ตอนที่3เริ่มต้นอย่างเป็ทางการ
ร้านผ้าลี่จินตั้งอยู่บนถนนเส้นหลักในย่านการค้าของเมืองม่านเยว่ตัวตึกขนาดสองชั้นสร้างจากไม้สักลงรักอย่างดีด้านหน้าร้านมีป้ายชื่อที่เขียนด้วยลายมือชดช้อยว่า ‘ลี่จิน’
ทันทีที่ลงจากรถม้าคนผู้หนึ่งก็รีบเข้ามาต้อนรับ เขาเป็ชายอายุราวยี่สิบปลาย ๆ ท่าทางบอบบางอ้อนแอ้นไม่ต่างจากผมมากนัก ทั้งกิริยาท่าทาง การพูดการจา เพียงมองก็รู้ว่าพวกเรามีรสนิยมคล้ายๆกัน
“คุณชาย สบายดีหรือขอรับ”ชายผู้นั้นประสานมือทักทายผมด้วยท่าทางนอบน้อมผมจึงหันไปมองเสี่ยวไป๋ด้วยใบหน้าสงสัยเล็กน้อยอย่างที่บอกว่าผมไม่รู้จักใครในมิตินี้เลย บางที์อาจลงโทษให้ผมมาอยู่ที่นี่จริงแต่ท่านคงลืมใส่เื่ราวของร่างเดิมมาให้ผมด้วย เพราะตอนนี้ความทรงจำใน ‘ร่างนี้’ ของผมมันว่างเปล่า ไม่มีอะไรแวบเข้ามาไม่มีภูมิหลังใดใดทั้งสิ้น เหมือนจับเอาผมเข้ามาอยู่ในร่างกลวง ๆ ที่ไม่มีอะไรเลย ผมจึงต้องคอยพึ่งข้อมูลจากเสี่ยวไป๋เท่านั้น
เอ๊ะ! หรือเสี่ยวไป๋คือพระเ้าที่คอยนำทางผม
ผมมองเสี่ยวไป๋ด้วยใบหน้าระแคะระคายบางอย่างทว่าเสี่ยวไป๋กลับมองตอบมาด้วยใบหน้าใสซื่อ
หึ! ว่าไปนั่นตัวโง่งมคนนี้จะเอาความกล้าที่ไหนมาบงการชีวิตผมกัน
“คนผู้นี้คือหลงจู๊ของร้านเ้าค่ะคุณชายจางอิงอู่” เสี่ยวไป๋บอกผมด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน
ผมพยักหน้ารับคำเสี่ยวไป๋แ่เบาก่อนจะหันไปมองหลงจู๊ของร้านที่ยังยืนส่งยิ้มมาให้
“ข้าสบายดี ่ที่ข้าไม่อยู่มีอันใดเกิดขึ้นหรือไม่” ผมไพล่มือไว้ด้านหลัง ก่อนจะหันไปตอบคำทักทายของหลงจู๊
“เรียนคุณชาย่อาทิตย์ที่คุณชายไม่อยู่ ทางสกุลฟงมาติดต่อให้ทำชุดมงคลขอรับได้ข่าวว่าบุตรชายคนโตกำลังจะแต่งงานกับบุตรสาวของสกุลจ้าวจึงขอให้เราทำชุดมงคลให้ โดยผ้าที่ใช้ต้องเป็ผ้าไหมหมื่นราตรีตอนนี้ใกล้แล้วเสร็จ เตรียมส่งมอบขอรับ”
หลงจู๊แซ่จ้าวอธิบายขณะที่พวกเราทั้งสามเดินเข้ามาในร้านผมฟังไปพลาง มองสำรวจร้านไปพลาง ก่อนจะแอบตกตะลึงกับภายในร้านเล็กน้อยชั้นล่างของร้านจัดวางผ้าหลากหลายแบบอย่างเป็ระเบียบที่เป็ผ้าทั่วไปก็ตั้งอยู่รวมกันให้ได้เลือกได้จับหากเป็ผ้าหายากหรือมีราคาจะถูกจัดเก็บไว้ในตู้อย่างดีโดยจัดแสดงเพียงตัวอย่างของผ้า