แล้ววันนี้ เธอก็ได้คำตอบว่าเธอถูกส่งตัวกลับมาที่โลกอดีตนี้เพื่ออะไร ่หนึ่งของคำบอกเล่าของภัณฑารักษ์คนนั้นแว่วกลับมาในหัว...
“...จากบันทึกของบัณฑิตในยุคนั้นที่เราค้นพบ มีเขียนไว้ว่าเสียดายที่พระอนุชา ‘ไป๋หลงหลาน’ ที่ทรงคุณธรรมไม่ได้ครองราชย์ มิเช่นนั้นบ้านเมืองคงเจริญรุ่งเรือง ประชาราษฎร์คงอยู่ดี มีสุข ถ้าเป็อย่างนั้นจริง ประวัติศาสตร์อาจไม่ใช่แบบนี้ก็ได้ค่ะ ราชวงศ์ไป๋อาจยืนยาวกว่านี้หลายรุ่นก็เป็ได้...”
บางทีใครบางคนอาจ้าให้เธอช่วยเปลี่ยนประวัติศาสตร์ให้กับราชวงศ์ไป๋ ให้คนดี มีคุณธรรม มาปกครองบ้านเมืองแทนฮ่องเต้ทรราชพระองค์นั้น ‘ไป๋หลงหลาน’ ชื่อนี้ที่ในบันทึกของบัณฑิตคนนั้นกล่าวว่าเสียดายที่พระองค์ไม่ได้ขึ้นครองราชย์...เสียดาย ตอนนั้นไม่ได้ถามต่อว่าทำไมเขาถึงไม่ได้ครองราชย์ทั้งๆ ที่ดูจะเป็ที่รักของประชาชน
และอีกอย่าง...นี่อาจจะเป็หนทางให้เธอได้เข้าใจสิ่งที่พ่อของเธอเพียรหาคำตอบมาตลอดสิบกว่าปีนี้ก็เป็ได้
***
ไป๋หลงหลานเดินทางกลับจวนด้วยความรู้สึกประหลาด ทั้งทึ่งและสงสัย แม่นางผู้นั้นรู้ได้อย่างไร สิ่งที่นางบอกกล่าวเป็จริงทั้งหมด ดีว่าเขาเตรียมตัว เตรียมใจ จากคำเตือนของนางเอาไว้เผื่อๆ ตอนขาเข้าวังไป ยังอดขำตนเองไม่ได้ ว่าหลงละเมอไปกับนิยายที่หญิงสาวบอกเล่า
หากเมื่อเข้าเฝ้า เขาจึงได้รับการยืนยันว่าเสนาบดีหยวนเสี้ยวเสียชีวิตด้วยมีดสั้นที่มีสัญลักษณ์ประจำตัวของเขาจริงๆ การเรียกเขามาครั้งนี้ไม่ใช่การเข้าเฝ้าด้วยกิจการงานบ้านเมือง หากเป็การให้ท่านอัครมหาเสนาบดี และมู่หย่งอี้ ผู้ตรวจการหน่วยต้าหลี่ซื่อทำการไต่สวน
เขาปฏิเสธข้อกล่าวหานั้นและยืนยันความบริสุทธิ์ของเขากับฮ่องเต้ โดยใช้ข้ออ้างเดียวที่จ้าวรั่วซีใช้เถียงกับเขา นั่นคือชี้ให้เห็นว่าคนระดับเขาที่มีอำนาจในการบัญชาการกองทัพ ถ้าเขาทำจริง เขาจะโง่ขนาดทิ้งหลักฐานไว้ชัดเจนเช่นนั้นได้อย่างไร และให้คำมั่นกับองค์ฮ่องเต้ว่าเขาจะรีบสืบหาความจริงมาอธิบายให้จงได้ภายในหนึ่งเดือน
โชคยังเข้าข้างเขาอยู่บ้าง เพราะมู่หย่งอี้เป็สหายสนิทของเขา และรู้ดีว่าไป๋หลงหลานให้ความเคารพท่านเสนาบดีหยวนเสี้ยวมาก เพราะเคยเป็ราชครูขององค์ชายมาในวัยเยาว์ จึงช่วยกราบทูลให้ความเห็นร่วมไปกับเขาอีกแรง
***
จ้าวรั่วซีพยายามใช้สมองอย่างหนัก เพื่อจะเรียบเรียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในฝันทั้งหมด เพื่อเตรียมจะเล่าให้องค์ชายฟัง ด้วยความคาดหวังว่าเขาจะเชื่อเธอ และยอมให้เธออยู่ที่นี่เพื่อช่วยเขาคลี่คลายคดี แน่นอนว่าเธอ้าให้เขาช่วยไขปริศนาบางอย่างที่เธอติดใจสงสัย หากลึกๆ ในใจที่เธอไม่อยากจะยอมรับ ก็คือเธอเป็ห่วงเขา และ้าช่วยให้เขาพ้นภัยในครั้งนี้...ทำไมนะ ทำไมต้องห่วงเขาด้วย คงเพราะเราไม่ชอบให้ใครถูกใส่ร้ายอย่างอยุติธรรม...ใช่ไหมนะ
