ในที่สุดจวินหวงก็ไม่ได้ผลักหว่านเอ๋อร์ออก ยังคงปล่อยให้นางกอดตนเองต่อไปเพียงแต่นางไม่ได้กอดหว่านเอ๋อร์กลับเท่านั้นเพราะนางรู้ดีว่าตนเองไม่ควรให้ความหวังกับหว่านเอ๋อร์ นางไม่ใช่บุรุษไม่มีวันจะแต่งงานกับหว่านเอ๋อร์ได้แล้วไยนางจะต้องทรมานให้หว่านเอ๋อร์ยิ่งลุ่มหลงในตัวนางจนถอนตัวไม่ขึ้นด้วยเล่า
เวลาผ่านไปนาน ใบไม้ร่วงลงมาจนเต็มพื้นบันไดหินสีครามให้ความรู้สึกสงบอย่างประหลาด ต้นไม้ใหญ่สูงตระหง่านด้านข้าง กิ่งก้านสั่นไหวไปตามแรงลมที่พัดมาเป็นระลอกไกลออกไปภายใต้ท้องฟ้าอันเวิ้งว้างไร้ขอบเขต เป็นทิวเขาสีเขียวมรกตที่ทอดยาว
"องค์หญิง ท่านควรจะเข้าไปได้แล้ว"จวินหวงเอ่ยปากขึ้นน้ำเสียงราบเรียบ หว่านเอ๋อร์พยักหน้าในที่สุดก็ปล่อยมือจากจวินหวง ไม่ได้เอ่ยวาจาที่เร้าความรู้สึกใดๆ ออกมาจากปากอีกแล้วยกชายกระโปรงขึ้นหมุนกายเดินเข้าไปในอาราม
เห็นร่างของหว่านเอ๋อร์ค่อยๆ ไกลออกไปจวินหวงรู้สึกเพียงว่าสตรีเช่นนี้ไม่ควรจะมาเสียเวลาเพราะนาง แต่ก็ไม่มีทางเลือกนางไม่เก่งในการใช้คำพูดด้านความรัก ใช้วาจาดีๆ รื่นหูไม่ค่อยเป็นเหตุผลก็มีเพียงแค่ไม่กี่ข้อเหล่านั้น
นางไม่ได้ตามหว่านเอ๋อร์เข้าไปด้านในเพราะเกรงจะเป็นการรบกวนสถานที่อันบริสุทธิ์สงบแห่งนี้ เมื่อไม่เข้าไปด้านในจึงได้แต่เดินเล่นบนทางเดินนอกอารามเดินไปตามทางเดินหินแสวงหาสถานที่เงียบสงบเลียนแบบคนโบราณ
นางในอาภรณ์แบบเรียบๆ งามสง่า ในมือถือพัดยิ่งงามไม่มีที่เปรียบเดินเข้าไปในเส้นทางเล็กๆ เงียบสงบในป่าไผ่ที่ดึงดูดให้คนเข้าไปสัมผัสอาภรณ์ไว้ทุกข์สีขาวกลมกลืนไปกับต้นไผ่เขียวขจีไม่รู้อาภรณ์ที่เรียบง่ายต้องตะลึงในความงดงามแห่งไผ่เขียวขจีหรือเพราะไผ่เขียวขจีอาศัยอาภรณ์ที่เรียบง่ายจึงดูงดงาม
หนานสวินทอดสายตามองมาแต่ไกล ทุกท่วงท่าการเคลื่อนไหวของจวินหวงล้วนสง่างามเป็นเอกลักษณ์ที่ผู้อื่นไม่สามารถเลียนแบบได้จนเขาอยากจะรั้งเงาร่างที่ไม่อาจสัมผัสของนางเอาไว้ตรงนี้ให้มีเพียงเขาเท่านั้นที่สามารถเห็นได้
แต่ว่า... โฉมสะคราญเช่นนางหรือจะยอมรั้งอยู่เคียงข้างเขา? นางคือคนที่สวรรค์ได้เลือกไว้แล้วย่อมจะมีแนวทางของตนไปสู่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในชีวิตที่ต้องการ
เป็นไปไม่ได้ที่จวินหวงจะไม่รู้สึกถึงสายตาร้อนแรงที่จ้องอยู่ด้านหลังนางเตรียมเข็มพิษซ่อนอยู่ภายใต้แขนเสื้อหลวมของนางเอาไว้แล้ว แต่เพราะยังไม่รู้ว่าฝ่ายตรงข้ามมาดีหรือมาร้ายจึงไม่กล้าบุ่มบ่ามลงมือ
