เช้าตรู่ของวันที่สามบนเส้นทางไปซีเหอ ฟ้ากระจ่างใส เมฆบาง ๆยังคงลอยต่ำเหนือแนวูเา
เกวียนเก่า ๆ ที่เริ่มถูกหลินเทียนปรับด้วยปราณจนลอยได้เล็กน้อยพาตัวผู้โดยสารล่องไปเหนือพื้นหญ้าเป็ระยะ สร้างเงาโค้งบนทุ่งหญ้าเสียงล้อไม่ค่อยดังดังเดิม — แทนที่ด้วยเสียงลมห่มไหวของใบไม้และเสียงร้องของนกป่าพันธุ์ประหลาด
เจียงฟานขดตัวในผ้าห่ม บนที่นั่งข้างหน้าที่เปิดออกเล็กน้อยเขาหยิบ “หอสมุดแห่งความทรงจำปราณ” ในหัวขึ้นมาค้นข้อมูลไหลเป็แผ่นในความคิดของเขา — แต่การค้นที่นี่ต้องใช้สมาธิ ใช้การคิดส่งจิตและ “พิมพ์” ด้วยความคิด ซึ่งทำให้เจียงฟานเริ่มรู้สึกหงุดหงิด
ซูเม่ยนั่งตรงข้าม นางนั่งสมาธิหน้าเรียบเหมือนกระทะเงิน เงียบสงบจนหน้าใสเป็เงาสะท้อนของฟ้า
เจียงฟานขมวดคิ้ว พึมพำกับตัวเองเสียงดังพอที่จะทำนกตัวหนึ่งใ
“ให้ตายสิ!ข้อมูลมันเยอะไปหมด…การสืบค้นแต่ละอย่างนี่มันต้องคิดจนปวดหัวทำไมไม่เหมือนกดคีย์บอร์ดแล้วจบ ๆ ไปเลยวะ?”
คำว่า “กด” และ “คีย์บอร์ด” ลอยออกไปตามลมปราณ —สำหรับผู้ที่ได้ยินมันเป็คำแปลกใหม่, สำหรับหลินเทียนกับซูเม่ยมันคือ“ยันต์โบราณปริศนา”
ซูเม่ยลืมตาเล็กน้อย ชื่นชมในแววตาของเจียงฟานเมื่อเขาบ่นว่าอยากได้ “ความเรียบง่ายแบบโลกเก่า”
“ท่านอาจารย์กล่าวถึง ‘การถูกผูกมัดด้วยวัตถุ’ นี่เอง”หลินเทียนพึมพำ ก่อนจะผงกศีรษะอย่างเคารพ
เจียงฟานหันมองซูเม่ยแล้วพูดด้วยความเหนื่อยหน่ายแบบตรง ๆ
“เออ ฉันจะเลิกใช้สักพัก — ปิดระบบในหัวซะ ให้มันนิ่ง ๆ หน่อย”
ซูเม่ยแทบลืมหายใจ — ในความคิดของนาง “เลิกใช้”คือคำสั่งเชิงบูรณาการต่อวิถีชีวิตทั้งมวล
ซูเม่ยลุกพรวดใช้พลังปราณเล็กน้อยเรียกอุปกรณ์ที่ซ่อนอยู่ในจีบเสื้อของนาง — หยกสื่อสาร ชิ้นเล็กที่คนเดินทางสมัยนี้ใช้ส่งข้อความถึงกัน(เทียบได้กับมือถือ) — มันวาวเป็หยกเขียว เล็กเท่าฝ่ามือฝังอักขระที่สั่นเล็กน้อยเมื่อรับพลังปราณ
ก่อนเจียงฟานจะทันได้อ้าปากปฏิเสธ นางยกหยกขึ้นชั่วอึดใจหนึ่งดวงตาแน่วแน่
“ท่านอาจารย์! ข้าน้อยจะตัดพันธนาการ!” เสียงนางดังขึ้น
จากนั้นซูเม่ยใช้พลังปราณกระแทกหยกสื่อสาร — เสียง เพล้ง! ดังสนั่นหยกแตกละเอียดเป็เศษประกายเล็ก ๆ หล่นลงบนฟาง
เจียงฟานเหวอกับท่าทีรวดเร็วของเธอ
“เฮ้ย! หยุดก่อน! นั่นของแพง! ใครจะซ่อมหยกแก้ให้!”เขาสะดุ้งกับเศษหยกริบ ๆ ที่หล่นทั่วพื้นเกวียน
หลินเทียนที่ยืนพิงด้านข้างกลับถึงกับลืมตัวลุกขึ้นกราบทันทีด้วยความทึ่ง
“ท่านอาจารย์ทรงชี้นำ! ท่านให้ตัวอย่างการละทิ้ง!ข้าน้อยจะประกาศกฎนี้ในทันที!”