หญิงสาวเอนหลังพิงผนัง หวังพักสายตาและสมองสักครู่ แต่ด้วยความอ่อนล้าจึงเผลอหลับไป เธอนั่งเหยียดขายาวเพราะเจ็บและปวดแผลที่หัวเข่า ชุดผ้าฝ้ายสีครีมมีรอยคราบเืจากาแที่หัวเข่าทั้งสองข้าง
ทหารยามไขกุญแจแล้วเปิดประตูห้องขังให้กับองค์ชายและองครักษ์ลู่เจ๋อ ก่อนจะโค้งคำนับแล้วถอยหลังออกไป จนชายหนุ่มทั้งสองเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าแล้ว หากหญิงสาวก็ยังคงไม่รู้สึกตัว ลู่เจ๋อขยับจะเข้าไปเรียกนาง หากไป๋หลงหลานส่งสัญญาณไม่ให้ปลุก เพราะเขาเหลือบไปเห็นกระดาษหลายแผ่นที่หญิงสาวเขียนเอาไว้
เขาก้มลงหยิบขึ้นมาหนึ่งแผ่น แล้วพยายามอ่าน ลายมือนางเสมือนคนไม่เคยร่ำเรียนการคัดเขียน และมีตัวอักษรที่ดูแล้วก็เป็ภาษาฮั่น แต่มีหลายคำที่เขาอ่านไม่ออก มันคือภาษาอะไรกันแน่นะ?
ไป๋หลงหลาน หันกลับมามองที่หญิงสาวด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก หญิงสาวผู้นี้ดูไม่มีพิษมีภัย แล้วนางก็มิได้โกหก สิ่งที่เขาคิดว่านางแต่งเื่ประหลาด กลับกลายเป็จริงหมดทุกคำพูด เขาพินิจมองใบหน้าที่เริ่ม ‘มอม’ และมีรอยหมึกติดที่แก้มสองสามจุด เหมือนเด็กหัดใช้พู่กันไม่มีผิด ถึงกระนั้นก็ยังไม่สามารถปิดบังความงามเอาไว้ได้ มองไล่ลงมาจนมาสะดุดที่รอยคราบเืที่บริเวณหัวเข่าทั้งสองข้าง หัวใจเขากระตุกแปลกๆ
องค์ชายหนุ่มจึงก้มลง แล้วใช้มือเขย่าหัวไหล่หญิงสาวเบาๆ เพียงสองครั้งหญิงสาวก็ลืมตาขึ้นแบบงัวเงีย หากเมื่อสบตากับดวงตารูปเมล็ดอัลมอนด์ ที่ก้มหน้าลงมาใกล้ กระพริบตาสองสามครั้ง จึงรู้สึกตัวเต็มที่แล้วผุดตัวลุกอย่างรวดเร็ว จนลืมไปว่าหัวเข่าตนเองเป็แผลอยู่ จึงต้องร้องออกมาด้วยความเจ็บ และร่างคะมำไปด้านหน้า แต่ก่อนที่จะล้มไปกับพื้น ไป๋หลงหลานคว้าตัวเธอเอาไว้ได้ แล้วค่อยประคองเธอให้ยืนขึ้น
หญิงสาวนึกได้ว่าแผลที่เข่านี่ก็ได้มาจากการไม่ได้คุกเข่าทำความเคารพเขา เธอจึงจะคุกเข่าลงอีกครั้ง
“ถวายบังคมเพคะ” หากเขาคว้าแขนเธอเอาไว้ก่อนที่เธอจะคุกเข่าลง
“เข่าเจ็บเป็แผลขนาดนั้น ไม่ต้องหรอก ไปนั่งที่นั่นก็แล้วกัน” ไม่พูดเปล่า องค์ชายหนุ่มยังพยุงแขนหญิงสาวไปนั่งที่แคร่ ท่ามกลางความงุนงงของเธอ และลู่เจ๋อที่เลิกคิ้วสูงด้วยความแปลกใจ แต่ก็กลบเกลื่อนสีหน้าได้อย่างรวดเร็ว
“สิ่งที่หม่อมฉันบอก...เอ้ย...กราบทูล เป็ความจริงใช่ไหมเพคะ” จ้าวรั่วซีรีบทูลถาม
“เ้า...รู้ได้อย่างไร” เขายังคลางแคลงใจ
