บทที่ 2 ตอนที่ 11 สู่ชั้นที่สิบ
ณ ทุ่งหญ้าที่เขียวขจีแผ่ไพศาล กลับปรากฏแอ่งเลือดเจิ่งนองเต็มไปทั่ว ซากศพของมอนเตอร์กลาดเกลื่อนไปเต็มทุ่งหญ้า ปรากฏร่างของชายหนุ่มที่ยืนอยู่บนภูเขาที่สร้างจากซากศพปีศาจนานาชนิด ในมือข้างหนึ่งของเขามีหัวของสัตว์อสูรอยู่ในมือ ซึ่งมันคือหัวของลิงยักษ์บอสประจำชั้นที่ 10 ของหอคอย เคนจิทะลวงมือของเขาเข้าไปในเบ้าตาของมันอย่างเหี้ยมโหด ก่อนจะดึงกระชากก้อนมณีที่อยู่ในตาของมันออกมา
“ที่นี่ก็ครบสิบก้อนแล้วซินะ จะว่าไปประตูสู่ชั้นต่อไปอยู่ที่ไหนกันแน่นะ คงต้องเสียเวลาหาประตูอีกสักพัก”
เคนจิก้าวเดินไปยังเบื้องหน้า พร้อมกับสาดส่องสายตามองหาประตูมิติ ทันใดร่างของเขาก็สั่นเทาอย่างรุนแรง ทำให้เคนจิต้องหยุดชะงักทันที
“เจ้าตื่นแล้วรึ? อาการบาดเจ็บเจ้าเป็นยังไงบ้าง”
[เจ้าชายอาการของข้าดีขึ้นมากแล้ว ข้าสลบไปกี่วันแล้วปู่เกนเป็นยังไงบ้าง แล้วพรรคพวกของข้าละ พวกเขาปลอดภัยหรือเปล่า แล้วที่นี่ที่ไหนกัน]
“เจ้าสลบไปสามวัน สามคืนเต็ม พรรคพวกของเจ้าข้าได้ฝากให้เกนบุดูแลแล้ว ส่วนปลอดภัยดีหรือไม่นั่นข้าไม่รู้ ข้าเห็นพวกมันเป็นตัวเกะกะเลยฝากตาเฒ่าเกนบุไว้ ส่วนที่นี่คือชั้นที่ 10 ของหอคอย ข้าพึ่งได้มณีมาครบ 10 ลูก กำลังตามหาประตูบานถัดไป เจ้าจะพักต่อไหม หรือต้องการกลับสู่ร่างเช่นเดิม ข้าเองก็จะได้ไปพักผ่อนบ้าง”
“ชั้นที่ 10!! เจ้าชายท่านใช้เวลาเพียงแค่ 3 วัน ก็มาถึงชั้นที่ 10แล้ว ท่านไม่ได้ล้อข้าเล่นใช่ไหม”
“เพื่ออะไร? เจ้ามัวแต่ลีลาชักช้า ด้วยพลังเวทของเจ้าและทักษะที่ข้ามอบให้ อย่าว่าแต่ชั้นที่ 10 เลย หากเจ้ายังไม่ฝืนบางทีข้าอาจไปถึงชั้นที่ 20 แล้วก็เป็นได้”
“โฮกก!!!”
