีกู้ชิงเฉิงสวมอาภรณ์สีแดงสดเพื่อบ่งบอกฐานะเมื่อออกจากตำหนักแต่ยามนี้นอกจากสีสันที่เปลี่ยนไปแล้ว รูปแบบของอาภรณ์ที่นางสวมใส่ก็ยังแปลกตาหากกล่าวว่าไม่มีเรื่องใดเกิดขึ้น เขาคงไม่เชื่อโดยเด็ดขาด ทว่าต่อหน้ากู้จิ่งเซวียนเขาไม่อาจเอ่ยสิ่งใดได้
เขารู้จักมารดาของตนดีจึงรู้ว่ากู้ชิงเฉิงต้องได้รับความลำบากเมื่อเข้าวังแต่นางก็จำต้องก้าวไปในเส้นทางนี้ เพราะฮองเฮาได้ออกราชโองการมาแล้ว
“ชิงเฉิง เจ้าไม่เป็นอะไรนะ?” โม่อวี้เฉินเดินเข้ามาพลางรับกู้จิ่งเซวียนมาอุ้มไว้ด้วยเกรงว่ากู้ชิงเฉิงจะเหนื่อยล้า
จินเถียวเห็นนายท่านตัวน้อยถูกอุ้มก็วิ่งเข้ามารอบๆ ด้วยความกระวนกระวาย มันอยากถูกอุ้มเช่นกันกู้ชิงเฉิงมองดูกิริยาอันน่ารักของจินเถียว ก่อนจะส่ายหน้า พลางยิ้มบางๆ
แท้จริงแล้วนางไม่ได้เป็นอะไรส่วนผู้ที่มีเรื่องเดือดร้อนนั้นย่อมเป็นฮองเฮาต่างหากนางกำนัลเฉานั้นเป็นมือขวาของฮองเฮา และเสี่ยวชุ่ยก็เป็นคนสนิทของนางวันนี้ฮองเฮาย่อมต้องสูญเสียมากกว่าที่คิดไว้เป็นแน่
ไม่นานเฟิงฮ่วนก็เข้ามาเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวังให้โม่อวี้เฉินฟังเมื่อได้ยินเรื่องราวในตำหนักข้าง โม่อวี้เฉินแทบจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟทันที
พระชายาที่เขาอุตส่าห์เกลี้ยกล่อมจนกลับมาได้แทบจะถูกทำลายด้วยน้ำมือของฮองเฮา มีหรือที่เขาจะไม่โกรธ แต่ฮองเฮาคือมารดาของเขาเขาไม่อาจสังหารนางได้
“แท้จริงแล้วพระชายานั้น… เก่งกาจนักองค์รัชทายาทไม่จำเป็นต้องกังวลเลยพ่ะย่ะค่ะ” เฟิงฮ่วนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำ ฝีมือของกู้ชิงเฉิงนั้น เขายอมรับโดยสิ้นเชิงฮองเฮาได้เจอกับผู้ที่แข็งแกร่งเข้าแล้ว
ทว่าโม่อวี้เฉินกลับส่ายหน้า“เจ้าไม่รู้จักเสด็จแม่ของข้าดีพอ”
เขารู้ดีว่าฮองเฮานั้นอำมหิตเพียงใดไม่เช่นนั้นท่ามกลางวังหลังอันกว้างใหญ่ไพศาลที่เต็มไปด้วยสาวงามมากมายถึงสามพันคนเหตุใดจึงมีเขาเป็นโอรสเพียงองค์เดียว และมีองค์หญิงนับสิบองค์ย่อมเป็นฝีมือของฮองเฮาอย่างแน่นอน
อันที่จริงหลังจากที่เขาเกิด ก็มีองค์ชายหลายองค์ถือกำเนิดขึ้นตามมาแต่น่าเสียดายที่ต้องสิ้นพระชนม์ด้วยอุบัติเหตุต่างๆ“หากมีเรื่องใดในวังหลวง ให้ปฏิเสธเสีย ไม่ต้องให้ชิงเฉิงไปเสี่ยงอันตราย”โม่อวี้เฉินหยุดชะงักครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามว่า “ตระกูลกู้มีความเคลื่อนไหวใดหรือไม่?”
