บทที่ 1 เก็บเด็กหญิงตัวน้อยได้คนหนึ่ง (รีไรต์)
ลมพายุพัดกระหน่ำ หมุนวนอยู่บริเวณเชิงเขาที่รกร้าง
ปีแห่งความอดอยากเช่นนี้ คงจะตัดหนทางรอดของผู้คนไปโดยสิ้นเชิง!
ท่ามกลางลมและฝุ่นทราย แม่เฒ่าเว่ย ภรรยาของผู้เฒ่าอวี้ ใช้แขนหนีบห่อผ้าเก่า ๆ ไว้ข้างกายอย่างยากลำบาก จึงจะผ่านเข้าประตูบ้านที่กำลังปะทะกับแรงลมจากด้านนอกได้
ผู้เฒ่าอวี้รีบใช้ไหล่ยันประตูไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดจากแรงลมอย่างสุดกำลัง กว่าจะปิดกลอนประตูได้ก็ทำเอายากเข็ญทีเดียว
เขาหันกลับมามอง เห็นภรรยาของตนกำลังแกะห่อผ้าเก่า ๆ ที่อยู่บนเตียงออกมา สิ่งที่อยู่ภายในคือเด็กหญิงตัวน้อย ๆ ที่มีแต่คราบสกปรกเต็มตัว
เด็กหญิงตัวน้อยดูขัดเขิน นางพลิกตัวลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว เนื่องจากทำอะไรไม่ถูก
ผู้เฒ่าอวี้สูดหายใจเข้าลึก ๆ “เด็กผู้หญิงนี่มาจากไหน?”
แม่เฒ่าเว่ยนั่งลงข้างเตียง ใบหน้าฉายแววขุ่นมัวปนความกังวล “ข้าเก็บมาได้จากกองหินที่เชิงเขาน่ะ ปีนี้ลำบากยากเข็ญ ไม่รู้ว่าครอบครัวไหนใจร้ายทิ้งลูกไว้ ดูจากสภาพแล้ว เด็กคนนี้น่าจะลอยตามแม่น้ำมา เสื้อผ้าขาดวิ่นเพราะครูดกับโขดหิน นอนหมดสติน่าสงสารอยู่บนโขดหินริมน้ำ น่าสงสารจริง ๆ!”
ลมนอกบ้านยังคงโหมกระหน่ำ แสงเทียนสลัวภายในบ้านไหววูบวาบ
ผู้เฒ่าอวี้มองเด็กหญิงตัวน้อยที่อยู่บนเตียงท่ามกลางแสงเทียนที่สั่นไหว
เด็กหญิงตัวน้อยวัยสามสี่ขวบ ผอมกะหร่อง ใบหน้าเล็ก ๆ แม้เต็มไปด้วยรอยข่วนจากหินโสโครก แต่ก็ไม่อาจปิดบังความน่ารักน่าเอ็นดูของดวงตา คิ้ว และคางได้ เด็กน้อยสวมเสื้อผ้าขาดวิ่น ท่าทางทำอะไรไม่ถูก เหมือนไม่รู้จะวางมือวางเท้าไว้ตรงไหน ยิ่งทำให้ผู้พบเห็นอดสงสารไม่ได้
ผู้เฒ่าอวี้นึกสงสัย จึงเอ่ยถามขึ้น "หนูน้อย เ้าชื่ออะไร อายุเท่าไหร่ แล้วบ้านอยู่ที่ใด?"
ดวงตากลมโตของเด็กน้อยน้ำตาคลอ ราวกับเขื่อนกำลังจะแตก
นางจำอะไรไม่ได้เลย รู้แต่ว่าปวดหัวมึนงง จำได้ราง ๆ ว่าเหมือนมีคนผลักตัวเองตกจากเรือลงไปในน้ำ
เด็กน้อยสูดน้ำมูก สะกดกลั้นอาการสะอื้น พูดเสียงเบา "ท่านปู่ ข้าจำได้แค่ว่าข้าชื่อ ‘ซิ่งซิ่ง’ อายุสามขวบเ้าค่ะ"
เด็กน้อยพูดพลางทุบศีรษะตัวเองเบา ๆ
ทำอย่างไรดีหนอ นางนึกไม่ออกจริง ๆ
เสียงนางสั่นเครือ "ท่านปู่ นอกจากนี้ซิ่งซิ่งก็นึกอะไรไม่ออกแล้วเ้าค่ะ เหมือนมีคนผลักซิ่งซิ่งตกจากเรือลงไปในน้ำ..."