เสียงเท้าคนเดินค่อยๆ ช้าลง ในที่สุดก็หยุดยืนที่ด้านหลังของนางนางบีบเข็มพิษในมือแล้วหันกลับมาจึงเห็นหน้าคนที่เข้ามาอย่างชัดเจนก่อนที่จะสะบัดเข็มพิษออกไปจากมือนางลอบถอนใจด้วยความโล่งอก ค่อยๆ เก็บเข็มพิษลงไปเงียบๆ
"ท่านมาได้อย่างไร?" จวินหวงเอ่ยปากถามด้วยความประหลาดใจแล้วยื่นมือมารวบเส้นผมที่กระจายอยู่บนบ่ายกไปด้านหลัง บนใบหน้าเผยรอยยิ้มบางๆ
หนานสวินไม่ได้ตอบอะไร เขามองนางเงียบๆ อยู่อย่างนี้เนิ่นนานใบไผ่ที่อยู่ด้านหลังโอนเอนไปมา ใบหน้าของจวินหวงขาวซีดเล็กน้อยชายอาภรณ์และเรือนผมดำขลับสยายพลิ้วไปตามลมที่พัดผ่านเข้ามาในป่าไผ่ทำให้นางดูราวกับคุณชายผู้บริสุทธิ์งดงามที่ยืนอยู่ท่ามกลางกลียุคอันสามานย์หากไม่ใช่เพราะเขารู้ว่าจวินหวงเป็นสตรีคงสงสัยว่าตนเองเป็นพวกนิยมหลงหยางแล้วเป็นแน่ คิดแล้วก็น่าขันยิ่งนัก
จวินหวงเห็นหนานสวินเอาแต่จ้องตนเองไม่พูดอะไรก็มุ่นคิ้วเข้าหากันด้วยความสงสัย แล้วยื่นมือโบกไปโบกมาที่หน้าเขาหนานสวินเอื้อมมือไปจับข้อมือของนางไว้โดยฉับพลัน
ในชั่วขณะนั้นภูผาและวารีงันเงียบ มีเพียงเสียงต้นไผ่เสียดสีกันใบไม้ร่วงลงมาแต่กลับไม่สัมผัสตัวของพวกเขา จวินหวงเงยหน้าขึ้นมองหนานสวินใบหน้าที่เรียบเฉยไม่แสดงอารมณ์ง่ายๆ กลับมีคลื่นความตื่นตระหนกในขณะที่หนานสวินจับข้อมือของนางอยู่เขารู้สึกว่าข้อมือของนางอ่อนแอและผอมบางเหลือเกินแต่หัวใจของเขากลับเต้นแรงขึ้นราวว่าต้องกระโดดออกมาจากอกถึงจะสงบลงได้
หลังจากหายตื่นตระหนก จวินหวงรู้สึกร้อนลวกที่ข้อมือราวกับไปสัมผัสกับสิ่งของต้องห้ามเข้านางดึงแขนของตนเองให้หลุดจากการยึดกุมของหนานสวินแล้วซ่อนข้อมือไว้ใต้แขนเสื้อหลวมโพรกอีกครั้ง ในสายตาของหนานสวินท่าทีตอบสนองของนางแบบนี้ดูแล้วน่ารักขัดกับท่าทางที่ดูเป็นผู้ใหญ่เกินตัวที่นางชอบทำอยู่เป็นประจำเขาชอบนางที่เป็นแบบนี้ ค่อยดูมีอารมณ์ความรู้สึกแบบมนุษย์ขึ้นมาหน่อยไม่เหินห่างจนสัมผัสไม่ได้แบบนั้นอีก
"หากหวางเหย่มาหาองค์หญิงหว่านเอ๋อร์ ก็เชิญเข้าไปในอารามเถอะ"ขณะที่หนานสวินกำลังใจลอย จวินหวงก็เอ่ยปากน้ำเสียงเย็นชาขึ้นมาอีก
หนานสวินได้สติกลับมา ก็มองจวินหวงแล้วหัวเราะเบาๆแววตายิ่งเข้มลึกราวกับจะดิ่งลงไปถึงก้นบึ้ง ขยับกายเข้ามาใกล้ขึ้นอีก"หากข้าบอกว่าวันนี้ที่ข้ามาเพื่อมาหาเจ้าล่ะ?"
