บทที่ 44
อันตรายบุกตี้หนาน
อ๋องหลันลงมาจากเรือที่แล่นตามแม่น้ำมีทหารที่ติดตามพวกมันมาจำนวนประมาณสองร้อยถึงสามนายเห็นจะได้เมื่อลงมาจากบริเวณบนเรือก็ราวกับว่าทุกอย่างถูกจัดเตรียมเอาไว้ก่อนหน้านี้เรียบร้อยแล้ว
เพราะว่าภายในบริเวณนั้นมีม้าจำนวนประมาณสองร้อยถึงสามตัวที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้พร้อมเป็นพาหนะให้กับพวกมันได้ทำการเดินทางออกไปจากสถานที่แห่งนี้
ทุกอย่างที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้มันคือความคิดของกุนซือหนุ่มที่อยู่ข้างกายของอ๋องหลัน
หลังจากที่แยกกันจากเมืองแห่งนั้นในตอนที่พวกมันทำการขึ้นเรืออพยพออกมา กุนซือหนุ่มผู้นั้นไม่ได้ทำการเดินตามมาด้วยเพราะว่าตัวของมันบอกว่ามีบางอย่างที่ต้องจัดเตรียมเอาไว้อีกเป็นแผนการในลำดับถัดไป
มันให้ผู้เป็นนายของมันเดินทางมาด้วยตัวคนเดียวโดยที่มีผู้ติดตามประมาณสองนายที่ติดตามมาด้วย
โดยตัวของมันได้บอกเอาไว้ว่าถ้าเดินทางมาที่สถานที่แห่งนี้เมื่อถึงแล้วจะมีม้าจำนวนมากจัดเตรียมเอาไว้ให้
อ๋องหลันกระโดดขึ้นหลังม้าอย่างรวดเร็วในขณะเดียวกันพวกทหารจำนวนมากที่ติดตามมาด้วยเองก็เริ่มจัดเตรียมอาวุธและก็จัดเตรียมความพร้อมของร่างกาย
ตามที่มันได้รับคำแนะนำมาบอกว่าเมื่อมาถึงที่เมืองแห่งนี้แล้วทำการเดินทางเดินทางมุ่งตรงไปที่เมืองตี้หนานตั้งอยู่ห่างออกจากสถานที่แห่งนี้ไม่ได้มากนัก
ผู้นั้นบอกว่าเมืองแห่งนั้นจะมีคนที่คอยช่วยเหลือหลบซ่อนอยู่ภายในบริเวณนั้นเพื่อรอการมาถึงของอ๋องหลันแล้วก็จะเริ่มแผนการถัดไป
…
ณ เมืองตี้หนาน
ขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่บริเวณทิศบูรพาเป็นจุดศูนย์กลางของการค้าขายตอนนี้สถานที่แห่งนี้ถูกปิดทางเข้าออกทุกอย่างเอาไว้ด้วยกำลังทหารที่มีอยู่ไม่มากนะภายในเมือง
ภายในเมืองแห่งนี้ถูกปิดเอาไว้อย่างแน่นหนาเพื่อตรวจตาและก็คัดกรองโรคระบาดอย่างละเอียดถี่ถ้วน
ยามที่ท้องนภาในยามสายเปล่งประกายแสงสว่างไสวเล็กๆรอดลงมาจากม่านเมฆหนาที่ปกคลุม
บริเวณเขตชานเมืองที่ดินผืนหนึ่งที่ตั้งอยู่บริเวณห่างไกลจากหมู่บ้านของผู้คนภายในพื้นที่บริเวณนั้นคือที่ตั้งที่ดินของหลี่หยาง
เรือนไม้ที่มีขนาดไม่ได้ใหญ่โตมากนักตั้งตระหง่านอยู่บริเวณใจกลางที่ดินภายในนั้นร่างของหนิงหนิงกำลังนั่งคุกเข่าแล้วก็ยกแขนทั้งสองข้างราวกับว่าทำท่าทางสำนึกผิดอยู่