พร้อมทั้งมีป้ายชื่อกำกับให้ได้รู้ว่าคือผ้าชนิดใด เช่นผ้าทอไหมทองที่ทำจากวัสดุคล้ายฝ้ายสีขาว แต่พิเศษตรงที่เมื่อนำมาทอเป็ผืนยามต้องแสงจันทร์จะเหลือบแสงคล้ายทอง หรือผ้าไหมหมื่นราตรีที่สกุลฟงขอให้ตัดเป็ชุดมงคลซึ่งตัวผ้าทอจากเส้นใยของตัวไหมถงซิน โดยมีความเชื่อว่าตัวไหมถงซินเป็สัญลักษณ์ของรักเดียวชั่วนิรันดร์ ภายใน่ชีวิตของตัวไหมถงซินนั้นพวกมันจะมีคู่เพียงตัวเดียว หากตัวใดตัวหนึ่งตายไป อีกตัวจะตายตามและด้วยความที่พวกมันมีอายุยืนยาว หลังจากที่พวกมันครองคู่กันแล้วพวกมันจะช่วยกันถักทอเส้นใยเพื่อสร้างรัง ซึ่งรังไหมนั้นจะคงอยู่ตราบจนหมื่นราตรีก่อนที่พวกมันจะสิ้นอายุขัยไปด้วยกันเหลือทิ้งไว้เพียงรังไหมสำหรับถักทอเป็ผ้าผืนมงคล
สิ่งสำคัญคือรังของตัวไหมถงซินที่สมบูรณ์นั้นหาได้ยากยิ่งนัก แม้ตัวไหมถงซินจะมีอายุขัยหมื่นปีแต่มีเพียงจำนวนน้อยที่มีชีวิตอยู่จนสิ้นอายุขัย รังไหมที่มีอายุไม่ถึงหมื่นปีก็ไม่สามารถนำมาทอเป็ผ้าไหมหมื่นราตรีได้เพราะจะมีความหมายไม่เป็มงคล กลายเป็การแช่งให้คู่รักพรากจากกันไปเสีย
ถามว่าผมรู้ข้อมูลได้อย่างไรนั่นเป็เพราะว่านอกจากป้ายชื่อชนิดของผ้าแล้ว ยังมีป้ายที่ให้ข้อมูลที่มาและคุณสมบัติของผ้าติดไว้ด้วยเพื่อให้ลูกค้าได้เลือกผ้าอย่างตรงตามวัตถุประสงค์การใช้งานหรือตามความหมายมงคลของมัน
ภายในร้านมีลูกค้าอยู่ประปรายและมีพนักงานคอยให้คำแนะนำอยู่ไม่ห่าง
หลงจู๊เดินนำผมขึ้นไปบนชั้นสองคาดว่าห้องพักส่วนตัวของผมคงอยู่บนนั้น ชั้นสองแตกต่างจากชั้นหนึ่งบนนี้ไม่มีผ้าให้ลูกค้าได้เลือกซื้อ แต่เป็ส่วนที่มีไว้จัดแสดงเสื้อผ้า หุ่นโชว์ทำมาจากไม้ตั้งเรียงรายตลอดชั้นสองบนตัวหุ่นสวมด้วยเสื้อผ้าหลากหลายรูปแบบ ตามแต่ ‘คอลเล็กชัน’ ของทางร้านใน่นั้น ๆ ทั้งยังเป็ส่วนที่ให้ลูกค้าได้เลือกแบบชุดเพื่อสั่งตัดกับทางร้าน
“เร็วๆ นี้ ฉิงอันกงจู่เสด็จมาขอเข้าพบ บอกว่า้าให้คุณชายเป็ผู้ออกแบบอาภรณ์สำหรับงานชมดอกไม้เดือนสารทแต่เพราะคุณชายประสบอุบัติเหตุทำให้ไม่ได้มาร้านหลายอาทิตย์กงจู่จึงให้แจ้งกลับไปหากคุณชายหายดีแล้วขอรับ”
อุบัติเหตุ?อุบัติเหตุอีกแล้วหรือมันจะเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ทำให้เ้าของร่างต้องพักรักษาตัว?