ขณะที่เคนจิกำลังคุยกับเจ้าชาย ทันใดนั้นก็ปรากฏร่างของลิงยักษ์พุ่งออกมาจากป่าอย่างรวดเร็ว เจ้าชายไม่เพียงไม่หันกลับไปดูมัน เพียงแค่ดีดนิ้วเบาๆ ก็ปรากฏอาวุธวิญญาณ พุ่งทะยานขึ้นจากพื้น เสียบที่ท้องของมัน ส่งร่างของลิงยักษ์ลงไปนอนกลิ้งด้วยความเจ็บปวด มันคือพลังของเวทศาสตรา
“ข้าไม่จำเป็นต้องเค้นพลังเวทอย่างเจ้า เพียงแค่กะจังหวะให้ถูกต้อง ก็สังหารศัตรูได้อย่างง่ายดาย แม้กระทั่งทักษะหยาดโลหิต เจ้าไม่จำเป็นต้องควบคุมเลือดของศัตรูทั้งหมด เจ้าเพียงแค่เล็งที่อวัยวะที่สำคัญของมันภายในร่างกาย เจ้าก็สามารถชนะได้โดยไม่ต้องเปลืองพลังเวท”
เจ้าชายในร่างของเคนจิ ยืนฝ่ามือไปหาลิงยักษ์ที่กำลังนอนดิ้นทุรนทุราย ด้วยความเจ็บปวด พร้อมกับออกแรงบีบฝ่ามือเพียงเล็กน้อย ใบหน้าของลิงยักษ์ก็บ่งบอกถึงความเจ็บปวดถึงขีดสุด ก่อนที่เลือดของมันจะพุ่งเป็นสายออกมาจากทางปากและจมูก และทรุดลงไปนอนแน่นิ่งอยู่กับพื้น
“ท่านเล็งที่ตรงไหน?”
“ข้าเพียงแค่เล็งที่หัวใจของมันเท่านั้น ที่นี่เจ้าคงเข้าใจแล้วซินะ อาจต้องใช้เวลาสักพักเพื่อฝึกฝนให้ชำนาญ เอาล่ะว่ายังไงล่ะจะลุยเองหรือให้ข้าลุยต่อ”
“รบกวนท่านมามากแล้ว เชิญท่านเข้ามาพักผ่อนก่อนเถอะ”
เจ้าชายปรากฏตัวขึ้นในมิติของจี้สร้อยคอทันที ก่อนจะโบกสะบัดฝ่ามือส่งเคนจิกลับคืนสู่ร่าง เมื่อเคนจิจากไปดวงจิตของเจ้าชายก็เริ่มจางลง จนมองทะลุไปทะลุไปถึงด้านหลัง
“เจ้าหนุ่มต่อไปนี้เจ้าคงต้องพึ่งตัวเองให้มาก ดวงจิตของข้าใกล้จะสูญสิ้นเต็มทีแล้ว”
เจ้าชายพึมพำออกมาเบาๆ ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้อย่างเชื่องช้า พร้อมกับรินชายกดื่ม ดวงตาของเขายังคงจ้องมองเคนจิต่อไป ด้วยความห่วงหาอาทร ซึ่งความรู้สึกทั้งหมดนี้แม้แต่เจ้าชายวลาดเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม
เคนจิได้กลับคืนสู่ร่าง พร้อมกับเหลือบมองไปที่ด้านหลัง ราวกับว่าเขากำลังห่วงอะไรบางอย่าง ก่อนจะตัดสินใจก้าวเดินไปยังด้านหน้า ด้วยสายตาที่มุ่งมั่น หรือว่าเขากำลังเป็นห่วงพวกพ้องของตน
“หนทางข้างหน้ามีอันตรายรอบด้าน บางทีการตัดสินใจของเจ้าชาย อาจจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ก็อาจจะเป็นไปได้”
