ตอนที่ 52
วิญญาณแห่งเซน
กายเนื้อแม้ล้มลงราวคนสิ้นสติ แต่ภายในห้วงจิตวิญญาณกลับกระจ่างใสอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เสวี่ยหมิงถูกพลังของจักรวาลน้อยที่เพิ่งก่อตัวขึ้นด้วยเคล็ดวิชาจิตเอกะดึงดูดเข้ามาภายในห้วงวิญญาณของตัวเองอีกครั้ง เขาจ้องมองดูภาพของจักรวาลน้อยที่หมุนวนอยู่ที่ตรงใจกลางห้วงจิตวิญญาณของตัวเอง ก่อเกิดเป็นคลื่นพลังหมุนวนตามรูปแบบของวิชาจิตเอกะแผ่ขยายออกทีละน้อย
...นี่คงเป็นขอบขั้นของการชำระจิตสินะ...นั่นมันอะไรกัน...!!!
พลังงานสีขาวขนาดมหึมาพุ่งตรงเข้าใส่ จุดกำเนิดของจักรวาลน้อยภายในห้วงจิตวิญญาณ จิตของเสวี่ยหมิงที่ถูกดึงดูดเข้ามายังที่นี่ถูกแรงปะทะกันของพลังงานประหลาดกับจักรวาลน้อย กระแทกโถมเข้าใส่จนจิตที่แน่วแน่แทบจะแตกสลาย แต่ยังโชคดีที่คลื่นพลังงานที่ระเบิดออกมีเพียงระลอกเดียว เมื่อผ่านพ้นไปแล้วทุกสิ่งก็กลับมาสงบนิ่งลงอีกครั้ง
(จิตในที่นี่คล้ายกับสติรับรู้ หากถูกทำร้ายแตกสลายก็จะทำให้เป็นคนสติฟั่นเฟือน ซึ่งวิชายุทธ์ที่เกี่ยวข้องกับมายาจิต จะสามารถจู่โจมเข้าใส่ห้วงวิญญาณของผู้อื่นได้โดยตรง แม้ไม่มีผลต่อกายเนื้อแต่อานุภาพก็หาได้ยิ่งหย่อนกว่ากัน)
"เจ้าคือใคร" น้ำเสียงสุภาพเย็นเยียบดังก้องสะท้อนอยู่ในห้วงจิตวิญญาณของเสวี่ยหมิง
"ข้า..." แม้เสวี่ยหมิงจะงุนงงกับคำถามเพราะที่นี่คือห้วงจิตวิญญาณของตัวเขาเอง "ข้าแซ่หลง ชื่อเสวี่ยหมิง"
"อา...สหายท่านชื่อเสวี่ยหมิง ดูจากจิตจักรวาลน้อยที่ก่อตัวแล้ว แม้ข้ายังไม่รู้จักสหายมากนัก แต่ก็พอเดาได้ว่าเจ้าไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับจอมมาร"
"จอมมาร..."เสวี่ยหมิงทวนคำ ก่อนจะเอ่ยถามบ้าง "แล้วท่านคือใครกัน แล้วจอมมารคือใคร"
"โอ...ข้านี่ช่างเสียมารยาทจริง ลืมกระทั่งแนะนำตัวเอง ข้าแซ่ม่อ ชื่อว่าจิ้นเหอ เป็นทายาทรุ่นสุดท้ายของอารามเซนพิสุทธิ์ ส่วนจอมมารคือสิ่งมีชีวิตที่แสนชั่วร้ายแต่ทรงอำนาจไร้ผู้ต้าน และมันเป็นผู้ที่ทำลายทุกสิ่งของอารามเซนพิสุทธิ์"
คำ...อารามเซนพิสุทธิ์ ทำให้เสวี่ยหมิงนึกย้อนไปถึงความทรงจำในตอนที่เขาได้รับวิชาจิตเอกะ รวมถึงภาพความป่าเถื่อนของการล้างสังหาร ซึ่งแน่นอนว่าจอมมารก็คือร่างที่เสวี่ยหมิงเข้าไปสถิต แต่ความลับเยี่ยงนี้คงไม่เหมาะที่จะเอ่ยออกไป