เอาเถอะหากมีเวลาว่างผมค่อยถามเสี่ยวไป๋ก็แล้วกันตอนนี้ต้องให้ความสนใจกับเื่ที่หลงจู๊บอกก่อน
หลังจากเดินมาถึงห้องที่คิดว่าเป็ห้องส่วนตัวของผมแล้วผมก็ตรงไปนั่งที่เก้าอี้ไม้สักตัวใหญ่ที่วางอยู่หลังโต๊ะไม้สักกว้างเสี่ยวไป๋หลบไปชงชาให้ผมส่วนหลงจู๊ยังคงยืนรายงานเื่ของฉิงอันกงจู่อยู่ข้างโต๊ะ
“ฉิงอันกงจู่ได้บอกหรือไม่ว่า้าชุดแบบใด”ผมสวมิญญาเ้าของร้าน ถามเกี่ยวกับรายละเอียดของงาน ทั้งๆ ที่หัวสมองขาวโพลนยังดีที่ในชีวิตก่อนผมเรียนมาทางด้านแฟชันดีไซน์ การออกแบบเสื้อผ้า ดังนั้นเมื่อต้องมาสวมบทบาทเป็เ้าของร้านผ้าชื่อดังผมจึงไม่ล่กมากนักเพราะพอมีความรู้ติดตัว
“ฉิงอันกงจู่ไม่ได้บอกไว้ขอรับพอมาแล้วไม่พบคุณชายก็เสด็จกลับ บอกแค่ว่าหากคุณชายกลับมาแล้วให้แจ้ง เช่นนั้นคุณชายจะให้ส่งจดหมายไปแจ้งเลยหรือไม่ขอรับ”
“อืม...งานชมดอกไม้เดือนสารทจะจัดขึ้นเมื่อไร” แม้จะมีความรู้ด้านการออกแบบเสื้อผ้าแต่การแต่งกายรวมถึงชนิดผ้าของผู้คนในสมัยนี้ ผมไม่มีความรู้แม้แต่น้อยคงต้องขอเวลาศึกษาก่อน
หลงจู๊ดูมีท่าทางสงสัยเล็กน้อยที่ผมไม่รู้ทำไมเล่า? หรือมันเป็งานสำคัญที่ทุกคนทราบกันดีอยู่แล้ว?ผมเริ่มกังวลเล็กน้อยจึงมองหาตัวช่วยอย่างเสี่ยวไป๋ ทว่าเสี่ยวไป๋ยังไม่ทันมาหลงจู๊ก็เอ่ยขึ้นมาเสียก่อน “งานชมดอกไม้เดือนสารทจัดขึ้นในเดือนสิบของทุกปีหรือก็คืออีกสามเดือนข้างหน้าขอรับ”
“อะ...อ้อ นั่นสินะ! เดือนสิบนี่เอง อีกสามเดือนข้างหน้า”ผมกำหมัดขวาและทุบลงบนฝ่ามือซ้ายทำท่าทางราวกับคิดออกแล้วเพื่อกลบเกลื่อนความน่าสงสัย
“คุณชายหากท่านยังไม่หายดี เราค่อยเลื่อนแจ้งจดหมายกับทางกงจู่ก็ได้นะขอรับข้าน้อยทราบจากเสี่ยวไป๋ว่าเหตุการณ์นั้นทำให้ความทรงจำของคุณชายขาดหายไปชั่วคราวแต่ไม่คิดว่า... ” ไม่คิดว่าจะลืมวันลืมคืนเช่นนี้ ใช่ไหม? ผมต่อประโยคที่เหลือให้หลงจู๊ในใจ
เสี่ยวไป๋...ยายคนนี้ไปพูดกับหลงจู๊ั้แ่เมื่อไร
แต่ยังถือว่าเป็เื่ดีผมสามารถใช้ ‘เหตุการณ์นั้น’ มาอ้างความเลอะเลือนของตัวเองได้
“เสี่ยวไป๋บอกแล้วหรืออย่างนั้นก็ส่งจดหมายไปบอกกงจู่ว่าให้มาพบอาทิตย์หน้าก็แล้วกันข้าขอเวลาเตรียมตัวเสียก่อน” คิดอย่างนั้นก็ดีผมถือโอกาสนี้บอกหลงจู๊ให้เลื่อนนัดไปก่อน