การแสดงท่าทางเช่นนั้นอยู่บริเวณใจกลางบ้านยกแขนทั้งสองข้างขึ้นมาคุกเข่าแล้วก็ทำหน้าสำนึกผิดขณะเดียวกันบริเวณด้านหน้าของนางก็มีหญิงวัยชายชราผู้หนึ่งที่น่าจะมีอายุประมาณเลขหกถึงเจ็ดยืนอยู่ในขณะเดียวกันภายในมือของนางก็ถือไม้เรียวยาวอยู่
หญิงวัยชราผู้นี้มีร่างกายสมส่วนมีผมสีขาวโพนใบหน้าเคร่งขรึมจริงจังดูเป็นคนที่มีลักษณะนิสัยเป็นคนเจ้าระเบียบแต่ในขณะเดียวกันดวงตาของนางก็ไม่ได้โหดเหี้ยม
ตอนนี้กำลังใช้ดวงตาทั้งสองข้างจ้องมองหนิงหนิงราวกับว่าอยากจะสั่งสอนบางอย่าง
ลองดูจากอายุแล้วคนพวกนี้น่าจะมีฐานะหรือว่าช่วงอายุอยู่ในราวสักประมาณท่านยาของหนิงหนิง
นางคืือคนที่คุณชายเว่ยส่งมาเพื่อให้มาดูแลหนิงหนิงในขณะที่ลู่หยางกำลังวุ่นวายกับเรื่องที่เกิดขึ้นภายในเมือง
มีคนภายในตระกูลจะเรียกนางว่าท่านยายหงนางเป็นคนที่ดูแลคุณชายเว่ยมาตั้งแต่ยังเล็กเป็นคนที่บอกว่ามีนิสัยเจ้าระเบียบหน่อยแต่ก็เป็นคนใจดี
นางดูแลเด็กน้อยผู้นี้มาได้นับเดือนช่วงที่ดูแลนางอยู่ก็มักจะให้คำอบรมสั่งสอนอยู่ตลอดเวลา
แต่หนิงหนิงแม้ว่านางจะเป็นเด็กฉลาดแต่ในขณะเดียวกันก็เป็นคนที่ดื้อไม่ค่อยจะเชื่อฟังคำสั่งสอนสักเท่าไหร่
โดยเฉพาะเรื่องคำสั่งสอนที่ว่าควรจะเป็นสตรีเช่นไรท่านย่าหงพยายามให้นางฝึกการทำอาหารนางเองก็ไม่ทำและพยายามให้นางฝึกเย็บผ้านั่งเองก็ไม่ทำเช่นเดียวกันเอาแต่มักจะแสดงกิริยาท่าทางที่ไม่สมควรจะเป็นสตรี
หญิงชราผู้นั้นเดินไปเดินมาอยู่บริเวณด้านหน้าจนสุดท้ายแล้วก็มานั่งอยู่บริเวณเก้าอี้ที่ตั้งอยู่ตรงกับหนิงหนิง
ก็มีอายุไม่น้อยแล้วตอนนี้ก็เรียกว่าวัยชราการที่จะมาอบรมสั่งสอนเด็กที่มีแรงเช่นกันเช่นนี้ก็คงจะเป็นเรื่องยากถ้าไม่ใช่ว่ามีเหล่าสาวใช้ประมาณหกถึงเจ็ดคนมาช่วยดูแลนางคงจะดูแลไม่ไหว
หนิงหนิงไม่ได้เป็นเพียงแค่เด็กฉลาดเท่านั้นแถมยังคิดไวทำไวบางทีคิดจะทำอันใดไปนานก็ตามไม่ทัน
ท่านย่าหงนั่งลงบริเวณเก้าอี้ใช้ดวงตามองตรงมายังหนิงหนิงก่อนที่นางจะกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่เหนื่อยหน่าย“ เจ้ารู้หรือไม่เสี่ยวหนิงการเป็นสตรีน่ะมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยยิ่งการเป็นสตรีที่ดีด้วยแล้ว ”
“ ข้าเองรู้ว่าเจ้านั้นเป็นคนฉลาดความฉลาดเฉลียวของเจ้ากล่าวได้ว่าเป็นเด็กที่มีความฉลาดมากกว่าเด็กคนอื่นในช่วงวัยเดียวกันเสียด้วยซ้ำ”
