เขาคิดว่าหากตัวเองได้เป็ฮ่องเต้จะรบพุ่งทำาอย่างหนักหน่วงเช่นนี้ หรือมันมีวิธีอื่นใดอีกบ้างแต่ก็อย่างที่รู้ว่าใน่ที่ไม่มีผู้ใดสร้างความเป็ปึกแผ่นในใต้หล้าได้การรบราฆ่าฟันก็จะยังดำเนินต่อไป หรือถึงแคว้นนั้นจะมีความยิ่งใหญ่อยู่แล้วเช่นแคว้นของเขาแต่ศึกาก็จะต้องเกิดขึ้นเพื่อประกาศความยิ่งใหญ่และข่มขวัญศัตรูต่อไป
“ไปเถอะ”เซียวซีตบที่ลำตัวอาชาสีขาวปลอดของเขา เ้าม้าเชิดหน้าขึ้นแล้วส่งเสียงร้องคึกคักเขารั้งบังเหียนของมันเอาไว้รอจนกระทั่งแม่ทัพใหญ่ขึ้นขี่ม้าตัวสีดำมันปลาบของตัวเองและยกมือส่งสัญญาณให้เดินทัพเขาจึงปล่อยให้ม้าห้อตะบึงไปข้างหน้า
หนทางต่อจากนั้นต้องผ่านทั้งหมู่บ้านน้อยใหญ่ป่ารกทึบ เส้นทางขรุขระและภูมิอากาศเอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้วันเวลาเคลื่อนคล้อยผันผ่าน โชคดีที่ไม่เกิดปัญหาใด ๆ ระหว่างเดินทางเสบียงร่อยหรอลงไปเพียงเล็กน้อย ทุกคนกินอย่างกระเหม็ดกระเหม่จนกระทั่งทั้งกองทัพเคลื่อนเข้าสู่ภูมิประเทศที่ไม่คุ้นเคยไอร้อนและความแห้งแล้งแผดเผาทุกคนให้อ่อนกำลังลงเฉิงอี้เลือกตั้งค่ายตรงเส้นแบ่งสุดท้ายระหว่างความอุดมสมบูรณ์สุดแคว้นเลยออกไปเล็กน้อยที่เห็นอยู่เบื้องหน้าคือทะเลแห่งความกันดารสีน้ำตาลแดง
เซียวซีะโลงจากหลังม้าปล่อยให้ทหารรับใช้เอาม้าไปดูแลให้น้ำรีบเดินเข้าไปหาเฉิงอี้ที่รอให้ทหารตั้งกระโจมสำหรับพักอาศัย ลี่หยางยืนขนาบข้างคอยสั่งการเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ขาดปาก
“ถือว่าเราทำได้ดี”
“ยังเร็วไปที่จะบอกว่าดีหรือไม่ดีและเสด็จพ่อของเ้าจะตรัสว่าดีก็ต่อเมื่อเราเอาชัยชนะไปถวาย”
เซียวซีไหวไหล่อย่างไม่ใส่ใจยกแขนโอบรอบบ่าหนาของอีกฝ่าย “ฝ่าาจะว่าอย่างไรก็ช่าง หากข้าบอกว่าดีมันก็จะต้องดี เ้าก็รู้ว่าข้ากุมโชคชะตาเอาไว้ในมือ”
ชายหนุ่มอมยิ้มกับความอวดดีของคนข้างกายหากแต่คำพูดนั้นจะว่าเป็เช่นพลังดึงดูดก็ว่าได้ เพราะที่ผ่านมาเซียวซีก็กุมชะตาของตนเองในามาโดยตลอดเมื่อครั้งก่อนตอนทั้งสองเพลี่ยงพล้ำในการศึกเซียวซีก็ดั้นด้นและดึงดันที่จะมีชีวิตรอด พยายามบอกให้เขาแบกร่างกายยับเยินขึ้นมาจากซากศพและกองเืจนพวกเขาพาตัวเองกลับเข้าสู่วังหลวงได้สำเร็จ
ทั้งสองต้องพึ่งพากันและกันเสมอหากได้รบเคียงข้างกันแล้ว ความพ่ายแพ้ก็ไม่มีทางเกิดขึ้นแต่ครั้งนี้พวกเขาต้องแยกกันไปคนละทางเพื่อหลอกล่อข้าศึกเฉิงอี้อาสาจะเดินทัพผ่านช่องแคบของหุบเขา ส่วนเซียวซีจะต้องลัดเลาะไปตามแนวชายป่ากองกำลังขนาดเล็กอีกหนึ่งกองจะบุกตะลุยไปข้างหน้าแล้วทุกฝ่ายก็จะไปกันที่ค่ายของพวกมัน
“ท่านจะตั้งค่ายตรงนี้สักกี่คืน”
“สองคืนเท่านั้นรอช้าไม่ได้แล้ว ป่านนี้พวกมันน่าจะรู้แล้วว่าเราเคลื่อนทัพเราจะต้องเร่งแบ่งกำลังออกตามที่วางแผนเอาไว้เพื่อไม่ให้พวกมันมีเวลาคิดไตร่ตรองและเกณฑ์ไพร่พลเพิ่มได้ทันเวลายิ่งทุกอย่างเร่งเร้า มันก็จะยิ่งรับมือได้ยาก”
“แล้วสายข่าวของเราเล่าได้ข่าวอะไรมาบ้างหรือไม่”
“ยังไม่ได้”
“แปลกป่านนี้พวกมันน่าจะต้องตื่นตัวแล้ว” เซียวซีตั้งข้อสังเกต
