เช้าวันต่อมาหยางซูจิงยังคงลืมตาตื่นขึ้นมาในสถานที่เดิมหญิงสาวถอนหายใจยาวแล้วดันตัวลุกขึ้นนั่งด้วยจิตใจที่ท้อแท้สิ้นหวัง
เมื่อคืนก่อนเข้านอนเธออธิษฐานอยู่ในใจของให้ได้ตื่นขึ้นมาในภพปัจจุบันแต่สุดท้ายแล้ว์ก็ไม่เคยฟังคำขอของเธอเลยสักนิด
เสียงเปิดประตูห้องเข้ามาซูจิงจึงหันหน้าไปมองก็เห็นไป๋ลู่เดินถืออ่างกระเบื้องเคลือบเข้ามาด้วย
“ตื่นแล้วหรือเ้าคะ ถ้าเช่นนั้นฮูหยินลุกขึ้นมาล้างหน้าเสียหน่อยเถิดบ่าวเตรียมน้ำเอาไว้ให้แล้วเ้าค่ะ” สาวใช้หันมายิ้มแฉ่งให้ ซึ่งมันช่วยบรรเทาอารมณ์หดหู่ก่อนหน้านี้ของซูจิงได้มากพอสมควรเพราะทำให้เธอรู้สึกว่าไม่ได้ยืนอยู่บนโลกใบนี้เพียงลำพัง
“ขอบคุณนะ”หญิงสาวลุกจากเตียงเดินมาล้างหน้าที่อ่างน้ำที่สาวใช้จัดเตรียมเอาไว้ให้ เธอจัดการล้างหน้าและบ้วนปากจนรู้สึกสดชื่นขึ้นก่อนจะรับผ้าสีขาวจากสาวใช้มาซับใบหน้าเบาๆ ซึ่งเป็จังหวะเดียวกันกับที่มีสาวใช้อีกคนหนึ่งยกสำรับอาหารเข้ามาในห้องพอดี
“สำรับมาแล้วเ้าค่ะ”
หยางซูจิงส่งผ้าคืนให้ไป๋ลู่แล้วเดินไปดูสำรับอาหารคาวหวานที่วางอยู่บนโต๊ะกลิ่นหอมของมันโชยมาแตะจมูกจนเธอเริ่มหิวขึ้นมา จึงทรุดตัวลงนั่งคีบอาหารเ่าั้เข้าปากทีละอย่างซึ่งต้องยอมรับเลยว่าแม่ครัวของที่นี่ทำอาหารได้ถูกปากเธอยิ่งนัก
“มีอะไรหรือเปล่า” หญิงสาวเห็นสาวใช้ยืนมองแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่ก็อดถามด้วยความสงสัยไม่ได้
“ไม่มีอะไรเ้าค่ะ บ่าวแค่ดีใจที่เห็นฮูหยินกินข้าวได้มากขึ้นก็เท่านั้น”
ซูจิงยิ้มให้บางๆ แล้วลงมือทานอาหารต่อจนอิ่ม จากนั้นก็ย้ายตัวเองมานั่งเล่นชมวิวทิวทัศน์ต่อที่ริมหน้าต่างอากาศยามเช้าแสนบริสุทธิ์ ไม่มีฝุ่นหรือควันพิษทำให้หายใจลำบาก หญิงสาวจึงสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆอยู่หลายครั้งด้วยความรู้สึกที่ผ่อนคลายขึ้น ซึ่งบรรยากาศเช่นนี้หาได้ยากนักในเมืองใหญ่ที่เจริญรุ่งเรืองสุดขีด
พอคิดถึงที่ที่จากมาแล้วอารมณ์ของหยางซูจิงก็ดิ่งลงอีกครั้งใบหน้างามที่ยังมีผ้าพันแผลสีขาวพันรอบศีรษะเอาไว้อยู่พลันหมองเศร้าลง เมื่อคิดว่าอาจไม่มีหวังจะได้กลับคืนสู่ภพปัจจุบันแล้วก็เป็ได้เนื่องจากเธอคิดหาหนทางไม่ออกจริงๆ เพราะตอนมาก็มาแบบไม่รู้ตัวแล้วจะหาทางกลับไปได้อย่างไรกันเล่า
