“เรียนรู้จากเขามาทั้งนั้น” นางซูคีบเนื้อให้บุตรทั้งสองคนละชิ้นยิ้มแล้วกล่าวว่า “ถ้าอร่อยก็กินให้มากเถิด”
“ขอบคุณขอรับท่านแม่” เย่จื้อเฟิงตอบรับพลางคีบข้าวเข้าปาก“ค่าเนื้อเก้งนี่หูหลิ่วหมิงอาจจะไม่รับก็ได้นะขอรับ”
“เหตุใดจึงคิดเช่นนั้น?”
“หูหลิ่วหมิงผู้นี้นิสัยไม่เหมือนป้าซิ่วและคนขายเนื้อสกุลหูเลยขอรับหากเขาตั้งใจจะผูกมิตร ข้าคิดว่าก็ไม่เลวเลย” เย่จื้อเฟิงอธิบายความจริงแล้วพวกเขาอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันและมักจะพบกันขณะเย่จื้อเฟิงออกไปทำงานและกลับบ้านเขาจึงพอจะรู้จักอีกฝ่ายบ้างแล้ว
แม้พวกเขาสองสกุลจะมีความเกี่ยวพันกันเพราะบ่อปลาแต่ก็เคยขัดแย้งกับป้าซิ่วอีกทั้งยังมีเรื่องซุบซิบนินทาเกี่ยวกับคนขายเนื้อสกุลหูอยู่ นอกเหนือจากการค้าขายพวกเขาจึงไม่ได้สนิทสนมกันเท่าไรนัก
นางซูก็ไม่คิดจะผูกมิตรกับพวกเขาเช่นกันนางกล่าวว่า “ไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่พี่น้องสิ่งที่สมควรให้ผู้อื่นก็ต้องเอาไปมอบให้”
“เป็นเช่นนั้นขอรับ” เย่จื้อเฟิงพยักหน้า “พรุ่งนี้เช้าข้าจะนำไปให้เขาเองขอรับ”
เย่ชิงชิงเม้มปากไม่พูดอะไรความจริงแล้ววันนี้นางอยากขอคำแนะนำจากหูหลิ่วหมิงนางค่อนข้างสนใจการดักจับสัตว์ด้วยกับดักบ้าง เพราะนางเคยวางกับดักเล็กๆและจับเตียวสู่ตัวนั้นมาได้ จึงมีเงินทุนจากการขายโสมในเวลาต่อมา
สองวันต่อมาเย่ชิงชิง นางซู และหยางหลิ่วก็ร่วมกันทำสาลี่ในน้ำเชื่อมชุดนี้จนสำเร็จทั้งหมดได้ประมาณสองร้อยถึงสามร้อยไห
การทำมากขนาดนี้โดยไม่ได้ทดลองขายมาก่อนสำหรับนางซูในตอนนี้ก็ไม่ถือว่ามันเป็นการเสี่ยงโชคอีกแล้วนางเชื่อมั่นในตัวเย่ชิงชิงว่าสิ่งนี้จะต้องขายออก และได้กำไรกลับคืนมาอย่างแน่นอน
เย่ชิงชิงคิดว่านางไม่ได้พบเผยฉางสี่มาพักใหญ่แล้วจึงถือโอกาสนำผลไม้ในน้ำเชื่อมเหล่านี้ไปส่งที่บ้านสกุลเผย
ครั้งนี้นางจะไม่เอ่ยถึงเผยรุ่นจือโดยตรงอีกแล้วนางเป็นสาวน้อยที่โตแล้ว ต้องระมัดระวังทุกสิ่งมิให้ผู้คนเอาไปนินทาอีกทั้งนางยังจำเรื่อง ‘แบ่งกันกิน’ ได้ดี จึงไม่หวังจะพบเขาเพียงแค่ฝากฉางสี่ส่งต่อผลไม้ในน้ำเชื่อมไปก็เท่านั้น
“ชิงชิง~” เผยฉางสี่จับมือนางอย่างยินดี นางยิ้มแย้ม“ในที่สุดเจ้าก็ยอมมาหาข้าเสียที พอดีสหายวัยเยาว์ของข้าก็มาด้วยนะข้าจะแนะนำให้รู้จักกัน~”
“สหายวัยเยาว์รึ?” เย่ชิงชิงเอามือป้องปาก “ตอนนี้เจ้าไม่ถือว่าเป็นวัยเยาว์รึ?” อายุแค่ไม่เท่าไหร่แต่กลับเรียกช่วงเวลาที่ผ่านมาว่า‘วัยเยาว์’ ดูแก่เกินวัยไปหรือไม่?
