เมื่อเฉียวมู่หลานเห็นท่าทางน่ารักน่าเอ็นดูและตรงไปตรงมาขนาดนี้ของอวี๋จิ่นลี่ ใบหน้าของเธอก็เผยรอยยิ้มอย่างอดไม่ได้
เ้าเด็กคนนี้คงจะรักลูกชายของเธอน่าดูเลยสิท่า ไม่อย่างนั้นในจังหวะแบบนี้จะยังยอมแต่งเข้าตระกูลของพวกเขาได้อีกเหรอ
“จะไปเยี่ยมอาเซิ่งหน่อยไหมจ๊ะ” เฉียวมู่หลานเอ่ยถาม
ถึงแม้แก่นพลังพิเศษของลูกชายจะเสียหายไป มิหนำซ้ำร่างกายก็ยังอ่อนแออีก แต่ยังดีที่ไม่ได้สร้างผลกระทบให้ใคร ดังนั้นถ้าจะไปเยี่ยมก็ไม่เป็อะไร
“ได้เลยครับ” อวี๋จิ่นลี่พยักหน้าตกลงด้วยความเริงร่า
เขาก็อยากจะไปเจอหน้าคนที่เขากำลังจะเลียแข้งเลียขาอยู่แล้ว ว่ารูปร่างหน้าตาเป็อย่างไร
ศิษย์พี่เคยบอกไว้ ถ้าเกิดว่าตัวเองเผลอไปตกที่นั่งลำบากอะไรเข้า จะต้องรู้จักเลียแข้งเลียขาให้เป็ เพราะมีแต่การเลียแข้งเลียขาเท่านั้นที่จะรับรองความอยู่รอดปลอดภัยของตัวเองได้ จากนั้นค่อยหาทางหลุดพ้นจากความลำบากเอา
เพราะปีนั้นศิษย์พี่รู้จักตัดสินใจเลียแข้งเลียขาอาจารย์เอาไว้อย่างแน่วแน่ใน่สำคัญ พวกเขาถึงได้บำเพ็ญจนแปลงกายเป็มนุษย์ได้ไวขนาดนี้
ดังนั้นสำหรับอวี๋จิ่นลี่แล้ว คำพูดของศิษย์พี่นั้นมีเหตุผลมากเลยละ
ส่วนเขาในตอนนี้จะอยู่หรือจะไปก็ขึ้นอยู่กับความ้าของคุณชายใหญ่คนนี้แล้ว เพราะฉะนั้นเขาจำเป็ต้องเลียแข้งเลียขาคุณชายใหญ่รายนี้ไว้ให้ดีๆ ถึงจะได้การ
เดิมทีเฉียวมู่หลานกะว่าจะปล่อยให้อวี๋จิ่นลี่ปรับตัวไปสักพักหนึ่งก่อน ค่อยบอกจุดประสงค์ของตัวเอง แล้วปล่อยให้เขากับเจียงม่อเซิ่งคบหาดูใจ และดูว่าเขาจะยอมอยู่ต่อหรือเปล่า
ผลปรากฏว่าท่าทีเมื่อสักครู่ของอวี๋จิ่นลี่ได้สร้างความประหลาดใจให้กับเธอเป็อย่างมากไปหนึ่งยก ในสถานการณ์แบบนี้ยังมีคนยอมแต่งกับลูกชายของเธอแถมยังรักลูกชายของเธออย่างลึกซึ้งอีก แล้วจะไม่ให้เธอซาบซึ้งได้อย่างไรกัน
ดังนั้นแผนการทุกอย่างที่ได้วางไว้ก่อนหน้านี้จึงรวนไปหมด แต่เธอกลับดีใจเอามากๆ
เมื่อได้รับคำตอบที่แน่วแน่ของอวี๋จิ่นลี่แล้ว เฉียวมู่หลานก็พาเขาเดินขึ้นบันไดไปอย่างสบายใจ
ั้แ่เกิดเื่ขึ้นกับเจียงม่อเซิ่ง เฉียวมู่หลานก็ไม่ได้สบายใจเหมือนอย่างตอนนี้มานานมากแล้ว
“อาเซิ่งอยู่ในห้องนี้ เพราะเขาาเ็จนล้มหมอนนอนเสื่อ อาจจะจัดงานแต่งงานให้พวกเธอไม่ได้ในเร็วๆ นี้นะ” เฉียวมู่หลานพูดถึงเื่นี้แล้วก็ละอายใจอยู่บ้าง