แม้จะยังเด็ก แต่เด็กหญิงคนนี้ก็พูดจาฉะฉานชัดเจน น้ำเสียงอ่อนหวานน่าฟัง ยิ่งพยายามกลั้นสะอื้น ยิ่งชวนเวทนาสงสาร
แม่เฒ่าเว่ยขมวดคิ้วแน่น
ผู้เฒ่าอวี้ถอนหายใจเฮือกใหญ่ "จำอะไรไม่ได้เลยหรือ เด็กคนนี้ต้องหัวโขกอะไรเข้าตอนตกน้ำแน่ ๆ!... เฮ้อ ชีวิตแบบไหนกันหนอ ได้ยินมาว่าเหล่าเจิ้งเจอเด็กตายอยู่ในป่าบนเขาวันก่อน ครึ่งตัวโดนหมาป่าแทะไปแล้ว... ปีนี้แย่จริง ๆ หลายบ้านต้องทิ้งลูกตัวเองไปแบบนี้ไม่เท่ากับส่งให้ไปตายหรอกหรือ?"
เด็กน้อยพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา
เช่นนั้นเองหรือ นางเป็เด็กที่ไม่มีใคร้าสินะ?
เด็กหญิงคิดว่าตนจะไม่ร้องไห้ เหมือนเคยมีคนบอกนางว่าคนขี้แงมันน่ารำคาญ
นางจะไม่ร้องไห้ จะไม่ร้อง... ฮือ ๆๆ
แม่เฒ่าเว่ยจ้องเด็กน้อยเนื้อตัวมอมแมมที่นั่งตัวเกร็งอยู่บนเตียง น้ำตาคลอเบ้า มือไม้ก็ไม่รู้จะวางตรงไหนด้วยคิ้วขมวดมุ่น
ทันใดนั้น ท้องของเ้าตัวน้อยก็ร้องขึ้นดังจ๊อก ๆ
แม้แต่เสียงลมกระโชกข้างนอกก็กลบเสียงนี้ไม่มิด
ทั้งสามคนได้ยินอย่างชัดเจน
ใบหน้าเล็ก ๆ ที่มอมแมมของเด็กน้อยพลันแดงก่ำขึ้นมาทันที!
นางโอบกอดท้องน้อย ๆ ที่แฟบแบนของตัวเองจนศีรษะแทบจะแนบไปกับหน้าท้องอยู่แล้ว!
แม่เฒ่าเว่ยมองแวบหนึ่ง ก่อนจะหันหลังไปเปิดตู้ หยิบขนมโก๋ที่เหลืออยู่ครึ่งก้อนออกมา แม้จะรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง แต่หญิงชราก็ยังคงทำสีหน้าบึ้งตึงยื่นขนมโก๋ให้เด็กน้อยที่เนื้อตัวมอมแมมพลางพูดเสียงแข็งว่า "กินสิ!"
เด็กหญิงตัวน้อยมองแม่เฒ่าเว่ยด้วยดวงตากลมโตที่เอ่อคลอไปด้วยน้ำตา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเบา ใบหน้าแดงก่ำว่า "ขอบคุณเ้าค่ะ ท่านย่า"
แม่เฒ่าเว่ยเบือนหน้าหนี ไม่พูดอะไรออกมา
ผู้เฒ่าอวี้แอบหัวเราะเบา ๆ ขณะนั่งอยู่ตรงขอบเตียง มองเด็กหญิงตัวน้อยที่กำลังถือขนมโก๋ ค่อย ๆ กัดกินทีละคำเล็ก ๆ ด้วยความรู้สึกแปลกใจ
"เทียบกับเ้าหลานชายตัวแสบทั้งหลายของเราแล้ว ท่าทางการกินของเ้าหนูนี่ช่างดูเรียบร้อยน่าเอ็นดูจริง ๆ!" ผู้เฒ่าอวี้เอ่ยชมออกมาอย่างอดไม่ได้ หลังจากนั้นก็เกิดกังวลขึ้นมา "... เพียงแต่เ้าหนูนี่ไม่มีญาติพี่น้อง ไม่อาจจำอะไรได้เลย แล้วแบบนี้ต่อไปจะทำอย่างไรดีล่ะ?"