“ แต่เพราะแบบนั้นข้าเลยอยากเตือนเจ้าสักหน่อยบางทีการเป็นสตรีไม่จำเป็นที่จะต้องแสดงว่าตัวเองฉลาดเสมอไป ”ชายชราด้านหน้าเริ่มทำการสั่งสอน
หนิงหนิงที่กำลังแสดงใบหน้าสำนึกผิดอยู่แต่เปลี่ยนใบหน้าของตนเองเป็นความสงสัยและก็เอ่ยถามออกมาในทันที“ ท่านย่าหงเจ้าคะ!!! ในเมื่อถ้าฉลาดแล้วจะทำตัวไม่ฉลาดได้อย่างนั้นหรือเจ้าคะ ”
“ ได้สิบางทีการที่เป็นคนฉลาดก็ไม่จำเป็นจะต้องแสดงสติปัญญาของตนเองออกมาเสมอไปหรอกนะข้าบอกแล้วอย่างไรการเป็นสตรีนั้นยากยิ่งกว่าการเป็นนักรบที่ห้าวหาญ ”
“ บางทีก็ไม่ควรจะฉลาดเกินไปในความคิดความอ่านของเจ้าคงจะแตกต่างจากคนธรรมดาทั่วไปข้าเองก็ได้ยินจากคุณชายมาเช่นเดียวกันว่าบิดาของเจ้าแตกต่างจากคนอื่นพยายามส่งเสียให้เจ้าเรียนหนังสือและหาความรู้มากมาย”
“ เพียงแค่นี้ก็สามารถล่วงรู้ได้แล้วว่าบิดาของเจ้าคงจะมองว่าสตรีนั้นไม่ได้แตกต่างจากมนุษย์” ก่อนที่จะมาดูแลนางหญิงชราผู้นี้ทำการสอบถามข้อมูลแล้วก็ฟังเรื่องเล่าจากคุณชายของตนเองมาอยู่ไม่น้อย
เพราะแบบนั้นดูจากการที่แม้จะเป็นคนที่ไม่ได้มีฐานะร่ำรวยแต่ก็พยายามจะส่งเสียบุตรสาวของตนเองให้เข้าสำนักศึกษามันเลยทำให้หญิงชราผู้นี้พอจะคาดเดาความคิดของบิดาของนางได้ไหมว่าจะไม่เคยเจอหน้า
หนิงหนิงได้ยินเช่นนั้นนั่งฉีกยิ้มออกมาพยักหน้าขึ้นลงด้วยความภาคภูมิใจในตัวของบิดา
หญิงชรานั่งอยู่ด้านหน้ามองเห็นหน้าตาแล้วลื่นของนางจึงกล่าวออกมาอย่างทันควัน “ที่ข้าพูดไปจะไม่เข้าหูเจ้าเลยสินะถึงแสดงใบหน้าเช่นนั้นออกมา ”
“ ข้ายังพูดไม่จบแม้ว่าบิดาของเจ้าคนที่มีความคิดต่างจากคนธรรมดาทั่วไปแต่ว่าการมีชีวิตอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้มันแตกต่างกันออกไปบริเวณรอบกายไม่ใช่เพียงว่าเจ้านั้นจำเป็นจะต้องคำนึงเพียงแค่สายตาของบิดาเพียงผู้เดียว”
“ ผู้คนภายในยุคสมัยนี้ล้วนแล้วแต่พากันคิดว่าสตรีนั้นมีความสามารถไม่เทียบเท่าบุรุษ”
“ และเพราะแบบนั้นแหละข้าถึงบอกว่าเจ้าไม่ควรจะฉลาดเกินไปในวันหนึ่งถ้าเจ้าแต่งงานออกเรือนแล้วเจ้ามีความฉลาดเฉลียวมากกว่าสามีของเจ้าผู้ที่เป็นสามีของเจ้าจะทำอย่างไร?” หญิงชราทำการยื่นหน้าถามเด็กหญิงที่กำลังคุกเข่าอยู่ด้านหน้าของตนเอง
หนิงหนิงลังเลใจอยู่ไม่น้อยจึงกล่าวออกมา“ ถ้าเช่นนั้นข้าก็ไม่แต่งงานอย่างไรล่ะเจ้าคะ!! ”
นางตอบไปตามประสาความไร้เดียงสาของเด็กผู้นี้แต่เมื่อนางตอบกลับไปแล้วหญิงชราที่อยู่ด้านหน้ายกไม้ภายในมือเคาะเข้าไปที่หัวของนางหนึ่งคราอย่างเบาๆ
