(จบ)พฤกษาวิญญาณกับสงครามมนุษย์พิฆาตเทพมังกร

    ตอนที่ 143 คุกมังกรโลหิตชั้นที่เจ็ด

            เมื่อคำสั่งของพัศดีหวังอี้ถูกเอ่ยออกมาว่าจะส่งตัวหวงเยี่ยซื่อจื่อไปยังคุกมังกรโลหิตชั้นที่เจ็ด


            บรรยากาศภายในโถงชั้นสามซึ่งเดิมก็อึมครึมอยู่แล้วกลับหนักอึ้งยิ่งกว่าเดิมเป็นเท่าตัว สีหน้าของเจ้าหน้าที่หลายคนเปลี่ยนแปลงทันที ดวงตาที่เคยตื่นตะลึงกับภาพกองซากศพก่อนหน้านั้น ได้แปรเป็นความตื่นตระหนกอย่างชัดแจ้ง


            ริมฝีปากบางรายซีดเผือดจนไร้สี เลือดลมคล้ายถอยหายไปจากใบหน้าโดยฉับพลัน


            “ดะ.. เดี๋ยวก่อนท่านพัศดี!”


            เสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างรีบร้อน เจ้าหน้าที่หนุ่มผู้ยืนอยู่แถวหน้าเผลอก้าวออกมาครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว


            “ทางสมาพันธ์นักล่ามังกรแห่งทิศอุดรได้ลงบัญญัติเอาไว้ว่าหวงเยี่ยจะต้องถูกคุมขังอยู่ที่ชั้นสามเพียงเท่านั้นนะขอรับ”


            ตัวของเขากลืนน้ำลายลงฝืดคอ ก่อนจะรวบรวมความกล้าในการเอ่ยต่อ


            “ทว่าการที่ท่านส่งไปยังคุกมังกรโลหิตชั้นที่เจ็ดมัน.. มันไม่โหดร้ายเกินไปหน่อยเหรอขอรับ!”


            “ไม่ใช่สิ มันเป็นดั่งฝันร้ายและนรกที่แท้จริง กระทั่งพวกเราเองก็ยังไม่อยากจะเหยียบย่างไปยังสถานที่แห่งนั้นเลยสักนิด!”


            “เพราะที่นั่นมีสัตว์ประหลาดที่แข็งแกร่งจนน่าสะพรึงกลัวอยู่!”


            เจ้าหน้าที่อีกหลายคนรีบเอ่ยสนับสนุนอย่างรวดเร็ว เสียงคัดค้านดังซ้อนทับกันอย่างโกลาหล


            “ขอรับท่านพัศดี ชั้นที่เจ็ดมันเกินขอบเขตที่มนุษย์จะทนไหว!”


            “ผู้ต้องขังที่ถูกส่งลงไปไม่มีใครกลับขึ้นมาได้เลย! แม้แต่หน่วยลาดตระเวนพิเศษยังไม่กล้าเข้าใกล้!”


            ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่บางรายที่ไม่เคยสัมผัสเรื่องราวเกี่ยวกับชั้นล่างสุดโดยตรงกลับเอียงคอด้วยความสงสัย พวกเขามองไปยังเพื่อนร่วมงานที่ตัวสั่นเทาอย่างไม่เข้าใจ


            “มันร้ายแรงมากเชียวหรือ?”


            “ชั้นที่เจ็ดมีอะไรอยู่กันแน่!”


            ทว่าตัวของหวังอี้ยังคงยืนสงบนิ่งท่ามกลางความวุ่นวาย มือหนายังคงคาบซิกก้าที่เหลืออยู่ สูดลมหายใจเข้าลึกจนปลายมวนเรืองแสงแดงฉาน ก่อนที่จะพ่นควันออกมาอย่างเชื่องช้า กลุ่มควันลอยวนเป็นชั้นบางๆเหนือศีรษะ


            เมื่อหมดแล้วก็โยนมันทิ้งไปด้านข้าง พลางเหยียบซากปลายซิกก้าที่ร่วงหล่นลงพื้นอย่างไม่ใส่ใจนัก


            ดวงตาคมของชายวัยกลางคนกวาดมองเจ้าหน้าที่ที่กำลังตื่นตระหนกทีละคน


            “กฎบัญญัติแล้วยังไง?”