เมื่อตัดสินใจได้อย่างแน่วแน่ เคนจิก็พุ่งทะยานออกไปทันที โดยที่ระหว่างทางนั้นเขาก็ฝึกฝนการใช้ทักษะหยาดโลหิตอย่างต่อเนื่อง จนมาถึง ณ ที่แห่งหนึ่งที่มีประตูบานใหญ่ตั้งสูงตระหง่าน บนบานประตูมีช่องสิบช่องเพื่อใส่ก้อนมณี ไม่เพียงแค่นั้นยังมีผู้เล่นมากมายกำลังตั้งแคมป์กันอยู่ พวกเขากำลังรอคอยผู้ถือก้อนมณี มาเปิดประตูเพื่อไปชั้นต่อไป
ดวงตาของผู้เล่นแต่ละคนเหม่อมองด้วยความหวัง บางคนก็บาดเจ็บสาหัสกับการเดินทางที่ผ่านมา แต่ก็มีผู้เล่นบางกลุ่มที่ฉวยโอกาสมานั่งรอนอนอย่างสบายใจ การจะมาถึงชั้นที่สิบได้นั้นไม่จำเป็นต้องมีก้อนมณี แค่หาประตูมิติพบก็สามารถผ่านชั้นต่างๆ มาได้ แต่การจะผ่านชั้นที่สิบได้นั้นผู้เล่นจำเป็นต้องมีมณีเพื่อเปิดประตู เคนจิก้าวเดินผ่านผู้เล่นมากมายโดยไม่ใส่ใจ สายตาของผู้เล่นต่างจับจ้องมาทางเขาแต่เพียงผู้เดียว
“เฮ้ย!! มีน้องใหม่มาวะ เนื้อตัวสะอาดสะอ้านเชียว หรือจะเป็นพวกลักไก่ขึ้นมารอว่ะ”
“หน้าอ่อนๆ แบบนี้คงไม่มีฝีมือหรอก ก็คงลักไก่จริงๆ นั่นแหละ ไปทักทายหน่อยซิ”
“ไปเก็บค่าธรรมเนียมแรกเข้าหน่อยเว้ย ฮ่าฮ่าฮ่า!!”
กลุ่มคนสามคนเดินเข้าหาเคนจิ พวกมันเองก็เป็นผู้เล่นที่ลักไก่ขึ้นมารอที่ประตูชั้นที่สิบ แต่ก็อวดเบ่งก็ผู้เล่นที่มาถึงประตูเพียงคนเดียว เรียกเก็บค่าคุ้มครองและค่าต่างๆ และถ้าหากไม่ให้มันก็จะถูกซ้อมจะสะบักสะบอม แต่ถ้าหากพบกับผู้เล่นที่มาเป็นกลุ่มก็จะอยู่เฉยๆ ไม่เข้าไปก่อกวน เป็นที่รังแกของผู้เล่นคนอื่นๆ
“เจ้าพวกนั้นมันเอาอีกแล้ว เห็นผู้เล่นมาคนเดียวไม่ได้ก็เข้าไปปล้น นี่พวกมันตั้งใจจะผ่านหอคอยจริงๆ หรือเปล่า เอาไงดีไปช่วยไหมหัวหน้า”
ชายในชุดเกราะปกปิดใบหน้า จ้องมองไปทางเคนจิและผู้เล่นทั้งสาม ก่อนจะปล่อยลมหายใจที่เบื่อหน่ายออกมา
“เหอะ!! ปล่อยไป...พวกมันเล่นผิดคนแล้ว”
“เล่นผิดคน???”
กลุ่มคนสามคนล้อมหน้าล้อมหลังเคนจิ ก่อนจะแสดงอาวุธราวกับอวดเบ่งอำนาจ พร้อมกับแสยะยิ้มที่ชั่วร้าย ดวงตาของพวกมันส่องประกายความโลภออกมาอย่างชัดเจน ก่อนที่หนึ่งในกลุ่มของพวกมันจะยื่นมือไปจับไหล่ของเคนจิ
“ไอ้น้อง!! เอ็งมาใหม่ซินะ รู้ไหมกว่าพวกพี่จะมาถึงที่นี่ลำบากกันขนาดไหน แล้วกว่าพวกพี่จะจัดการพวกปีศาจหน้าประตูจนหมด มันลำบากน่าดู ยังไงๆ น้องก็แบ่งเงินแบ่งทองให้เป็นสิ้นน้ำพี่ทั้งสามคน คงไม่เหนือบ่าฝ่าแรงใช่ไหม น้องคงรู้นะถ้าน้องไม่ยอมจะเกิดอะไรขึ้น ฮี่ฮี่!!”