“ โอ๊ย!!! ”หนิงหนิงอุทานออกมาอย่างเอ็นดูยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาจับกุมบริเวณที่โดนไม้นั้นเคาะเข้าหา
“ คิดเช่นนั้นเชียวบางทีการที่บิดาของเจ้าได้เห็นเจ้าออกเรือนมันก็อาจจะเป็นหนึ่งสิ่งที่ท่านหวัง”
“ เพราะแบบนั้นอย่างไรเล่าข้าถึงบอกว่าการเป็นสตรีที่ดียากเย็นอย่างเช่นถ้าคนเป็นฮูหยินก็ควรจะคิดอยู่เสมอว่าจะทำอย่างไรที่จะสามารถเกื้อหนุนสามีของตนเองได้”
“ เจ้าท่องกฎของสตรีที่ข้าให้เจ้าขึ้นใจหรือยัง”หญิงชราผู้นี้อยากจะฝึกนางให้กลายเป็นสตรีที่ดีจึงทำการคัดลอกกฎของสตรีที่ควรจะเป็นและก็มอบให้กับนางไปตั้งแต่เมื่อประมาณ1 เดือนก่อนตอนนี้ไม่รู้ว่าหนิงหนิงท่องจำได้ขึ้นใจหรือยัง
“ ท่องจำได้ขึ้นใจแล้วเจ้าค่ะ!! ”
“ ดูสิท่องจำได้ขึ้นใจแล้วแต่ว่าสิ่งที่ท่องจำไปกลับไม่เข้าหัวของเจ้าเลยสักนิดการกระทำที่ออกมาก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น”
หนิงหนิงได้ยินเช่นนั้นแสดงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดที่ผ่านมาท่านย่าที่อยู่ด้านหน้าของนางคอยอบรมสั่งสอนมาโดยตลอดแน่นอนว่าไม่ได้โหดร้ายต่อนางเลยสักนิด
หนิงหนิงนางฉลาดเฉลียวมากพอที่จะสามารถแยกแยะออกว่าอันไหนคือสิ่งที่ผู้คนหวังดีส่วนอันไหนคือเจตนาร้าย
แต่ในขณะที่ทั้งสองกำลังอบรมกันอยู่บริเวณใจกลางบ้านด้านนอกก็มีเสียงดังแว่วเข้ามาเหล่าสาวใช้ที่กำลังเฝ้าอยู่บริเวณด้านนอกส่งเสียงกรีดร้อง มันทำให้พวกนางที่อยู่ด้านในพากันสะดุ้งไปด้วย
หนิงหนิงหันไปมองด้านหลังอย่างรวดเร็วในขณะเดียวกันการที่นางเป็นเด็กที่ฉลาดเฉลียวและก็ช่างสอดรู้สอดเห็นเป็นพิเศษได้ยินเสียงกรีดร้องที่ดังขึ้นจากบริเวณด้านนอกลุกขึ้นอย่างรวดเร็วและก็วิ่งตรงออกไปดู
นางสาวเท้าออกมาด้านนอกอย่างรวดเร็วในขณะที่เท้าของนางก้าวเท้าออกมาจากบริเวณด้านนอกเรือนหนิงหนิงหยุดเท้าทั้งสองข้างของตนเองลงชั่วขณะดวงตาที่ใสกลมโตราวกับลูกแก้วจ้องมองไปด้านหน้า
บริเวณอีกฟากหนึ่งของรั้วมีผู้คนจำนวนมากปรากฏกายอยู่บริเวณอีกฟากหนึ่งร่างเงาจำนวนมากที่มาด้วยจุดประสงค์ที่ไม่ค่อยจะดีนัก
พวกมันคืบคลานเข้ามาอย่างรวดเร็วอาชาที่พวกมันกำลังนั่งอยู่ควบม้าทะลวงรั้วไม้ที่กั้นอยู่เข้ามาอย่างง่ายดาย
หนิงหนิงดวงตาทั้งสองข้างเบิกกว้างร่างกายของนางหวาดกลัวจนไม่สามารถขยับได้
“ ไม่… ”
จบบท