“คิดอะไรอยู่หรือเ้าคะฮูหยิน”ไป๋ลู่เห็นสีหน้าเศร้าสร้อยของนายสาวแล้วก็อดห่วงไม่ได้
“คิดหาทางกลับบ้าน” ซูจิงตอบกลับเสียงแ่สายตายังคงทอดมองออกไปข้างนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย
“กลับจวนสกุลหยางหรือเ้าคะแต่ที่นั่นนอกจากคนดูแลแล้วก็ไม่มีผู้ใดอยู่แล้วนะเ้าคะ”
“หมายความว่ายังไง” คราวนี้หญิงสาวเลื่อนสายตามามองหน้าสาวใช้คนสนิทตรงๆด้วยความสนใจ ไป๋ลู่ทำหน้าฉงนอยู่ครู่หนึ่งแต่พอคิดได้ว่าอีกฝ่ายได้รับความกระทบกระเทือนที่บริเวณศีรษะก็คลายความสงสัยไปทันที
“ก็ท่านแม่ทัพหยางได้รับพระราชโองการจากองค์ฮ่องเต้ให้นำกองกำลังทหารส่วนหนึ่งไปประจำการอยู่ที่หัวเมืองทางด้านตะวันออกของแคว้นถังหยวนเ้าค่ะนายท่านจึงตัดสินใจพาฮูหยินใหญ่กับทุกคนไปอยู่ที่นั่นด้วย ความจริงแล้วตอนแรกฮูหยินใหญ่ตัดสินใจที่จะไม่ตามไปด้วยเพราะเป็ห่วงคุณหนูแต่คุณหนูบอกกับท่านว่าไม่ต้องเป็ห่วง ฮูหยินใหญ่ก็เลยตัดสินใจตามท่านแม่ทัพหยางไปเ้าค่ะ”
ไป๋ลู่เห็นฮูหยินของนางนั่งฟังอย่างสงบด้วยสีหน้าที่ยังคงเศร้าหมองเช่นเดิมนางจึงกล่าวชวนว่า
“อยู่แต่ในห้องฮูหยินอาจรู้สึกเบื่อ ถ้าเช่นนั้นพวกเราออกไปเดินเล่นกันดีไหมเ้าคะ”
“ดี”หยางซูจิงรีบตอบรับด้วยใบหน้าและแววตาที่แจ่มใสขึ้น การได้ออกไปดูอะไรข้างนอกบ้างอาจทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นอย่างที่อีกฝ่ายบอกก็ได้และก็ถือเป็การสำรวจจวนแห่งนี้ไปด้วยเลยก็แล้วกัน
หญิงสาวลุกขึ้นยืนแล้วเดินปรี่ไปที่ประตูห้องพอสาวใช้เห็นเช่นนั้นก็รีบกล่าวทักท้วงทันทีว่า
“อย่าเพิ่งออกไปเ้าค่ะฮูหยิน!” กล่าวพร้อมเดินปรี่เข้าไปหา
“มีอะไรเหรอ” คนถูกห้ามถามอย่างสงสัย
“เอ่อ...บ่าวว่าฮูหยินเข้าไปแต่งตัวใหม่เถิดเ้าค่ะ”
หยางซูจิงก้มหน้าลงมองชุดอาภรณ์ที่ตัวเองสวมใส่อยู่แล้วก็เข้าใจได้ในทันทีเพราะชุดสีขาวที่นางสวมอยู่นั้นเนื้อผ้าค่อนข้างบาง หากต้องแสงแดดมีหวังได้เห็นทรวดทรงองเอวของเธอเป็แน่
“ก็ได้”