            “ภายในคุกมังกรโลหิตแห่งนี้ข้าคือผู้ควบคุมสูงสุด จะสมาพันธ์นักล่ามังกรหรืออะไรก็ช่างแม่ง!”


            คำกล่าวนั้นราบเรียบ หากแฝงอำนาจเด็ดขาดที่ไม่เปิดช่องให้โต้แย้ง


            “เพราะงั้นมากับข้าซะไอ้เด็กน้อย หลังจากนี้แกจะได้ตกอยู่ในนรกอย่างแท้จริง!”


            บรรยากาศรอบด้านเงียบสนิททันทีเมื่อคำพูดสุดท้ายสิ้นสุด


            ส่วนตัวของหวงเยี่ยที่ยืนอยู่ก็ไม่ได้แสดงอาการหวั่นไหวขึ้น ใบหน้าของเขายังคงมีรอยยิ้มประดับอยู่ราวกับกำลังฟังเรื่องเล่าสนุกสนาน


            “ชั้นที่เจ็ดงั้นเหรอ.. ถ้าที่นั่นคือนรก ข้าหวงเยี่ยก็อยากเห็นว่ามันจะต่างจากที่นี่มากแค่ไหนกัน?”


            เจ้าหน้าที่บางคนถึงกับสะดุ้งเมื่อได้ยินคำตอบเช่นนั้น ความหวาดกลัวในแววตายิ่งชัดเจน


            หวังอี้ไม่กล่าวสิ่งใดเพิ่มเติม เพียงก้าวเข้ามาใกล้เพียงก้าวเดียว มือใหญ่ยื่นออกไปคว้าคอเสื้อของหวงเยี่ยอย่างง่ายดาย ก่อนจะยกตัวเขาขึ้นด้วยแขนเพียงข้างเดียว ราวกับกำลังยกของชิ้นเล็กๆที่ไร้น้ำหนักเลยก็ว่าได้


            “เก่งนักก็ลองไปพิสูจน์ดู!”


            หวงเยี่ยปล่อยให้ร่างถูกยกขึ้นโดยไม่ขัดขืน แขนทั้งสองห้อยลงอย่างผ่อนคลาย ดวงตายังคงจ้องมองพัศดีอย่างไม่หลบเลี่ยง


            หวังอี้หมุนตัวก้าวเดินออกจากโถงชั้นสาม เจ้าหน้าที่ที่ยืนขวางทางรีบแยกตัวออกอย่างรวดเร็ว ไม่มีใครกล้าขวางกั้น ระหว่างทางเดินยาวที่นำไปสู่เครื่องนำส่ง กลิ่นเลือดยังคงติดอยู่ในโพรงจมูกของผู้คน ทว่าความหวาดสะพรึงต่อสิ่งที่รออยู่เบื้องล่างกลับรุนแรงยิ่งกว่า


            เจ้าหน้าที่บางรายมองตามแผ่นหลังของพัศดีด้วยสายตาซับซ้อน


            “ท่านพัศดีเอาจริงด้วย?!”


            “ชั้นที่เจ็ด.. เขาจะรอดหรือ?”


            “ไม่! ไม่มีใครรอดจากที่นั่นได้!”


            เสียงกระซิบเหล่านั้นเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก

            

            ในที่สุด เจ้าหน้าที่หนุ่มผู้หนึ่งซึ่งเพิ่งย้ายมาประจำการได้ไม่นานก็รวบรวมความกล้าเอ่ยถามขึ้น


            “ชั้นที่เจ็ดมันคืออะไรกันแน่ ทำไมทุกคนถึงได้ทำหน้าแบบนั้น”


            คำถามดังกล่าวทำให้หลายสายตาหันไปมองเขาพร้อมกัน บางคนถอนหายใจยาว บางคนหลบสายตาอย่างลังเล


            ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งซึ่งรับราชการอยู่ในคุกมังกรโลหิตมาเกือบยี่สิบปีขยับตัวออกมาด้านหน้า เขามีใบหน้าหยาบกร้านเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นเล็กใหญ่ที่บอกเล่าประสบการณ์ยาวนาน ดวงตาของเขามองไปรอบๆอย่างมั่นใจ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง


            “ฟังไว้นะ..”