“ตามที่หม่อมฉันเล่า...เอ้ย...กราบทูลเพคะ ทุกเหตุการณ์หม่อมฉันเห็นในฝันทั้งหมด ทั้งฆาตกรรมที่เกิดก่อนหน้าท่านลุงผู้นั้น และอีกท่านที่เกิดตามมา”
“แล้วกระดาษพวกนี้ คืออะไร เ้าใช้ภาษาอะไรเขียน”
หญิงสาวงุนงงอยู่เพียงครู่ จึงรำลึกได้ว่าภาษาจีนที่เธอใช้ในยุคของเธอเป็ภาษาจีนตัวย่อ [1] ที่รัฐบาลจีนประกาศใช้เมื่อ่ยุคประธานเหมานี่เอง แต่ในยุคนี้ น่าจะยังใช้ภาษาจีนตัวเต็ม [2] อยู่ เธอจึงต้องอธิบายย้ำถึงที่มาของเธออีกครั้ง
“เป็ภาษาฮั่นนี่ล่ะค่ะ แต่ที่ที่หม่อมฉันจากมา เราใช้เวอร์ชั่น...เอ่อ...ใช้รูปแบบตัวอักษรที่มีการปรับให้เขียนง่ายขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้คนเรียนหนังสือได้มากขึ้นเพคะ”
“แล้วเ้าเขียนอะไรไว้ หลายๆ ตัวอักษรข้าไม่สามารถอ่านได้” เขากล่าวพลางหยิบกระดาษขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง
“หม่อมฉันพยายามเรียบเรียงเหตุการณ์ฆาตกรรมที่หม่อมฉันฝันเห็น ตามลำดับก่อนหลังทั้งหมดเอาไว้เล่า...เอ้ย...กราบทูลพระองค์เพคะ” เธอแอบถอนหายใจเบาๆ ...ไม่ได้เหนื่อยอะไรหรอก เหนื่อยหาคำพูดที่ถูกต้องนี่ล่ะ
ท่าทางอิหลักอิเหลื่อของหญิงสาวที่พยายามใช้ภาษาาาศัพท์กับเขา ทำให้มุมปากของชายหนุ่มยกขึ้นเป็รอยยิ้มเล็กๆ แม้เป็เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น หากคนที่ใกล้ชิดกับเขามาั้แ่เยาว์วัย รอยยิ้มมุมปากนั้นจึงไม่อาจหลุดรอดสายตาไปได้ นั่นทำให้คิ้วขององครักษ์หนุ่มต้องเลิกขึ้นด้วยความแปลกใจอีกครั้ง พร้อมกับคราวนี้ ตัวเขาเองก็มีรอยยิ้มที่มุมปากขึ้นมาเช่นกัน ...เห็นทีคงเป็การไต่สวนที่นุ่มนวลที่สุดในชีวิตองค์ชายแน่นอน...องค์ชายหนอองค์ชาย
“งั้นเ้าจงเล่ามาทั้งหมด ว่าเห็นสิ่งใด หรือใครที่ถูกสังหารไปบ้าง”
“อ้อ...แล้วก็พูดธรรมดาแบบภาษาของเ้าก็ได้ ถ้าไม่เข้าใจ ข้าจะถามเอง”
“โอเคเพคะ” แหม...ค่อยยังชั่ว
“เริ่มจาก...” จ้าวรั่วซีเล่าเหตุการณ์ฆาตกรรมที่เธอฝันเห็น ตามลำดับที่เธอฝัน ทั้งก่อนหน้าฆาตกรรมที่เพิ่งเกิดไป บุคคลที่ถูกสังหารทุกราย ล้วนมีลักษณะเป็คนที่ทำงานให้กับองค์ชายที่เพิ่งถูกสังหารไปจริงทั้งสิ้น ซึ่งทั้งเขาและลู่เจ๋อก็พยายามสืบเื่พวกนี้อยู่เช่นกัน
หญิงสาวถ่ายทอดเื่ราวผ่านการเล่า และอ่านจากสิ่งที่เธอเขียนให้เขาฟังประกอบไปด้วย เธอตั้งใจเขียนแยกเอาไว้หนึ่งคดีต่อกระดาษหนึ่งแผ่น เพื่อให้เขาจดจำ และเก็บเอาไปเรียบเรียงได้ จนมาถึงแผ่นสุดท้าย
“และอีกหนึ่งฆาตกรรมที่หม่อมฉันฝันเห็นหลังจากท่านลุงคนนั้น ดูจากการแต่งกายก็น่าจะเป็ขุนนางชั้นสูงเหมือนกันเพคะ แต่ท่านลุงคนนี้ ดูจะอายุน้อยกว่า และใส่ชุดเฉาฝูสีแดงเข้ม ไม่มีขลิบทอง และมีลายคล้ายไก่ฟ้าแผ่หาง...”