"แล้วท่านจิ้นเหอเข้ามาอยู่ในห้วงจิตวิญญาณของข้าได้อย่างไรกัน"
"เรื่องนี้เล่าไปยืดยาวนัก แต่โดยหลักนั้นเกี่ยวกับวิชาฝีมือของอารามเซนพิสุทธิ์ ที่เน้นฝึกฝนสภาวะวิญญาณนำหน้าพลังลมปราณ ทำให้ระดับฝีมือในการต่อสู้ของอารามเซนพิสุทธิ์นั้นเป็นรองสำนักศักดิ์สิทธิ์อื่น ๆ อารามเซนพิสุทธิ์จึงตกเป็นเป้าหมายแรกในการรุกรานของจอมมาร และจอมมารสังหารก็ผู้คนของอารามเซนพิสุทธิ์จนหมดสิ้น" เมื่อเอ่ยถึงตรงนี้น้ำเสียงของจิ้นเหอพลันเปลี่ยนเป็นสั่นเครือขึ้น
เสวี่ยหมิงเองที่รับฟังอยู่ ก็พลอยหวนนึกไปถึงภาพผู้คนล้มตายในคราที่เข้าไปสู่มิติของดวงตาข้างซ้าย จนความคิดล้วนหดหู่ไม่ต่างไปจากจิ้นเหอนัก
"แต่เพราะผู้ที่ฝึกวิชาจิตวิญญาณขั้นสูงแม้กายเนื้อแหลกสลาย กายจิตยังสามารถคงสภาพได้อยู่อีกครู่หนึ่ง แต่ไม่คาดคิดจอมมารกลับมีทักษะเก็บเกี่ยววิญญาณ มันดึงดูดวิญญาณทุกผู้คนที่ตกตายของอารามเซนพิสุทธิ์ เพื่อเพิ่มพูนวิชาฝีมืออันชั่วร้ายของตัวมันเอง แต่ยังนับว่าข้านั้นโชคดีกว่าดวงวิญญาณอื่น ๆ ของอารามเซนพิสุทธิ์ ทำให้ข้าสามารถรอดพ้นจากการตกเป็นอาหารของจิตอันแสนชั่วร้ายของจอมมาร แต่ระหว่างที่กำลังดิ้นรนหลบหนีอยู่ภายในร่างของมัน จู่ ๆ ข้าก็ถูกพลังงานบางอย่างดึงดูดเข้าไป ทำให้ข้าหลบซ่อนตัวอยู่ในสถานที่ปลอดภัยนั้นนานเท่าไรข้าไม่อาจรู้ได้" น้ำเสียงของจิ้นเหอเมื่อเอ่ยถึงเรื่องราวล้วนทำให้มันหวนคำนึงถึงอดีต ทำให้น้ำเสียงยิ่งมายิ่งโศกเศร้า "จนกระทั่งเมื่อครู่จู่ ๆ ข้าก็สัมผัสได้ถึงพลังงานที่คุ้นเคยแม้มันจะเป็นพลังงานที่ยังเล็กน้อยอยู่ก็ตาม แต่ข้ารู้สึกได้ถึงมันข้าจึงเสี่ยงออกมาจากที่หลบภัยจนมาพบกับเจ้าที่นี่"
"พบกับข้า" เสวี่ยหมิงนึกถึงเสียงดังก่อนหน้าที่เกิดจากดวงตาข้างซ้าย ทำให้เขาพอจะเดาได้ว่าสถานที่หลบภัยของจิ้นเหอคือดวงตาข้างซ้ายของเขานั่นเอง "แล้วท่านจิ้นเหอ มาพบกับข้าด้วยเหตุผลใดกัน"
"อา...เหตุผลข้าก็ลืมไปแล้ว ข้ามาเพราะรับรู้ถึงจิตบริสุทธิ์ที่คุ้นเคยก็เท่านั้น แต่เมื่อมาพบกันแล้วก็ย่อมเป็นวาสนาต่อกัน อีกประการข้าเองก็อยู่มาจนมิอาจจำวันคืนได้ว่าเวลาได้ผ่านไปนานเท่าใดแล้ว หากจะคงอยู่ต่อไปก็คงจะไร้ประโยชน์ ความทรงจำยามที่มีกายเนื้อก็หลุดลอกออกไปตามกาลเวลา การคงอยู่จึงมิสู้ส่งมอบสิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่ให้เกิดประโยชน์ต่อชนรุ่นหลัง เมื่อเป็นเช่นนั้นข้าก็จะมอบสิ่งสุดท้ายของข้าให้กับจักรวาลน้อยของเจ้า"