อาจจะเป็นเพราะว่าหนานสวินตั้งใจกดเสียงให้ต่ำลงจนแหบพร่าหรือเป็นเพราะเขาเข้ามาใกล้เกินไป ลมหายใจของทั้งสองคนราวกับจะรดหน้ากันใบหน้าของจวินหวงกลายเป็นสีแดงก่ำทันที รีบยื่นมือมาผลักหนานสวินออกไปแต่หัวใจกลับเต้นรัวเร็วจนไม่อาจยับยั้ง
"ฮ่าๆ ไม่แกล้งเจ้าแล้ว วันนี้แค่มาเพื่อถามเรื่องระหว่างเจ้ากับหว่านเอ๋อร์ว่าเป็นอย่างไร?ฉีเฉินตั้งใจให้พวกเจ้าได้พบหน้ากันให้เจ้าปฏิเสธหว่านเอ๋อร์เองโดยตรง แล้วผลที่ได้เป็นอย่างไรบ้าง?" หนานสวินถาม
จวินหวงควบคุมสมาธิของตนเองได้อย่างรวดเร็ว หลังจากสูดลมหายใจเข้าลึกๆ สีหน้าก็กลับมาสงบนิ่งเหมือนเดิมแล้วส่ายหน้าไปมา"สิ่งที่ข้าควรพูดข้าก็ได้พูดกับองค์หญิงหว่านเอ๋อร์ไปจนหมดแล้ว แต่นางยืนกรานไม่ยอมล้มเลิกความตั้งใจจนข้าไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรแล้ว"
หนานสวินถอนใจ เขาก็คิดไม่ถึงว่าหว่านเอ๋อร์จะตัดสินใจเช่นนี้ ดูเหมือนว่านางจะปักใจเลือกจวินหวงแน่นอนแล้วจึงไม่ยอมเลิกราเขาเองก็ไม่มีหนทางที่จะช่วยได้เช่นกัน
ทั้งสองคนยืนอยู่แบบนั้น ทอดมองความงดงามของป่าไผ่อยู่เงียบๆแต่ในใจกลับคิดไปคนละทาง
ทางด้านหว่านเอ๋อร์ค่อยๆ เดินเขาไปในไปวิหาร พระพุทธรูปทองคำสูงสง่ามองลงมาจากด้านบนพระภิกษุที่อยู่ด้านข้างเคาะบักฮื้อ[1] ปากท่องสวดพระพุทธมนต์ทันทีที่นางก้าวเข้าไปข้างใน ดูเหมือนว่าความวุ่นวายใจก็หายไปสิ้นนางเดินเข้าไปแล้วค่อยๆ คุกเข่าลงบนเบาะกราบประนมมือขึ้นใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธา ก้มหน้าหลับตาลงแล้วกล่าวออกมาเบาๆ "วันนี้หว่านเอ๋อร์มาบูชาเพื่อแก้บน..."