ไป๋หลงหลานหันมาสบตากับลู่เจ๋อทันที ขุนนางระดับสามใส่ชุดสีแดง และมีลายไก่ฟ้าแผ่หางเหมือนกันทุกคน แต่ถ้าเป็ขุนนางตงฉินที่อยู่ฝ่ายเขา สนับสนุนเขา น่าจะมีเพียงคนเดียว! และชายหนุ่มทั้งสองก็อุทานพร้อมกัน
“ท่านซ่ง!”
“ซ่งอวี้เหิง!”
“เ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อใด และสถานที่ใด” องค์ชายโพล่งถามออกมาด้วยน้ำเสียงวิตก
“คุณลุงท่านนี้ ดูเหมือนท่านจะถูกลอบสังหารระหว่างการเดินทางกลับจากวังหลวง เพราะหม่อมฉันเห็นสถานที่ด้านหลังมีความใหญ่โตมาก แล้วก็มีทหารเวรยามด้านหน้ามากมาย พอเข้าสู่ถนนที่ค่อนข้างปลอดคน รถม้าของของเขาก็ถูกชายชุดดำสี่ห้าคนโจมตี แล้วก็สังหารเขา แต่เื่เวลาหม่อมฉันไม่ทราบจริงๆ รู้แต่เป็่เวลาบ่ายแก่ๆ เพราะแสงแดดเริ่มเบาบางแล้ว แต่พระอาทิตย์ยังไม่ตกแน่นอนเพคะ”
“พระอาทิตย์ยังไม่ตก...คือสิ่งใด” เพราะภาษาที่ใช้ “สมัยใหม่” เกินไป หนุ่มโบราณถึงไม่เข้าใจ
“เอ่อ...หมายถึงอาทิตย์ลับลาขอบฟ้า เป็เวลาที่ไม่มีแสงแดดเพคะ” ยากจังแฮะ นี่ขนาดภาษาจีนด้วยกันนะเนี่ย
“งั้นก็เป็เวลา่นี้ ลู่เจ๋อ เ้ารีบนำคนไปตรวจสอบ ก่อนออกจากวังมาท่านซ่งยังมีข้อราชการที่ต้องกราบทูลเสด็จพ่อ ท่านจึงออกจากวังหลังภายหลังข้าแน่นอน คำนวณจากเวลาแล้ว ท่านน่าจะกำลังเดินทางกลับ”
หลังจากลู่เจ๋อกลับออกไปอย่างรวดเร็ว ไป๋หลงหลานหันกลับมาหาหญิงสาวแล้วจึงเอ่ยถาม
“ข้ายังไม่สามารถเชื่อเ้าได้ทั้งหมด แต่ก็ยินดีจะตรวจสอบ เพราะเป็เื่ความเป็ความตาย หากเื่ที่เ้าเล่ามาเป็ความจริง ข้าจะไม่ลงโทษในฐานะที่เ้าลอบเข้าจวนมา แต่หากไม่จริง...” เขาก้มหน้าเข้าไปกระซิบใกล้หูของหญิงสาว...” หัวสวยๆ ของเ้า เห็นทีข้าต้องขอล่ะ”
แล้วองค์ชายก็หันหลังกลับออกจากห้องขังไป แต่ยังทันได้เห็นสายตาค้อน ปากยื่น แถมยังแอบแลบลิ้นใส่เขา เพราะคิดว่าเขาเดินออกไปแล้ว เขาจงใจแกล้งพูดเพราะอยากเห็นปฏิกิริยาของเธอ หึหึ...ไม่กลัวจริงๆ อย่างที่คาดไว้ไม่ผิดเลย ช่างเป็หญิงสาวที่แปลกจริงๆ
เชิงอรรถ
คุณหมอสาวของเรา ช่างกล้า 555.
หากถูกใจ กดติดตาม เพิ่มเข้าชั้นเป็กำลังใจให้ไรท์บ้างนะคะ :-)