เผยฉางสี่ย่นจมูก“ข้าโตแล้วนะ อายุเจ็ดแปดขวบก็นับว่าเป็นวัยเยาว์แล้วนี่!”
“ใช่ ใช่” เย่ชิงชิงตอบ ขณะเดียวกันก็เย้าแหย่“โตแล้วก็ถึงเวลาออกเรือนแล้วสินะ”
“เจ้า...” เผยฉางสี่ไม่คิดว่าเย่ชิงชิงจะกล้าหยอกล้อกับนางเช่นนี้ไม่ยอมหรอก นางวิ่งเข้าไปจะจั๊กจี้อีกฝ่ายทันที “เจ้าพูดเหลวไหลพูดเหลวไหลทั้งนั้น!”
เย่ชิงชิงมีหรือจะให้สหายเข้าถึงตัวนางอาศัยความว่องไวทางร่างกายวิ่งหนีไปไกลแล้ว
“แฮ่ม”
เสียงกระแอมไอที่จงใจดังขึ้นมาขัดจังหวะการหยอกล้อของทั้งสอง เมื่อหันไปมองก็เห็นสาวใช้คนสนิทที่นางไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน
สาวใช้คนนั้นเห็นเย่ชิงชิงมองมาอย่างใคร่รู้นางก็โค้งคำนับแนะนำตัว “แม่นางชิงโปรดอภัยบ่าวเป็นสาวใช้คนสนิทคนใหม่ของฮูหยินรอง นามว่าชุนเหมยเจ้าค่ะฮูหยินรองกำชับว่าสตรีควรจะอ่อนโยนและนอบน้อมไม่ควรปล่อยให้คุณหนูรองซุกซนไม่สำรวม แม่นางชิงอย่าทำให้บ่าวต้องลำบากเลยเจ้าค่ะ”
เย่ชิงชิงชะงักไปครู่หนึ่งนางจึงพยักหน้าเข้าใจ “ข้าเข้าใจแล้วจะไม่ทำให้เจ้าลำบากหรอก”
ที่แท้ฮูหยินรองจัดเตรียมการอบรมมารยาทให้เผยฉางสี่ด้วยหรือ?นี่คือการเตรียมตัวสู่การเป็นคุณหนูตระกูลผู้ดีในอนาคตกระมังนางนั้นเป็นคนไม่ถือตัวอยู่แล้ว แต่ก็อย่าได้ไปชักจูงผู้อื่นให้เสียคนเลยเย่ชิงชิงค่อยๆ ถอยหลังไปสองก้าว
“พูดมากนัก!” เห็นได้ชัดว่าเผยฉางสี่ไม่ชอบชุนเหมยผู้นี้เป็นอย่างยิ่งนางจ้องมองอีกฝ่ายพร้อมกับกล่าวว่า “ถอยไป”
ชุนเหมยยืนนิ่งด้วยท่าทางนอบน้อม“คุณหนูรองอภัยให้ด้วยเจ้าค่ะ บ่าวไม่อาจถอยไปเกินกว่านี้ได้”
“เจ้า!” เผยฉางสี่แสดงสีหน้าไม่พอใจอย่างยิ่งนางผู้นี้อาศัยคำสั่งของท่านแม่และไม่ฟังคำของนางเลย!