หลินเทียนวิ่งไปข้างหน้า ขัดรองเท้าเรียวกลับมาในท่าระดมพลังปลุกผู้ติดตามที่เดินห่าง ๆ ให้มารวมตัวกันเขายืนขึ้นบนกล่องข้าวแล้วกล่าวประกาศเสียงดัง:
“ั้แ่นี้ไป! ภายใต้การชี้นำของท่านอาจารย์ผู้ใดติดหยกสื่อสารไว้ในที่สาธารณะจะต้องนำมาส่งมอบ! เราจะฝึก ‘การสื่อสารโดยตรง’!ผู้แข็งแกร่งย่อมไม่พึ่งตัวกลาง!”
ผู้ติดตามบางคนยิ้ม บางคนตื่นตระหนกบางคนพยายามปิดหยกที่หลบไว้ในเสื้อ
เจียงฟานะโ “ไม่! ฉันแค่อยากพักสักชั่วโมงเดียวเท่านั้น!อย่าทำลายของเขา!”
แต่คำพูดของเขากลับถูกตีความไกลออกไปอีก — สำหรับหลินเทียนนี่คือคำสอนชั้นยอดที่จะต้องประกาศ
· คนขับเกวียน(ลุงหม่า): ชายวัยกลางคนที่ใช้ชีวิตกับล้อและฝุ่นเขามองหยกแตกด้วยหน้าเฉย ๆ ก่อนจะหัวเราะแหะ ๆ
“อ้าว เฮ้ย ถ้ามันพังแล้ว ใครจะพาไปซ่อมล่ะ? ที่เมืองหน้ามีร้านซ่อมหยกแต่ต้องรอคิวสามคืน”
เจียงฟาน: “นั่นมันเหมือนศูนย์ซ่อมมือถือที่บ้านฉันเลยนะ”
· พ่อค้าแผงผ้าข้างทาง(อาหลง): ปากหวานและไม่พลาดโอกาสขายของเขารีบยื่นซองผ้าสีแดงให้หลินเทียน “รับไปเถิด เ้า! ใส่หยกไว้ในผ้าซองนี้จะได้ไม่ต้องทำลายผมแถมยังดูเป็ของขลัง” — ประชาชนหัวเราะกับการเอา “ตลาดโลคอล”มาปรับใช้
· เด็กส่งข่าว(เสี่ยวเติ้ง): มือไวยิ่งกว่ากิ้งกือเขารีบวิ่งไปบอกข่าวในหมู่บ้านว่า “ปรมาจารย์สั่งห้ามใช้หยก! หยกหมด ตลาดจะเงียบ!”— ทุกคนพากันหัวเราะแล้วบ่นว่า “ไม่จริงหรอก เดี๋ยวก็มีคนแกะมันเป็เครื่องประดับแน่นอน”
หลินเทียนเริ่มจัดค่ายฝึกเล็ก ๆ หลังเกวียนทันที
เขาขึงผ้าขาว ทำเป็ห้องสมาธิ จำลองสถานที่บูชา —แล้วประกาศตารางฝึก
หลักสูตรประกอบด้วย:
1. การหายใจแบบไม่ต้องคิด (BreathlessMeditation) — หลินเทียนตั้งชื่อไทย-เซียนให้ว่า “สูดปล่อย-หยุดคิด”
2. การฟังเสียงลมอย่างตั้งใจ (Wind-EarPractice) — ให้นักเรียนฟังเสียงลมเพื่อรับ “ข้อความจาก์”
3. การมองหน้าเพื่อนร่วมทางโดยไม่พูด (SilentGaze) — ฝึกการสื่อสารด้วยดวงตา