“ออกไป...เอามือโสโครกของแกออกไปเดียวนี้”
“เฮ้ยไอ้น้อง!! แกพูดว่ายังไงนะ น้องอยากมีเรื่องกับพวก....อ๊ากกกก!!!!!”
หนึ่งในพวกมันที่จับไหล่ของเคนจิส่งเสียงร้องดังสนั่น แขนของมันข้างที่ยึดไหล่เคนจิไว้ ปลิวทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า พร้อมกับเลือดที่สาดกระจายไปทั่วบริเวณ ก่อนจะทรุดนั่งไปกับพื้นด้วยความเจ็บปวด มือของมันบีบรัดบาดแผลแน่นขนัดเพื่อห้ามเลือด ก่อนจะจ้องมองเคนจิด้วยความโกรธเคือง ไม่ทันจะได้พูดสิ่งใดต่อเคนจิก็เตะเข้าที่ใบหน้าของมัน ทำให้กลิ้งไถลไปกับพื้นจนสลบเมือก ทั้งสองคนที่เหลือต่างตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น มันเกิดขึ้นเร็วมากจนทั้งสองต้องตกอยู่ในภวังค์ที่สับสน เคนจิไม่รอช้า ใช้ฝ่ามือทั้งสองข้าง กระแทกไปบนใบหน้าของทั้งสองคน ก่อนจะจับมันทั้งสองกระแทกไปกับพื้นจนสลบไสล
ทุกสายต่างจับจ้องมาทางเคนจิโดยพร้อมเพรียงกัน กลุ่มคนทั้งสามแม้จะกวนบาทาแต่ก็ไม่ใช่โจรกระจอก การจะล้มพวกมันทั้งสามคนในพริบตานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และยิ่งการจะล้มพวกมันด้วยตัวคนเดียวยิ่งเป็นเรื่องเหลือเชื่อ แต่กลับกันแค่จิสามารถชนะพวกมันได้ในพริบตา
“หัวหน้า!! หัวหน้า!! ดูนั่นซิเขาเป็นใครกันแน่ เขากำจัดพวกสวะนั่นได้ในพริบตา แถมลงมือได้อย่างโหดเหี้ยมและหมดจดจริงๆ”
“หึหึหึ! นั้นถือว่าเป็นโทษที่เบาที่สุดสำหรับพวกมันแล้ว หากเป็นเมื่อก่อนตอนที่ผู้เล่นยังสามารถคืนชีพได้ ป่านนี้ร่างของพวกมันแหลกเละไปแล้ว เล่นกับใครไม่เล่นไปเล่นกับจอมปีศาจริชเตอร์”
“หัวหน้า...ท่านรู้ได้ยังไงว่าเขาคือจอมปีศาจริชเตอร์”
“เพราะข้าก็เคยถูกเขาสังหารมาเหมือนกัน เตรียมตัวไปได้แล้ว”
“ไป... ไปไหนครับหัวหน้า?”