ไป๋ลู่พาคุณหนูของนางไปเปลี่ยนอาภรณ์ชุดใหม่และทำผมใหม่ให้เรียบร้อยด้วย
ซูจิงยืนมองตนเองผ่านกระจกเงาอย่างตกตะลึง เพราะเป็ครั้งแรกที่ได้สวมใส่ชุดโบราณเช่นนี้อาภรณ์ที่เธอสวมอยู่นั้นมีสีสันสดใสงดงามยิ่งนัก
ตัวเสื้อ้าเป็ผ้าเนื้อบางเบาสบายสีเหลืองอ่อนแบบแขนกระบอกกว้างประมาณห้าเิเได้ส่วนท่อนล่างก็เป็ชุดกระโปรงบานยาวเนื้อผ้าหนาสีเหลืองสดซึ่งใส่ทับตัวเสื้อ้าจนถึงบริเวณเนินอกแบบกระโจมอก แล้วมีสายรัดหน้าอกเป็สีขาวที่ปักลวดลายงดงามรัดไว้อีกต่อหนึ่ง
ทว่ายังไม่หมดเพียงเท่านี้เพราะยังมีเสื้อคลุมสีขาวบางๆแขนกว้างที่ชายเสื้อยาวจรดเท้าใส่คลุมกายอีกชั้นหนึ่งด้วย ส่วนทรงผมนั้นก็ถูกเกล้าขึ้นเป็มวยยกสูงมีปิ่นปักผมเสียบประดับอย่างสวยงาม
หยางซูจิงมองภาพตัวเองในกระจกเงาอย่างพึงพอใจ แม้ชุดจะดูยาวปกปิดหมดทั้งเรือนร่างแต่เนื้อผ้าที่บางและคอเสื้อที่กว้างนั้นก็ทำให้เธอดูเซ็กซี่ขึ้นเล็กน้อยได้ พอได้แต่งตัวเช่นนี้แล้วเธอรู้สึกว่าตนเองเหมือนนางเอกในหนังโบราณที่เคยดูเลย
หญิงสาวอมยิ้มเขินๆ ขณะยืนหมุนตัวอยู่หน้ากระจกไปมามองชายผ้าที่พลิ้วไหวไปตามการเคลื่อนไหวอย่างชอบใจไป๋ลู่ที่ยืนมองอยู่ก็อดยิ้มขันไม่ได้ที่เห็นฮูหยินของนางเล่นซนเหมือนเด็กๆ
“ออกไปข้างนอกกันเถอะเ้าค่ะ”
“ไปสิ”ซูจิงตอบรับแล้วเดินนำออกจากห้องไปอย่างร่าเริง ทิ้งความทุกข์ใจเอาไว้ชั่วคราว หญิงสาวเดินทอดน่องไปเรื่อยพร้อมมองสำรวจไปทั่วบริเวณที่ผ่านความเขียวชอุ่มของต้นไม้ใบหญ้าบวกกับสีสันสดใสของดอกไม้ตามทางช่วยทำให้อารมณ์ของเธอสดชื่นขึ้นได้มากทีเดียว
ซูจิงเดินเล่นอย่างเพลิดเพลินจนไปถึงเรือนหลังใหญ่หลังหนึ่งที่ค่อนข้างคึกคัก เธอเห็นสตรีหลายนางแต่งตัวสวยงามกำลังจับกลุ่มนั่งคุยกันอย่างสนุกสนานจึงอดหันไปถามคนข้างกายไม่ได้
“ไป๋ลู่...ผู้หญิง...เอ๊ย...สตรีสิ...สตรีเ่าั้เป็ใครเหรอ”
“ฮูหยินจำพวกนางไม่ได้จริงๆ หรือเ้าคะ”
“จริงสิ คือว่าพอดีสมองของข้าได้รับความกระทบกระเทือนอย่างหนักน่ะข้าก็เลยจำอะไรไม่ได้เลยสักอย่างเดียว” ซูจิงตัดสินใจพูดโกหกเพื่อตัดปัญหาจะได้ไม่ต้องซักถามหรือให้อธิบายอะไรอีกต่อไป
“โธ่...ฮูหยินของบ่าว”