เขาได้แสดงความยิ่งใหญ่ออกมาถึงเพียงนี้เขาคิดว่าตระกูลกู้คงได้ยินข่าวการกลับมาของกู้ชิงเฉิงแล้ว
“ไม่มีพ่ะย่ะค่ะ” เฟิงฮ่วนส่ายหน้าครั้งนี้ตระกูลกู้กลับสงบนิ่งนักคงเป็นเพราะกู้ตงหลิงได้รับบทเรียนเมื่อหลายวันก่อน จึงเรียนรู้ที่จะฉลาดขึ้นแล้ว
“แล้วตระกูลอวี๋เล่า?” โม่อวี้เฉินถามอีกครั้ง
เมืองหลวงแห่งนี้ดูเหมือนจะสงบสุขแต่แท้จริงแล้วกลับเต็มไปด้วยกระแสคลื่นที่ซ่อนเร้น
“ผู้อาวุโสอวี๋ได้ออกมานำตัวอวี๋ชิงเหวินกลับไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ…” เฟิงฮ่วนเอ่ยเสียงต่ำ “อย่างไรเสียอวี๋ชิงเหวินคงไม่อาจรอดไปได้ และถูกตระกูลเฉียนเข้ามารังควานพ่ะย่ะค่ะ”
ผลลัพธ์นี้ดีกว่าที่โม่อวี้เฉินคาดการณ์ไว้มากโม่อวี้เฉินจึงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
ทว่าเฟิงเจ๋อก็เดินเข้ามาใบหน้าของเขากลับกลายเป็นสีเขียวคล้ำ “องค์รัชทายาทซือจื่อ… ได้พาหมาป่าหิมะออกไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“เหตุใดจึงไม่ห้ามไว้?” โม่อวี้เฉินพลันร้อนใจขึ้นมาเพราะตอนนี้มีผู้คนจับจ้องตำหนักบูรพามากเกินไปแล้ว
ในยามนี้เฟิงเจ๋อก้มหน้าลง ไม่กล้าเอ่ยตอบ เขาจะห้ามได้อย่างไรเล่าหมาป่าหิมะที่อยู่ในมือซือจื่อตัวน้อยนั้น แม้จะดูไม่มีพิษภัยแต่กลับดุร้ายเป็นอย่างยิ่ง หากเขาลงมือโดยไม่ทำร้ายหมาป่าหิมะเขาย่อมต้องเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างแน่นอน
ทันทีที่กู้จิ่งเซวียนออกจากตำหนักบูรพาก็มีคนสะกดรอยตามเขาไม่ห่าง
เด็กน้อยจูงเจ้าจินเถียวเดินสำรวจไปรอบๆเมืองหลวงแห่งนี้ช่างใหญ่โตกว่าเมืองอี๋สุ่ยหลายเท่านัก ของแปลกใหม่ก็มีมากมายทำให้กู้จิ่งเซวียนตาพร่าพรายไปหมด เงินในมือก็หมดลงอย่างรวดเร็ว
“หนูน้อย เจ้าออกมาคนเดียวหรือ? พ่อแม่และผู้ติดตามของเจ้าไปไหนเสียเล่า?”ในที่สุดชายผู้หนึ่งซึ่งสะกดรอยตามกู้จิ่งเซวียนมาครึ่งค่อนวันก็ปรากฎตัวออกมา
กู้จิ่งเซวียนกะพริบตาท่าทางนั้นดูไร้เดียงสา ดวงตานั้นดึงดูดสายตาผู้คนราวกับน้ำในลำธารทันใดนั้นใบหน้าน้อยๆ ก็มีน้ำตาก็ไหลพราก “ข้าพลัดหลงจากท่านพ่อท่านแม่และผู้ติดตามของข้าก็หายไปเสียแล้ว” เด็กน้อยแสดงท่าทางน่าสงสารยิ่งนัก
รอยยิ้มบนใบหน้าของชายหนุ่มลึกขึ้นอีกเล็กน้อยแม้รอยยิ้มจะดูสดใสเพียงใด ในสายตาของกู้จิ่งเซวียนก็ยังเป็นเพียงหมาป่าตัวหนึ่ง
“เจ้าพักอยู่ที่ใด? ให้ลุงพาเจ้ากลับจวนดีหรือไม่?”ชายผู้นั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนพลางโบกมือให้คนที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด
การลงมือในที่สาธารณะเช่นนี้ไม่เป็นผลดีนักเขาต้องล่อลวงเด็กน้อยไปเสียก่อน
“ดีขอรับ” กู้จิ่งเซวียนพยักหน้าสีหน้าเปี่ยมด้วยความซาบซึ้ง “ขอบคุณท่านลุงขอรับบ้านของข้าอยู่ที่จวนตระกูลอวี๋ทางทิศใต้ของเมือง หาง่ายยิ่งนัก”
ชายผู้นั้นชะงักไปเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ เขามองกู้จิ่งเซวียนอย่างงุนงงอีกครั้งก่อนจะพยักหน้าอย่างหนักแน่น “ดี! ลุงจะพาเจ้าไปเองรถอยู่ที่นั่น” เขาพูดพลางชี้ไปยังรถม้าที่จอดอยู่ริมถนน