“คนเปิดประตูมาแล้ว แกจะรออะไร”
แววตาที่ส่องประกายภายใต้หมวกเหล็กใบใหญ่ จ้องมองเคนจิโดยไม่ลดละสายตา ก่อนจะเก็บข้าวเก็บของเพื่อเตรียมตัวออกเดินทาง เคนจิเดินไปที่ประตูบานใหญ่โดยไม่สนใจ พร้อมกับหยิบก้อนมณีออกมาจากช่องมิติทั้งสิบลูก ยิ่งผู้เล่นก้อนมณีของเคนจิ พวกมันก็ดวงตาเบิกโพลงกว้างด้วยความตกตะลึง เป็นไปได้อย่างไรที่คนคนเดียวจะสามารถรวบรวมก้อนมณีครอบสิบก้อนด้วยตัวเดียว
ทันทีที่ก้อนมณีถูกใส่ไปยังช่องที่ประตู หอคอยชั้นที่สิบจนถึงชั้นที่หนึ่งก็สั่นไหวอย่างรุนแรง เป็นสัญญาณที่ส่งเตือนถึงการเปิดประตูชั้นที่สิบ พวกผู้เล่นต้องทำทุกวิถีทางเพื่อมายังชั้นที่สิบให้จงได้ เพื่อผ่านไปยังชั้นต่อๆ ไปของหอคอย บานประตูบานใหญ่สั่นไหวอย่างรุนแรง ก่อนที่มันจะค่อยๆ เปิดอย่างเชื่องช้า แสงสว่างที่เล็ดลอดออกมาจากประตู เป็นนิมิตหมายที่ดีเยี่ยม แต่ใครกันเล่าจะกล้าแหย่ขาเข้าไป ในเมื่อเคนจิยังไม่เข้าไปในประตู ยิ่งเห็นวีรกรรมที่สามผู้เล่นพึ่งโดนไปเมื่อครู่ ยิ่งไม่มีผู้ใดกล้าพอจะเสนอหน้าเข้าไปประตูไป
ประตูมิติจะเปิดออกจนสุดอย่างช้าๆ แล้วเมื่อเปิดจนสุดมันก็จะปิดตัวเองทันทีอย่างช้าๆ เช่นกัน ซึ่งใช้เวลาประมาณยี่สิบนาที หากเมื่อประตูปิดตัวลงแล้ว ก้อนมณีทั้งสิบจะหายไปทันที พร้อมกับการกำเนิดของบอสแต่ละชั้นอีกครั้ง เพราะฉะนั้นพวกผู้เล่นจะต้องเข้าไปให้เร็วที่สุด เคนจิถอยออกจากจากประตู ก่อนจะลงไปนั่งที่ลานกว้างดวงตาของเขาจ้องมองประตูที่กำลังเปิดออก เมื่อผู้เล่นเห็นเคนจิออกห่างจากประตู ก็พุ่งทะยานเข้าไปในประตูด้วยความรวดเร็ว จนปากทางเข้าอัดแน่นไปด้วยผู้เล่นจำนวนมาก
[เจ้ารอสิ่งใด ทำไมไม่เข้าประตูไป]
“ข้าไม่คิดว่ามันจะง่ายดายขนาดนั้น มันต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากล ข้ารู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง”
[ฉลาดมาก ข้าก็คิดเช่นเดียวกับเจ้า ส่งหนูทดลองไปก่อนซินะ]
ผู้เล่นต่างทยอยเข้าไปในประตูอย่างต่อเนื่อง จนผู้เล่นที่หน้าประตูเหลือเพียงไม่กี่สิบคน และหนึ่งในนั้นก็คือนักรบในชุดเกราะเหล็ก และลูกน้องของเขา ซึ่งพวกเขาตัดสินใจว่าจะเข้าไปพร้อมกับเคนจิ และแล้วประตูก็เปิดจนสุด ก่อนจะค่อยๆ ปิดลงอย่างช้าๆ พวกผู้เล่นที่หน้าประตูตอนนี้เหลือเพียงแค่เคนจิและนักในชุดเกราะ ในขณะที่เคนจิกำลังจะเข้าไปในประตู ทันใดนั้นก็ปรากฏคนวิ่งออกมาด้วยสีหน้าที่แตกตื่น บนร่างของชายผู้นั้นถูกเปลวเพลิงสีฟ้าห่อหุ้มไปทั่วทั้งเรือนร่าง ก่อนจะทรุดลงไปนอนกับพื้นที่เบื้องหน้าของเคนจิ พร้อมเค้นเสียงสุดท้ายออกมาพร้อมกับลมหายใจสุดท้ายของชายผู้นั้น
“มัง....กร....”