“ไม่เป็ไรครับ ขอแค่ให้ผมได้อยู่ที่นี่ก็พอแล้ว” อวี๋จิ่นลี่เอ่ยด้วยรอยยิ้ม
เขาไม่ค่อยเข้าใจเื่งานแต่งงานเท่าไร แต่ขอแค่ให้เขาได้แต่งกับคุณชายใหญ่คนนี้และได้อยู่ในบ้านตระกูลเจียงก็พอแล้ว
ทว่าพอเฉียวมู่หลานได้ยินประโยคนี้เข้า กลับเป็คนละความหมายอย่างชัดเจนว่า อวี๋จิ่นลี่ชอบเจียงม่อเซิ่งจนถึงขั้นว่าต่อให้ไม่จัดงานแต่งงานก็ไม่ถือสาอะไร ขอแค่ได้อยู่ดูแลเขาที่นี่ก็เพียงพอแล้ว
จู่ๆ เฉียวมู่หลานก็รู้สึกว่าตระกูลอวี๋ได้ทำกรรมดีเข้าจริงๆ ซึ่งเื่นั้นก็คือการได้ยกอวี๋จิ่นลี่ให้มาแต่งงาน
ต่อไปเธอจะต้องดูแลอวี๋จิ่นลี่ประหนึ่งลูกชายแท้ๆ ให้เขากินดีอยู่ดี หาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเขาอย่างแน่นอน
“เสี่ยวลี่ นี่ก็ใกล้เวลากินข้าวแล้ว เอาอย่างนี้ไหมพวกเรากินข้าวให้เสร็จก่อนแล้วค่อยมาเยี่ยมอาเซิ่ง อีกอย่างก็ไม่จำเป็ว่าจะต้องเป็ตอนนี้ด้วย แม่บอกให้คนในครัวทำอาหารอร่อยๆ ไว้เยอะเลย หนูดูสิว่ามีอาหารที่หนูชอบหรือเปล่า” เฉียวมู่หลานเรียกอวี๋จิ่นลี่ด้วยคำสรรพนามสนิทสนมเป็ที่เรียบร้อย และเป็เพราะห่วงว่าเขาจะหิวข้าว ถึงชวนให้ไปกินข้าวกันก่อนแล้วค่อยไปเยี่ยมลูกชาย อย่างไรลูกชายก็อยู่ในห้อง ไม่มีทางวิ่งลงจากเตียงเองได้อยู่แล้ว
ที่ผ่านมาสถานการณ์แบบนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นเป็อันขาด ถ้าเกิดตอนนี้เจียงม่อเซิ่งได้เห็นท่าทางและได้ยินคำพูดคำจาของแม่ตัวเอง จะต้องสงสัยเป็แน่ว่าใครกันแน่ที่เป็ลูกแท้ๆ ของเธอ
อวี๋จิ่นลี่เอนเอียงไปกับคำชวนของเฉียวมู่หลานเป็อย่างมาก และสนใจเื่อาหารการกินเอามากๆ เมื่อก่อนศิษย์พี่พาเขาตะลอนกินอาหารเลิศรสในโลกมนุษย์ จึงไม่รู้ว่าอาหารเลิศรสในโลกใบนี้จะอร่อยเหมือนกับบนดาวโลกหรือเปล่า
แต่ทว่าขณะมองห้องที่เจียงม่อเซิ่งพักอยู่ อวี๋จิ่นลี่ก็เกิดลังเลขึ้นมาอีก
คนในห้องเป็ว่าที่ขาทองคำ[1]ของเขาเชียวนะ เขาจะอยู่ในบ้านตระกูลเจียงได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับคนคนนี้ ถ้าเกิดชิงไปกินข้าวในจังหวะนี้เข้า ขาทองคำจะโกรธหรือเปล่านะ
เชิงอรรถ
^ ผู้ที่สามารถพึ่งพิงเพื่อให้ตนหลุดพ้นจากชะตากรรมอันเลวร้ายได้