หลังอธิษฐานจบ นางก็ไม่ได้ลุกขึ้นยืนในทันทีแต่กลับปล่อยใจให้คิดถึงเฟิงไป๋อวี้ บุรุษผู้คล้ายกับเทพมาจุติเย็นชาไร้หัวใจแต่ก็น่าหลงใหล บางครั้งนางก็เพียงปรารถนาให้เขามีความสุข สุขภาพแข็งแรงแต่บางครั้งนางก็หวังให้เขามาอยู่เคียงข้าง
ความรักช่างลึกซึ้งยิ่งนักนางไม่รู้ตัวเลยว่าแค่สบตากับเฟิงไป๋อวี้เพียงแวบเดียวนางกลับตกลงไปในห้วงรักจนยากไถ่ถอน ในขณะที่เฟิงไป๋อวี้อยู่บนฟากฝั่งอันเหินห่างมองไม่เห็นความทุกข์ทรมานใจของนาง
เมื่อนางลืมตาขึ้นมาเห็นเพียงหมอกควันที่ม้วนลอยอ้อยอิ่งวนเวียนอยู่ในวิหารทันใดนั้นพระภิกษุผู้ที่นิ่งเงียบมาโดยตลอดก่อนหน้านี้ได้เอ่ยปากขึ้นเบาๆ"สีกาถลำลึกในความลุ่มหลงจนเกินไปแล้วเหตุใดจึงไม่ปล่อยวางเล่า?"
"ผู้ที่คลั่งไคล้จนวิปลาสแล้วจะปล่อยวางได้อย่างไร?" หว่างเอ๋อร์ยิ้มอย่างขมขื่น นางยืนขึ้นประนมมือไหว้พระภิกษุรูปนั้นแล้วค่อยๆ ถอยออกไป
เมื่อยืนอยู่ท่ามกลางสวนที่แสงแดดสว่างสดใสแสงแดดเจิดจ้าพาให้รู้สึกเคลิบเคลิ้ม ในช่วงเวลาเพียงหนึ่งก้านธูปนั้นนางรู้สึกราวกับว่าหลุดมาอยู่อีกโลกหนึ่ง
สาวใช้ที่อยู่เฝ้ารอรับใช้อยู่ที่ประตู รีบเข้าไปประคองนางไว้ถามเสียงเบาๆ "องค์หญิงเป็นอะไรหรือไม่?"
หว่านเอ๋อร์ส่ายหน้า มองไปรอบๆ ไม่เห็นจวินหวงก็ขมวดคิ้วถาม"คุณชายล่ะ?"
"เมื่อครู่คุณชายบอกว่าอยู่ว่างๆ ไม่รู้จะทำอะไร เลยออกไปเดินเล่นเพคะ"
"ข้าจะไปหาเขา พวกเจ้าไม่ต้องตามมา ไปเตรียมรถม้าสำหรับการเดินกลับเถอะ"พูดจบนางก็เดินออกไป สาวใช้รู้จักนิสัยนางดีจึงไม่กล้าพูดมากได้แต่หมุนกายเดินออกไปตามคำสั่ง
นางเดินออกมานอกอาราม ก็พบเส้นทางสายหนึ่งที่ไม่รู้ว่าหากเดินลึกเข้าไปตามทางจะไปสิ้นสุดที่ไหนแต่นางก็ยังคงตัดสินใจเดินเข้าไปโดยไม่ลังเลเหมือนกับที่นางตัดสินใจรักเฟิงไป๋อวี้โดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น
ดวงตะวันสาดแสงลอดผ่านช่องว่างระหว่างใบไผ่ลงมาที่พื้น หญิงสาวในชุดกระโปรงสีเหลืองอ่อนใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพราปิ่นระย้าที่ปักอยู่บนมวยผมไหวระริกในยามที่นางก้าวเดิน ได้ยินเสียงดังมาแต่ไกล
ดวงตาของจวินหวงเปลี่ยนไปเล็กน้อย หันมากล่าวกับหนานสวินว่า"คิดว่าองค์หญิงหว่านเอ๋อร์คงมาตามแล้ว ท่านไปก่อนเถอะเดี๋ยวนางมาเห็นเข้าจะแย่ไปใหญ่"