            “ฟังให้ดีๆเลยละพวกแก!”


            “ภายในคุกมังกรโลหิตชั้นที่เจ็ดน่ะ มันไม่ได้มีนักโทษหลายร้อยหลายพันคน หรือมีนักล่ามังกรที่แข็งแกร่งระดับแปดหรือเก้าถูกคุมขังอยู่หรอก ทว่าภายในชั้นที่เจ็ดน่ะ มีเพียงแค่ชายชราคนหนึ่งเท่านั้นที่กำลังถูกคุมขังอยู่”


            คำอธิบายดังกล่าวทำให้เจ้าหน้าที่รุ่นใหม่หลายคนขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ


            “แค่คนเดียว?”


            “ใช่! เพียงคนเดียว!”


            ชายผู้มีประสบการณ์พยักหน้ารับอย่างจริงจัง และยืนยันถึงเรื่องนี้ออกมาต่อ


            “เขาเป็นอดีตเทพสงครามที่แข็งแกร่งอย่างมากของสมาพันธ์นักล่ามังกรทางเหนือ!”


            “เมื่อประมาณหนึ่งร้อยปีก่อน ชื่อเสียงของเขาดังสะท้านฟ้าดิน ไม่มีใครในสมาพันธ์ที่ไม่รู้จัก”


            “เขาเป็นหนึ่งในกำลังหลักที่ยืนหยัดแนวหน้า สังหารศัตรูและเผ่าพันธุ์มังกรมานับไม่ถ้วน!”


            ดวงตาของชายผู้นั้นฉายแววซับซ้อนขณะกล่าวต่อ


            “ทว่าชายชราคนนี้เกิดเสียสติ เขาพูดแต่เรื่องราวของเผ่าพันธุ์มนุษย์ พูดถึงสายเลือดอันบริสุทธิ์ที่จะทำให้เผ่าพันธุ์มนุษย์แข็งแกร่งขึ้น!”


            “ท่านผู้นั้นเสียสติจนแทบจะเป็นผู้วิกลจริต มีอาการทางจิตขั้นรุนแรง แยกไม่ออกระหว่างความเป็นจริงกับภาพในหัวตัวเอง!”


            “มีอาการหลงผิด ประสาทหลอน คิดและพูดไม่ต่อเนื่อง พฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง จากผู้บัญชาการที่เด็ดขาดกลายเป็นคนที่บางครั้งหัวเราะโดยไม่มีเหตุผล บางครั้งก็โกรธเกรี้ยวรุนแรง จนไม่สามารถดูแลตัวเองหรือดำเนินชีวิตปกติได้เลยด้วยซ้ำ!”


            “จากที่เคยเป็นหนึ่งในเทพสงครามผู้แข็งแกร่งและมีชื่อเสียงสั่นสะท้านฟ้าดิน”


            “ท่านผู้นั้นกลับต้องกลายมาเป็นตาแก่บ้าที่แทบจะพูดแต่เรื่องสายเลือดมนุษย์บริสุทธิ์!”


            “ด้วยเหตุนี้เอง ทางสมาพันธ์นักล่ามังกรเห็นว่าเขานั้นเริ่มสติไม่ดี และอาจทำอันตรายต่อเผ่าพันธุ์เดียวกันเอง”


            “ทางสมาพันธ์จึงต้องนำเขามาคุมขังเอาไว้ภายในคุกมังกรโลหิตชั้นที่เจ็ดแห่งนี้ละ!”


    คล้ายกับเรื่อง(จบ)พฤกษาวิญญาณกับสงครามมนุษย์พิฆาตเทพมังกร ที่คุณอ่าน