เด็กตัวแค่นี้ ถ้าปล่อยให้อยู่ข้างนอก คาดว่าคงไม่ต่างอะไรกับเด็กที่เหล่าเจิ้งไปเจอ คงจะต้องตกเป็อาหารของหมาป่าแน่
ผู้เฒ่าอวี้ได้แต่ถอนหายใจ เขาเองก็อยากจะเลี้ยงดูเด็กคนนี้อยู่หรอก แต่ใน่ปีที่แห้งแล้งเช่นนี้ ครอบครัวของเขาก็ลำบากมากเช่นกัน แม้พวกเขาจะเก็บสะสมเสบียงอาหารไว้ได้บ้างใน่หลายปีที่ผ่านมา แต่ตอนนี้เสบียงอาหารเ่าั้ก็ใกล้จะหมดแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น พืชผลในไร่นาก็ต้องเผชิญกับความแห้งแล้งในตอนแรก ก่อนจะตามมาด้วยลมพายุที่โหมแรงตลอดทั้งคืน พอเป็แบบนี้ …ไม่รู้ว่าจะมีพืชผลเหลือรอดมาได้มากน้อยเพียงใด
เสบียงอาหารสำหรับ่ครึ่งปีหลัง คงจะหายากแล้วละ!
แม่เฒ่าเว่ยไม่ตอบ มองเด็กน้อยที่กำลังกัดกินขนมโก๋อย่างเอร็ดอร่อย
สักครู่ นางก็ค่อย ๆ หยิบบางอย่างที่อยู่ในอกเสื้อออกมาวางลงบนโต๊ะ
มันคือไม้เลื้อยที่ดูค่อนข้างเหี่ยวเฉาต้นหนึ่ง
แม่เฒ่าเว่ยมักเข้าไปในป่าอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นจึงค่อนข้างรู้เื่สมุนไพรเป็อย่างดี ผู้เฒ่าอวี้เบิกตากว้างแล้วพูดเสียงดังขึ้นเล็กน้อย “นี่มันสมุนไพร 'จัวซิน' หรือเปล่า?! เ้าไปเอามันมาจากไหน?”
สมุนไพร 'จัวซิน' นี้ เป็ส่วนผสมของยารักษาโรคหลายชนิด มีฤทธิ์ที่โดดเด่นในการรักษาอาการาเ็จากการหกล้มและฟกช้ำ แต่เนื่องจากหายาก ราคาจึงค่อนข้างแพง แม้สมุนไพรที่แม่เฒ่าเว่ยหยิบออกมานี้ จะดูเหี่ยวเฉาไปหน่อย แต่ถ้าตากให้แห้งแล้ว นำไปขายที่ร้านขายยาในเมือง อย่างน้อยก็น่าจะได้เงินมาสักสี่ตำลึงเงิน
เงินสี่ตำลึงเงิน สามารถแลกข้าวสารได้ถึงสิบถัง!
ถ้าเติมผักป่าลงไปอีกหน่อย ก็น่าจะเพียงพอให้ทั้งครอบครัวกินได้ทั้งเดือน!