สายตาของเขามองจวินหวงด้วยความรู้สึกอาลัยอาวรณ์อยู่ลึกๆคำพูดบางคำที่อยากจะพูดออกไปแต่กลับหยุดอยู่ที่ริมฝีปาก ในที่สุดก็ไม่ได้พูดเพียงแค่เดินไปตามทางที่ลึกเข้าไปอีก
"หนานสวิน พวกเขาล้วนกล่าวว่าข้าเป็นคนเย็นชาไร้หัวใจ แต่มีเพียงท่านที่เข้าใจความขื่นขมของข้าใช่หรือไม่?"จวินหวงเอ่ยปากถามขึ้นในขณะที่หนานสวินกำลังจะเลี้ยวหายไปที่หัวมุมทางโค้ง
หนานสวินหันกลับมายิ้มให้อย่างเบิกบาน"แล้วเหตุใดต้องไปใส่ใจลมปากของผู้อื่นเล่า"พูดจบเขาก็หายไปในป่าไผ่ที่อยู่ลึกเข้าไป
"คุณชายกำลังมองอะไรอยู่หรือ?" หว่านเอ๋อร์เดินมาถึงข้างกายของจวินหวงพอนางมองตามสายตาของจวินหวงไปกลับไม่เห็นอะไรนางนึกว่ามีสิ่งใดที่ดึงดูดสายตาของเขาเอาไว้ สงสัยนางจะคิดมากไปเอง
จวินหวงหันกลับมายิ้มบางๆ ให้หว่านเอ๋อร์ "ไม่มีอะไรหรอกเพียงแค่รู้สึกว่าในป่าไผ่ที่ลึกเข้าไปดูเงียบสงบดีเท่านั้น ก็เลยมองนานไปหน่อย"
หว่านเอ๋อร์ยิ้มแล้วพยักหน้า ดวงตาเป็นประกายสดใสแล้วชี้ออกไปด้านนอกของป่าไผ่ "พวกเรากลับกันเถอะ"
"ไปสิ"
หลังจากออกมาจากป่าไผ่ก็เห็นเหล่าคนรับใช้ที่ติดตามมารออยู่นานแล้วหว่านเอ๋อร์เชิญจวินหวงขึ้นรถม้านั่งไปด้วยกันเหมือนเช่นคราแรกที่ออกมาเมื่อครู่นางคุยกับหนานสวินอย่างเพลินเพลินจึงยังไม่รู้สึกอะไรแต่มาตอนนี้นางรู้สึกเจ็บที่หน้าอกเกินกว่าจะทนได้ นางจึงไม่ได้ปฏิเสธและตามขึ้นรถม้าไป
จวินหวงพิงหน้าต่างของรถม้าพักสายตาสักครู่ เพื่อข่มความเจ็บปวดที่หน้าอกลงไปหว่านเอ๋อร์มองจวินหวงอยู่ตลอด แต่นางไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติของจวินหวงในแววตาของนางมีเพียงความหลงใหลลึกซึ้งราวกับเห็นสมบัติล้ำค่าในปฐพี
ตอนที่จวินหวงส่งหว่านเอ๋อร์กลับถึงวังหลวง ท้องฟ้ามืดแล้วขณะที่จวินหวงกำลังจะกลับ หว่านเอ๋อร์ยกม่านบนรถม้าขึ้นและเรียกจวินหวงไว้
"องค์หญิงมีเรื่องอะไรอีกหรือพ่ะย่ะค่ะ?" จวินหวงหันมามองหว่านเอ๋อร์แล้วเอ่ยปากถาม
หว่านเอ๋อร์ขับริมฝีปากไว้ เอาแต่มองจวินหวงแต่ไม่พูดอะไรจวินหวงก็ไม่ได้เร่งรัด เพียงแค่รอนางเอ่ยปาก
หว่านเอ๋อร์สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เฮือกหนึ่ง ปลุกความกล้าหาญในตัวเองแล้วกระโดดลงมาจากรถม้าเดินเข้าไปอยู่ต่อหน้าจวินหวงโดยไม่ใส่ใจสายตาขององครักษ์ที่เฝ้าอยู่หน้าประตูวังนางเงยหน้าขึ้นมองจวินหวง