“ขอรับคุณชายเื่สำคัญที่เกิดขึ้นระหว่างที่คุณชายพักรักษาตัวมีเพียงเท่านี้ขอรับคุณชาย้าทราบเื่ใดอีกหรือไม่”
“ไม่มีแล้วเ้าไปทำงานเถิด”
“ขอรับข้าน้อยขอตัว”
“อ้อ!เดี๋ยวก่อนอาจาง” ผมเรียกหลงจู๊ที่กำลังจะเดินออกไปเพราะนึกบางอย่างขึ้นมาได้
“ขอรับ”
“ให้คนเอาบันทึกเกี่ยวกับผ้าและแบบชุดที่ทางร้านขายมาให้ข้าด้วยข้าคงต้องทบทวนเล็กน้อย พอดีความทรงจำขาดๆ หายๆ น่ะ”ผมยกเื่นี้ขึ้นมาอ้างอีกครั้ง เพราะดูจะใช้ได้ผลเสมอหลงจู๊โน้มตัวคำนับก่อนจะเดินออกจากห้องไปผมแอบเห็นว่าแววตาที่อาจางมองผมดูมีความเห็นอกเห็นใจเล็กน้อยทำให้ผมรู้สึกเก้อแปลกๆ
รู้สึกไม่ดีแปลกๆที่ดูเป็คนไม่รู้อะไร โธ่! ์ถ้าจะส่งผมมาที่มิตินี้ ก็ควรมอบความทรงจำให้ผมด้วยเถิดผมไม่อยากกลายเป็ตัวประหลาดในสายตาคนอื่นนะ
เสี่ยวไป๋ยกชุดชาและของว่างมาวางให้บนโต๊ะผมจึงจิบชาไปทานขนมไประหว่างรอให้หลงจู๊เอาข้อมูลบันทึกที่ขอไปมาให้
หลังจากเข้ามานั่งในห้องพักส่วนตัวผมยังไม่มีโอกาสสำรวจเลย ตอนนี้พอนั่งว่างๆ จึงกวาดสายตามองรอบห้อง
ห้องพักส่วนตัวของผมจะว่าโล่งก็โล่งจะว่ารกก็รก
ที่บอกว่าโล่งคือห้องนี้ไม่มีการประดับตกแต่งหรือมีสิ่งของอันใดมากมายนักนอกจากโต๊ะไม้สักขนาดใหญ่ที่มีความยาวราวสองเมตร และเก้าอี้ไม้สักตัวใหญ่แกะสลักเป็รูปดอกเหมยปูรองนั่งด้วยเบาะกำมะหยี่บุนวมสีแดงเืนก ส่วนที่บอกว่ารกคือ ตำรา!
ตู้หนังสือขนาดใหญ่เรียงรายชิดผนังห้องบนชั้นเต็มไปด้วยตำรา ถ้าไม่รู้ว่าเ้าของร่างเดิมทำกิจการร้านผ้าผมคงคิดว่าเขาเป็ขุนนางบุ๋นผู้รอบรู้ แต่ถึงไม่ได้เป็ขุนนาง ร่างนี้ก็คงใฝ่รู้ไม่น้อยจากที่ลองเปิดดูหนังสือแล้ว ส่วนใหญ่เป็ตำราเกี่ยวกับลักษณะและรูปแบบของผ้าการออกแบบเสื้อผ้า มีเพียงส่วนน้อยที่ไม่ใช่ตำราที่เกี่ยวข้องกับกิจการของเ้าตัว
ไม่นานนักหลงจู๊ก็นำพนักงานในร้านมาส่งบันทึกที่ผมขอไปเห็นปริมาณข้อมูลแล้วผมถึงกับอ้าปากค้าง
บันทึกข้อมูลเกี่ยวกับผ้าที่ทางร้านขายมีไม่น้อยกว่าห้ากองข้อมูลการออกแบบชุดอีกไม่น้อยกว่าห้ากอง แต่ละกองยังสูงท่วมหัวผมที่นั่งบนเก้าอี้
ทั้งหมดนี้คือข้อมูลที่ผมต้องศึกษาก่อนจะถึงการนัดหมายกับฉางอันกงจู่ในอาทิตย์หน้า!
ชีวิตจริงในมิตินี้เริ่มต้นอย่างเป็ทางการแล้วสินะ!!!