ผู้ที่ฝึกผิดวิธี มักจะขำจนต้องกลั้นน้ำตา เช่นพ่อค้าคนหนึ่งพยายามทำ Silent Gaze กับหมาเขาหมาหันมากัดเท้าซะงั้น — ทั้งค่ายกลายเป็ฉากตลกใหญ่
เจียงฟานนั่งมองความอลหม่าน แล้วยิ้มบาง ๆ แบบเหนื่อยหน่ายเขาลุกขึ้นยืน ท่ามกลางกลุ่มฝึกที่กำลังนั่งสมาธิ
“ฟังนะทุกคน เทคโนโลยีมันมีประโยชน์บ้างนะ — ตอนฉันอยู่โลกเก่าโทรศัพท์ช่วยให้ฉันสั่งอาหารได้ เดี๋ยวนี้มันช่วยให้คนส่งข่าวได้เร็วแต่ถ้าใช้มากเกินไป มันก็เป็ภาระแก่สมาธิ”
หลินเทียนยกมือขึ้นอย่างมืออาชีพ “ท่านอาจารย์หมายความว่าท่านอนุญาตให้ใช้หยกได้แต่ต้อง'ใช้แบบมีสติ'!”
ซูเม่ยมองเจียงฟานด้วยสายตาอ่อนโยนแต่ในใจยังแอบยิ้มที่ตนเองได้ทำการตัดสินเชิงสัญลักษณ์
หลังการประกาศ มีการแลกเปลี่ยนแบบฮา ๆ เกิดขึ้น:
· หลินเทียนตั้งโต๊ะรับแลกหยกเป็“หยกสำรอง” (เก็บไว้ให้ปลอดภัย แล้วคืนให้เ้าของเมื่อถึงเมือง) —อาหลงหัวเราะแล้วเสนอแผน: “ถ้ามีคนเอาหยกมาฝากคุณอาจจะคิดค่าฝากแบบเป็เหรียญทองแดงได้นะ!” — คนในค่ายหัวเราะกันคิกคัก
· เด็กเสี่ยวเติ้งนำพัสดุอาหารมาส่งแต่ลุงหม่าไม่ยอมรับเพราะกลัวหยกจะถูกฝากไว้ — สุดท้ายเจียงฟานต้องหยิบเงินเล็กน้อยซื้อของขวัญให้เด็ก— เป็ฉากอบอุ่นที่ทำให้บรรยากาศผ่อนคลาย
ค่ำคืนมาถึง เกวียนจอดพักในซอกหินที่มองเห็นดาวชัดเจน
ซูเม่ยนั่งทำสมาธิ เจียงฟานจ้องไปที่ท้องฟ้าแล้วถอนหายใจเบา ๆ
“เอาเถอะ… อย่างน้อยก็ทำให้คนคิดเื่เงียบ ๆ บ้าง” เขาพูด
หลินเทียนพนมมือ “ขอจดบันทึกคำสอนนี้ไว้ในคัมภีร์ —‘การสื่อสารด้วยตาและลมหายใจ’ จะเป็วิชาใหม่ของนิกายเรา!”
ซูเม่ยกระซิบเบา ๆ “แต่ถ้าท่านอาจารย์้าผมจะช่วยตั้งมุมหนึ่งสำหรับหยกไว้ ให้คนที่จำเป็จริง ๆ สามารถใช้ได้ —โดยตู้ฝากล็อก” — ประโยคนี้ทำให้ทุกคนหัวเราะ เพราะมันคือการประนีประนอมระหว่างโลกเก่าและโลกใหม่
เจียงฟานยิ้มน้อย ๆ ปิดตาลง แล้วคิดในใจว่า:
“บางทีก็ไม่เลวหรอก — โลกที่ผสานทั้งสองแบบอาจเป็คำตอบ”
และใต้ท้องฟ้า มีเสียงหัวเราะเบา ๆ กับเื่หยกแตก หยกฝากและค่ายฝึกสายตา — เื่เล็ก ๆ ที่กลายเป็บทเรียนใหญ่สำหรับทุกคนในการเดินทางครั้งนี้