"คุณชายที่หว่านเอ๋อร์บอกว่าจะรอวันที่ท่านประสบความสำเร็จมีชื่อเสียง ก็หมายความว่าจะรอเพียงท่านจริงๆ หวังว่าคุณชายจะไม่ลืมคำพูดของหว่านเอ๋อร์"
จวินหวงไม่คิดว่าหว่านเอ๋อร์จะเรียกให้นางอยู่เพราะเรื่องนี้ก็รู้สึกจนใจเล็กน้อย "ตอนนี้ฟ้ามืดแล้วองค์หญิงกลับไปรายงานความปลอดภัยให้พระสนมกุ้ยเฟยทรงรับทราบเร็วหน่อยเถอะพ่ะย่ะค่ะพระนางจะได้ไม่ต้องเป็นกังวล ผู้น้อยต้องขออำลาไปก่อน"จวินหวงกล่าวจบก็ตัดสินใจหันหลังกลับทันทีไม่อยากจะพันพัวกับหว่านเอ๋อร์ไปมากกว่านี้
ตอนที่นางกลับไปถึงจวน ฉีเฉินให้คนมารอนางที่หน้าประตู แจ้งให้นางไปหาเขาทันทีที่กลับมาถึงแล้ว จวินหวงรู้ดีว่าฉีเฉินให้ตนเองไปหาเพราะเรื่องอะไรจึงเดินตามคนรับใช้ผู้นั้นไปโดยไม่ได้กล่าวสิ่งใด
ดูเหมือนว่าฉีเฉินก็เพิ่งกลับมาจากวังหลวงเช่นกันจึงยังสวมชุดเครื่องแบบราชการอยู่ไม่ได้เปลี่ยนออก หว่างคิ้วดูหม่นหมองแต่ไม่รู้ว่าเขากำลังกลัดกลุ้มด้วยเรื่องอันใด
"ฝ่าพระบาท?" จวินหวงถามด้วยความสงสัย
ฉีเฉินที่กำลังใจลอยได้ยินเสียงจึงเงยหน้าขึ้นพอเห็นว่าเป็นจวินหวงก็กระแอมเบาๆ สองสามครั้งเอามือที่วางเท้าศีรษะอยู่ก่อนหน้านี้ลงหลังจากเชื้อเชิญให้จวินหวงนั่งแล้วก็รินน้ำชาให้จวินหวงนั่งลงที่หน้าเขาโดยไม่ได้แสดงท่าทางเกรงใจแต่อย่างใด
ฉีเฉินวางน้ำชาถ้วยหนึ่งที่หน้าจวินหวงส่วนตนเองก็ยกอีกถ้วยหนึ่งขึ้นมาจิบ ก่อนจะเอ่ยปากถามราวกับเป็นเรื่องปกติธรรมดา"วันนี้น้องเฟิงกับหว่านเอ๋อร์อยู่ด้วยกันทั้งวันเจ้ารู้สึกว่าหว่านเอ๋อร์เป็นอย่างไรบ้าง? พอจะเข้าตาน้องเฟิงบ้างหรือไม่?"
จวินหวงฟังแล้วก็ตื่นตระหนก ลุกขึ้นมาก้มหน้าประสานมือถวายคำนับแล้วกล่าวว่า "ผู้น้อยยังไร้ชื่อเสียงและไม่มีความสำเร็จใดๆไม่ใช่คนที่เหมาะสมและคู่ควรกับความรักลึกซึ้งที่องค์หญิงมอบให้ยิ่งไม่ควรค่าเพียงพอที่ฝ่าพระบาทจะให้เกียรติยกย่อง องค์หญิงสมควรจะได้คู่ครองที่เหมาะสมกับนางในบรรดาคุณชายรูปงามที่มีอยู่มากมายในเมืองหลวงล้วนดีงามเหมาะสมกว่าผู้น้อยทั้งสิ้น"
……………………………………………………………………………………………………………….
[1] บักฮื้อ หมายถึง ไม้แกะสลักรูปปลา