เย่ชิงชิงเอื้อมมือไปดึงแขนเสื้อของนางนางส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “ฉางสี่ฮูหยินรองหวังดีกับเจ้าทั้งนั้น เจ้าเกิดมาในตระกูลสูงส่งเช่นนี้นับว่าได้มีอิสระมากแล้ว”
หรือก็คือสกุลเผยเลี้ยงดูนางด้วยความรักปล่อยให้นางแสดงบุคลิกของตนเองได้อย่างอิสระทว่าบุตรหลานของผู้มีฐานะร่ำรวยสกุลอื่นๆ ล้วนแต่ต้องเรียนรู้กฎระเบียบต่างๆ นานาลองดูเผยรุ่นจือก็รู้แล้ว การวางตัวอย่างเหมาะสมและความสำรวมย่อมมิใช่สิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด
“ข้าจะไปมีอิสระอย่างที่เจ้าว่าได้อย่างไรกัน!” เผยฉางสี่นึกถึงจำนวนครั้งที่นางได้ออกไปเล่นนอกบ้านตั้งแต่ยังเด็กไหนจะนี่ก็ห้าม นั่นก็ห้าม แค่คิดก็อดไม่ได้ที่จะเศร้าเสียใจนางช่างน่าสงสารจริงๆ!
“แม่นางชิงกล่าวได้ถูกต้อง”
ทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งแทรกเข้ามาที่แท้เป็นฮูหยินรองที่เพิ่งก้าวเข้ามาได้ยินบทสนทนาของพวกนางพอดีฮูหยินรองปรายตามองบุตรสาวของตนเอง “ตัวโตขนาดนี้แล้วยังไม่รู้จักโตอีกรึ?”
“ท่านแม่!” เผยฉางสี่น้อยใจเหลือเกินคนหนึ่งก็ว่านางไม่รู้จักโต อีกคนก็ว่าแบบเดียวกัน...
“ฮูหยินรอง” เย่ชิงชิงคำนับฮูหยินรองสกุลเผยเมื่อเงยหน้าขึ้นเห็นสตรีที่เดินมาพร้อมกับนาง ก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
เด็กสาวนางนั้นน่าเอ็นดูเสียจริง!ดวงตาสีนิลกลมโตพราวระยับ แก้มอวบอิ่มสีชมพูระเรื่อ ริมฝีปากอิ่มสีชมพูอ่อนแลดูราวกับรูปสลักหยกที่งดงามประณีต
เป็นคนที่น่ารักจริงๆดูอายุไล่เลี่ยกับฉางสี่ คงจะเป็นสหายวัยเยาว์คนนั้นเป็นแน่
เป็นไปตามคาดนางเข้ามาจับมือเผยฉางสี่และถามตามตรง “สี่เอ๋อร์นี่คือแม่นางชิงที่เจ้าเคยพูดถึงใช่หรือไม่?”
เผยฉางสี่ยิ้มแล้วพยักหน้าจากนั้นก็แนะนำกับเย่ชิงชิง “นี่คือสหายวัยเยาว์ของข้านางมีนามว่าเซี่ยซางจวี๋ ส่วนชื่อเล่นคืออิ๋งเอ๋อร์”
“พรืด!” เซี่ย...เซี่ยซางจวี๋รึ? เย่ชิงชิงหลุดหัวเราะออกมาเสียงดัง แต่พอเห็นพวกนางมองมาอย่างแปลกใจก็รีบกล่าวว่า “ขออภัยที่ข้าเสียมารยาท”
“เจ้าหัวเราะอะไรหรือ?” เซี่ยซางจวี๋ถามพร้อมกับเบิกตากว้าง
เรื่องนี้จะอธิบายอย่างไรดีเล่า?เย่ชิงชิงได้แต่หัวเราะแห้งๆ และโบกมือไปมา “ไม่มี...ไม่มีอะไรหรอก...”