“แต่ข้าเพิ่งออกมาข้างนอกอย่างยากลำบากยังมีของอร่อยและของเล่นอีกมากมายที่ยังไม่ได้ซื้อเลยขอรับ” กู้จิ่งเซวียนยื่นปากน้อยๆออกมา สีหน้าเต็มไปด้วยความผิดหวัง “ท่านลุง ข้ามีเงินท่านพาข้าไปซื้อของกินของเล่นเพียงเล็กน้อยก็พอ ไม่ต้องเสียเวลามากหรอกขอรับ”ท่าทางเช่นนั้นดูคล้ายเป็นเด็กน้อยที่เฉลียวฉลาดและน่าเอ็นดูยิ่งชายผู้นั้นลังเลเพียงชั่วครู่ก็ตอบตกลง
กู้ชิงเฉิงกำลังมองหาร้านค้าอยู่ในตลาดอันหยวนถังเตรียมจะเปิดสาขาใหม่ในเมืองหลวงในเวลานี้นางกำลังมองหาทำเลที่เหมาะสมในย่านที่คึกคัก และก็ได้เจอกับกู้จิ่งเซวียน
นางเห็นเขาเดินไปมาระหว่างแผงค้ากับชายแปลกหน้าคนหนึ่งซื้อข้าวของพะรุงพะรังมากมาย ชายผู้นั้นกลายเป็นผู้ติดตามไปโดยปริยายไม่เพียงต้องถือของ ยังต้องจ่ายเงินอีกด้วย กู้จิ่งเซวียนบอกว่าเขามีเงินมากมายทว่าเขากลับไม่ได้บอกว่าเขาจะใช้เงินของเขาเอง...
ในตอนนี้สีหน้าของชายผู้นั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวดแต่ก็ต้องอดทนไว้ เขาข่มความไม่พอใจในใจลงบอกตัวเองว่าหากพาคุณชายตัวน้อยผู้นี้ส่งถึงจวนตระกูลอวี๋ได้ เขาจะได้เงินพันตำลึงการจ่ายเงินเพียงเล็กน้อยจึงไม่นับเป็นอะไรแต่เขากลับไม่ได้สังเกตเห็นว่ากู้ชิงเฉิงมองมาที่เขาด้วยสายตาเห็นใจ
เจ้าคนโชคร้ายผู้นี้เมื่อตกอยู่ในมือของกู้จิ่งเซวียน เกรงว่าจะต้องเผชิญกับความโชคร้ายยิ่งนักดังนั้นนางจึงไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยว ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามครรลองก่อนจะมุ่งหน้าไปหาร้านค้าของตนเอง
เฟิงเจ๋อที่ติดตามมาด้วยรู้สึกไม่เข้าใจการกระทำของกู้ชิงเฉิงและเมื่อมองดูกู้จิ่งเซวียนที่กำลังทำตัวเป็นจอมมารน้อยแห่งโลกมนุษย์ซื้อของไม่หยุด กินไม่หยุด อีกทั้งในมือก็ยังอุ้มเจ้าจินเถียวไว้อีก
คนหนึ่งคนกับหมาป่าหนึ่งตัวดูสบายใจยิ่งนัก!เขารู้สึกว่าตนเองได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงพระชายากับซือจื่อตัวน้อยผู้นี้ช่างเป็นคนที่มีความสามารถยิ่งนัก
กู้ตงหลิงเองก็กำลังจับตาดูกู้จิ่งเซวียนจากในเงามืดนางรู้ตัวตนของกู้ชิงเฉิงมานานแล้ว เมื่อนึกถึงเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นกับอันหยวนถัง ความโกรธก็พลุ่งพล่าน นางไม่อาจยอมแพ้ได้
“เห็นเด็กคนนั้นหรือไม่?” กู้ตงหลิงนั่งอยู่บนชั้นสองของโรงน้ำชาริมหน้าต่าง พลางกล่าวกับบ่าวรับใช้ข้างกาย
กู้จิ่งเซวียนรูปงามสง่าสวมอาภรณ์หรูหราสะดุดตาเป็นอย่างยิ่ง
“ไปจับเด็กคนนั้นมาให้ข้าแบบเป็นๆ” กู้ตงหลิงกล่าวอย่างขุ่นเคืองนางได้มาเกิดใหม่ในชาตินี้ ดังนั้น นางจะไม่มีวันยอมแพ้ให้กู้ชิงเฉิงอีกแล้วแม้กู้ชิงเฉิงจะกล้ากลับมายังเมืองหลวง ก็ต้องชดใช้ให้สาสมและกู้จิ่งเซวียนก็ไม่ได้แกล้งนางน้อยไปกว่าใครวันนี้นางจะทำให้กู้จิ่งเซวียนรู้ว่าโลกมนุษย์นี้อันตรายเพียงใด