“ข้าไม่เป็ไรแล้ว”หญิงสาวรีบบอกเมื่อเห็นสาวใช้ทำท่าจะร้องไห้ออกมาอีก“ตกลงว่าเ้าจะบอกข้าได้หรือยังว่าแม่นางเ่าั้เป็ใคร”
“แม่นางเ่าั้เป็อนุภรรยาของนายท่านตงจวินเ้าค่ะ”
“อะไรนะ! ทั้งหมดนั่นน่ะเหรอ”ซูจิงชี้นิ้วไปยังสตรีกลุ่มนั้นที่มีจำนวนถึงสี่คน
“เ้าค่ะ”
คำตอบของสาวใช้สร้างความโมโหให้แก่หยางซูจิงเป็อย่างมากหญิงสาวจึงเดินกระฟัดกระเฟียดไปทางอื่น ซึ่งเป็ทางไปศาลานั่งเล่นตรงสระบัวพอดี
ซูจิงเดินเข้าไปนั่งสงบสติอารมณ์อยู่ภายในศาลา เนื่องจากอารมณ์ในตอนนี้ของเธอมันพลุ่งพล่านมากเพราะเธอเอาไปเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ของตัวเองที่ผ่านมา
ทำไมนะ ขึ้นชื่อว่าผู้ชายไม่ว่าจะยุคไหนหรือสมัยไหนก็ล้วนแล้วแต่เ้าชู้กันทั้งนั้นไม่สามารถรักเดียวใจเดียวและมีเมียแค่คนเดียวไปตลอดชีวิตได้เลยหรืออย่างไรกัน
“ผู้ชายมันก็เ้าชู้เหมือนกันหมด”หญิงสาวทุบมือลงบนโต๊ะหินอ่อนอย่างแค้นเคือง
“นายท่านตงจวินไม่ใช่คนเช่นนั้นหรอกฮูหยินก็ทราบดีนี่เ้าคะ” ไป๋ลู่แก้ตัวแทนรองแม่ทัพหนุ่มเสียงอ้อมแอ้มหยางซูจิงที่กำลังโกรธอยู่จับใจความคำพูดได้แค่ว่าอีกฝ่ายแก้ตัวแทนจึงกล่าวอย่างใส่อารมณ์ว่า
“หึ...พาเมียน้อยเข้าบ้านมาตั้งหลายคนเ้ายังว่าเขาไม่ใช่คนเช่นนั้นอีกรึหรือว่าต้องรอให้มีสักร้อยคนก่อนเ้าถึงจะว่าเขาเ้าชู้ได้”
“สี่คนที่ท่านเห็นนายหญิงเป็คนจัดหาไว้ให้นายท่านั้แ่ก่อนที่ฮูหยินจะแต่งเข้าเรือนนี้อีกเ้าค่ะ”
“จริงเหรอ”
“จริงเ้าค่ะ”
เมื่อได้รับคำยืนยันซูจิงก็อารมณ์เย็นขึ้นมาหน่อยหนึ่งก่อนจะนึกถึงชื่อคนคนหนึ่งที่ได้ยินบ่อยๆ ขึ้นมาได้จึงถามด้วยความอยากรู้
“แล้วอนุหลี่ที่เ้าเคยพูดถึงล่ะ คนนี้นายหญิงก็จัดหามาให้อีกสินะ”
“ไม่ใช่เ้าค่ะ”
“อ้าว แล้วใครเป็คนจัดหามาให้ล่ะ”
คำถามของนายสาวทำให้ไป๋ลู่ยิ้มเจื่อนๆก่อนตอบเสียงอุบอิบว่า
“ก็...ฮูหยินไงเ้าคะ”
“ข้าน่ะเหรอที่เป็คนหาเมียน้อยให้สามีตัวเอง”หญิงสาวชี้นิ้วมาที่ตัวเองอย่างใ เพราะคิดไม่ถึงว่าผู้หญิงที่เธอมาอาศัยอยู่ในร่างนี้จะเป็คนที่หาเมียน้อยมาให้สามีตัวเองได้เธอล่ะไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