ผู้เฒ่าอวี้รู้สึกดีใจจนเห็นได้ชัด
แม่เฒ่าเว่ยจึงพูดขึ้นว่า “ตอนที่ข้าไปเจอเ้าหนูนั่น เด็กน้อยนอนสลบอยู่บนก้อนหินสองก้อน ข้าอุ้มนางขึ้นมา ก็เห็นสมุนไพรนี้ขึ้นอยู่ตามซอกหิน ข้าเดาว่านี่อาจเป็ ‘พรจาก์’ เด็กน้อยคนนี้ต้องนำโชคมาให้เราเป็แน่”
ผู้เฒ่าอวี้คาดเดาความคิดของแม่เฒ่าเว่ยได้ จึงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งโดยไม่เอ่ยอะไร
ครู่ใหญ่ แม่เฒ่าเว่ยก็ตัดสินใจได้แล้ว จึงพูดกับเด็กหญิงตัวน้อยที่เนื้อตัวมอมแมมด้วยน้ำเสียงเ็าว่า "ในเมื่อที่บ้านไม่้าเ้าแล้ว ต่อไปนี้เ้าก็มาอยู่กับข้าก่อน! ข้ากินอะไรเ้าก็กินอย่างนั้น!"
"หา?" เด็กหญิงตัวน้อยเงยหน้าขึ้นอย่างงุนงง มุมปากยังเปื้อนเศษขนมโก๋อยู่เลย ดูท่าทางใสซื่อมาก
นางใช้เวลานานกว่าจะหายใ
ท่านย่าที่ช่วยชีวิตนางไว้ กำลังบอกว่าจะเลี้ยงดูนางอย่างนั้นหรือ?
ผู้เฒ่าอวี้รู้สึกทั้งดีใจและกังวล ถอนหายใจแล้วพูดว่า "หวังว่าจะเลี้ยงรอดนะ"
แม่เฒ่าเว่ยทำสีหน้าไม่พอใจ "เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ แค่นี้ จะกินข้าวสักเท่าไหร่กันเชียว? ข้ากินน้อยลงหน่อยก็เลี้ยงนางได้แล้ว!"
ผู้เฒ่าอวี้คิดตามก็เห็นด้วย พยักหน้าแล้วพูดพึมพำว่า "เ้าพูดถูก ข้าก็จะกินให้น้อยลงหน่อย เด็กตัวแค่นี้ เราจะปล่อยให้ไปตายได้อย่างไร..."
ดวงตาของเด็กหญิงยังคงมีน้ำตาคลอเบ้า มองผู้เฒ่าอวี้อย่างน่าสงสาร สลับกับมองแม่เฒ่าเว่ยที่ทำหน้าบูดบึ้ง ก่อนที่อีกฝ่ายจะรินน้ำให้นางครึ่งถ้วย แล้วพูดกับนางด้วยสีหน้าจริงจังว่า "ตอนนี้ปีนี้แห้งแล้ง น้ำเป็ของหายาก ดื่มอย่างประหยัดหน่อย... ค่อย ๆ กินล่ะ เดี๋ยวสำลักเอา!"
น้ำตาของนางแทบจะไหลรินออกมาอยู่แล้ว!
แม้นางจะอายุยังน้อย แต่ก็รู้จักผิดชอบชั่วดี
เด็กหญิงตัวน้อยกลืนขนมโก๋คำสุดท้ายลงคอ แล้วไถลลงจากเตียง นางก้มลงคำนับท่านปู่กับท่านย่าสามครั้ง น้ำตาคลอเบ้า พยายามกลั้นสะอื้น และกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า “ท่านปู่ ท่านย่า”
ผู้เฒ่าอวี้รีบเข้าไปประคองเด็กหญิงตัวน้อยขึ้นมา “เด็กดี พื้นเย็นมากนะ ตัวเ้าก็ผอมบาง คุกเข่าแบบนี้ ไม่สบายขึ้นมาจะทำอย่างไร?!”
แม่เฒ่าเว่ยแม้ไม่ได้เอ่ยปาก แต่แววตาก็อ่อนโยนลงเล็กน้อย
ทันใดนั้น สายฟ้าก็ผ่าลงมาจากฟากฟ้า สว่างไปครึ่งนภา
เสียงฟ้าคำรามลั่น แผ่นดินะเื
ทั้งผู้เฒ่าอวี้และแม่เฒ่าเว่ยต่างก็ตกตะลึง
ฝนตกลงมาอย่างหนัก รวดเร็วและรุนแรง เสียงฝนกระทบหลังคาดังสนั่นหวั่นไหว
ผู้เฒ่าอวี้ดีใจจนลืมตัว คว้ากะละมังในบ้านแล้วรีบวิ่งออกไปะโเรียกคนที่อยู่ในห้องคนอื่น ๆ “ฝนตกแล้ว! รีบออกมารองน้ำกันเร็วเข้า!”
ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปราย ไม่ใช่แค่ครอบครัวของผู้เฒ่าอวี้เท่านั้น แต่เกือบทุกคนในหมู่บ้านต่างวิ่งออกมาจากบ้านอย่างบ้าคลั่ง หาภาชนะที่ใช้บรรจุน้ำได้มาวางไว้ในลานบ้านเพื่อรองน้ำฝน
แม้เสียงฝนจะดังกระหน่ำ แต่เสียงโห่ร้องดีใจของชาวบ้านจากทุกสารทิศกลับดังกลบเสียงฝนเสียมิด
“ฝนตกแล้ว! ฝนตกแล้ว!”
ใบหน้าเหี่ยวย่นของแม่เฒ่าเว่ยคลี่ออกจนหมดสิ้น นางยืนอยู่ใต้ชายคา มองดูผู้เฒ่าอวี้กับคนในครอบครัวช่วยกันรองน้ำฝนด้วยทุกอย่างที่หาได้ รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าจนไม่อาจปิดไว้ได้
ทันใดนั้น มีมือเล็ก ๆ ยื่นออกมาจากด้านข้าง รองน้ำฝนที่ไหลลงมาจากชายคา
มือเล็ก ๆ นั้นรองน้ำฝนไว้เต็มอุ้งมือ ก่อนจะหดกลับไป แล้วป้ายลงบนใบหน้าอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนจะใช้ประโยชน์จากน้ำฝนเพื่อล้างหน้า
เด็กหญิงตัวน้อยพยายามอย่างมากที่จะล้างหน้าด้วยน้ำฝน จนชายเสื้อด้านหน้าเปียกไปหมด
แม่เฒ่าเว่ยมองดูอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหลังกลับเข้าไปหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งออกมา นางชุบน้ำฝนจนผ้าเปียกชุ่ม แล้วดึงเด็กหญิงตัวน้อยเข้ามาใกล้ เช็ดใบหน้าให้อย่างเบามือหลายครั้ง
เด็กหญิงก็น่ารักเชื่อฟัง ไม่ได้หลบหลีกแต่อย่างใด ยอมให้แม่เฒ่าเว่ยเช็ดหน้าให้แต่โดยดี
เมื่อเช็ดเสร็จ ใบหน้าที่เคยมอมแมมก็หายไป เผยให้เห็นใบหน้าที่สะอาดและแดงระเรื่อ ปรากฏขึ้นภายใต้ผ้าเช็ดหน้า
ดวงตากลมโตสีดำขลับ จมูกโด่งเป็สัน แก้มยุ้ยน่ารัก น่าเอ็นดู
เด็กหญิงตัวน้อยที่แสนสกปรก ตอนนี้กลายเป็เด็กน้อยแก้มยุ้ยน่ารัก ทว่ายังมีรอยแผลอยู่เต็มตัว
เด็กน้อยเอียงคออย่างอ่อนโยนและน่าเอ็นดู เอ่ยเรียกว่า "ท่านย่า..."
หัวใจของแม่เฒ่าเว่ยสั่นไหว ความรู้สึกที่ไม่สามารถอธิบายได้ปรากฏขึ้นในใจ นางเพิ่งตัดสินใจกับตาแก่ว่าจะรับเด็กหญิงตัวน้อยมาเลี้ยงดู ทันใดนั้น์ก็ประทานฝนตกลงมาอย่างหนัก คลายความแห้งแล้งในท้องทุ่ง หรือว่า...นี่คือความโชคดีที่ ‘ซิ่งซิ่ง’ นำพามาให้?
หรือว่าเด็กหญิงตัวน้อยคนนี้คือ ‘ดาวนำโชค’ งั้นหรือ?