"มอบให้ข้า" เสวี่ยหมิงมองดูก้อนพลังงานสีขาวบริสุทธิ์ที่ส่องประกายเจิดจ้าซึ่งกำลังเคลื่อนเข้าไปยังจักรวาลน้อยของตัวเอง
"ในเมื่อเจ้ามิใช่จอมมาร และข้าก็อยู่มานานจนเกินพอแล้ว คงได้เวลาที่ข้าจะต้องจากไปเสียที...ลาก่อนสหายแห่งโชคชะตา" สิ้นเสียงดวงจิตสีขาวของจิ้นเหอก็ตรงเข้าไปผสานรวมเข้ากับจักรวาลน้อยที่ก่อตัวขยายออกอย่างช้า ๆ ของเสวี่ยหมิง แสงสว่างเจิดจ้าพลันแตกระเบิดออกอย่างไร้จุดสิ้นสุด
จิตของเสวี่ยหมิงพลันถูกห่อหุ้มไปด้วยแสงที่สาดออกมาจากใจกลางของห้วงจิตวิญญาณ จักรวาลน้อยหมุนวนรวดเร็วขึ้นนับพันเท่า สิ่งสกปรกที่ซุกซ่อนอยู่ภายในจิตวิญญาณของเสวี่ยหมิงพลันถูกแสงที่สาดมาชำระล้างจนสิ้น ระดับจิตวิญญาณของเสวี่ยหมิงโจนทะยานพุ่งขึ้นอย่างก้าวกระโดด
เมื่อแสงที่สาดส่องออกมามืดดับลง เสวี่ยหมิงรู้สึกได้ถึงห้วงจิตวิญญาณที่หยุดนิ่ง ทุกสรรพสิ่งในที่นี้ล้วนเคลื่อนไหวไปตามใจของเสวี่ยหมิงจะบัญชา จนเมื่อสายตาของเสวี่ยหมิงจับจ้องไปยังใจกลางของห้วงจิตวิญญาณ เขาก็ต้องแปลกใจเพราะตอนนี้เสวี่ยหมิงไม่พบกับจักรวาลน้อยอีก เพราะจักรวาลน้อยนั้นได้กลายเป็นจักรวาลอันแผ่ไพศาลที่ปรากฏหมู่ดาวระยิบระยับกระจ่างจ้า เมื่อเสวี่ยหมิงเคลื่อนกายเข้าไปใกล้ ก็พบว่าที่ใจกลางซึ่งเคยเป็นจักรวาลน้อยที่หมุนวนตอนนี้ได้แปรสภาพกลายเป็นผืนน้ำที่สะอาดใสกระจ่างดุจกระจกเงา จักรวาลที่เบื้องบนเมื่อหมุนวนไปตามเคล็ดวิชาจิตเอกะ ก็จะบีบกลั่นจิตวิญญาณลงมาเป็นหยดน้ำไหลรินลงไปรวมกับผืนน้ำใสที่เบื้องล่าง
เสวี่ยหมิงอ้าปากค้างเพราะเขาพอจะจำเนื้อความในเคล็ดวิชาจิตเอกะได้ ว่าสิ่งที่เขาเห็นแสดงว่าตัวเองนั้นได้ก้าวเข้าสู่ขอบขั้นที่ 3 ของจิตเอกะที่เรียกว่า...จิตกระจ่างดุจกระจก และเมื่อเสวี่ยหมิงใช้จิตของตัวเองพุ่งเข้าสู่ใจกลางของผืนน้ำ กายเนื้อของเขาก็พลันฟื้นตื่นขึ้นมาพร้อม ๆ กัน
เสวี่ยหมิงมองดูร่างกายที่อัดแน่นไปด้วยพลังของตัวเองด้วยความยินดี แต่นั้นยังไม่ใช่ทั้งหมดที่เสวี่ยหมิงจะได้พบเจอในครานี้ เพราะหลังจากนั้นอีกเพียงครู่ดวงตาข้างซ้ายก็พลันส่องประกายเจิดจ้าขึ้นมา