“ข้าก็ไม่อยากจะคิดว่าพวกมันโง่หรือว่ามันไม่ได้ประมาณการว่าเราจะเดินทัพได้เร็วถึงเพียงนี้จึงยังไม่ได้เตรียมการใด ๆ ก็เป็ได้”
“เอาเถอะเราเองก็จะต้องไม่ประมาทเด็ดขาด”
“เ้าไปพักเถอะอย่าห่วงนักเลย ข้าจะจัดการที่เหลือเอง” เฉิงอี้หันซ้ายหันขวา“แล้วนี่กระโจมเ้าตั้งเสร็จแล้วรึ ทำไมจึงไม่อยู่ใกล้ ๆ ข้า”
“ไม่ใช่ว่าข้าต้องคอยดูแลกองทัพจากอีกฟากของค่ายหรอกรึ”
คิ้วเข้มขมวดมุ่น“ไม่ เ้าเป็รองแม่ทัพก็ควรจะอยู่ใกล้ข้าดังเช่นที่ลี่หยางมักคอยอยู่ใกล้ ๆข้าเสมอ”
“ลี่หยางอยู่ใกล้ๆ เ้าเพื่อจะชวนร่ำสุราเท่านั้น” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยอกเย้าก่อนจะเรียกทหารรับใช้เข้ามาหา สั่งให้ย้ายกระโจมมาใกล้ ๆ ท่านแม่ทัพใหญ่ตามคำสั่ง
ค่ายทหารยามเย็นเต็มไปด้วยความครึกครื้นสนุกสนานหลังผ่านการเดินทางอันเหนื่อยยากและยาวนานหลายราตรีทุกคนต่างนั่งล้อมวงกินดื่มเท่าที่เสบียงจะเอื้ออำนวยแสงไฟจากคบเพลิงที่จุดเอาไว้รอบค่ายส่องแสงวับวาวในความมืด ทหารยามยืนตัวตรงแน่วดวงตาสอดส่ายหาความผิดปกติ แต่หูแว่วฟังเสียงเพลงที่เหล่าทหารร้องและปรบมือเข้าจังหวะไปพร้อมกัน
เซียวซีมักจะใช้เวลาร่วมกับทหารอื่นๆ เป็ประจำ เขาชอบนั่งล้อมวงฟังเื่ราวครอบครัวของคนเหล่านี้เรียนรู้มุกตลกโปกฮาต่าง ๆ ผิดกับเฉิงอี้ที่มักจะทิ้งระยะห่างกับทุกคนบุรุษหนุ่มผู้เคร่งขรึมยืนเอามือไพล่หลังมองความเคลื่อนไหวผ่านหน้าราวกับตัวเองเป็ทหารยามก็ไม่ปาน
อากาศยามค่ำคืนไม่หนาวมากนักมีคำสั่งห้ามก่อกองไฟกองใหญ่มากเกินไปเพื่อไม่ให้เป็การระบุตำแหน่งที่แน่นอนกับศัตรู หากมองจากที่ไกล ๆก็คงจะมองค่ายทหารแห่งนี้เป็เหมือนเงาของภูตผียามค่ำคืนต้นไม้ขยับไหวไปตามสายลมกับแสงไฟวับแวมบอกไม่ได้ว่ามาจากบ้านเรือนของชาวบ้านหรือคณะเดินทางของพวกพ่อค้าเร่
“ยังไม่นอนอีกหรือพรุ่งนี้มีเื่ให้ทำอีกมาก” เฉิงอี้เดินเข้ามากระซิบถามข้างหู
เขายับยั้งความคิดที่จะหันหน้ากลับไปมองหากไม่เช่นนั้น ใบหน้าของทั้งสองคงจะอยู่ใกล้กันเกินไป
“ท่านหมายถึงออกสำรวจเส้นทางน่ะหรือหากเป็เื่นั้น ข้านอนสักสองสามชั่วยามก็ยังมีแรงพอที่จะขี่ม้าอยู่หรอก”
“เ้าควรต้องพักผ่อนให้มาก”
“ท่านก็เช่นกัน”เขาตอบแล้วทำท่าจะลุกขึ้นยืน เฉิงอี้จึงขยับออกไปยืนตัวตรงอยู่ด้านหลังเช่นเดิม
“เอาล่ะข้าจะเข้านอนแล้ว พวกเ้าก็อย่าสนุกสนานจนลืมเวลาเก็บแรงไว้ฉลองยามเสร็จศึกก็ยังไม่สายถึงตอนนั้นเราจะได้กินดื่มแต่เนื้อและสุราไม่อั้นเชียว”
“ขอรับท่านรองแม่ทัพ” ทุกคนส่งเสียงตอบรับเซ็งแซ่แต่ก็ยังหันไปร้องรำทำเพลงกันต่อและคงเป็แบบนั้นอีกนาน
ทั้งสองเดินมาหยุดหน้ากระโจมของเซียวซีดวงตาของเฉิงอี้จับจ้องอยู่ที่สร้อยสะท้อนแสงจันทร์ระยับบนลำคอของเขาด้วยความสนใจ
“นี่หรือ”เขาจับจี้พลิกไปมา “ของท่านแม่ให้ข้าก่อนข้าจะออกเดินทัพข้าก็ไม่รู้ว่ามันสำคัญเช่นไร แต่นางบอกว่ามันเป็เครื่องรางนำโชคปกตินางไม่เชื่อเื่เหล่านี้เท่าใดนัก แต่พักหลังมานี้ข้าเห็นว่านางเครียดและกังวลใจกับอะไรบางอย่างผิดปกติ”
“ก็คงเป็เพราะสถานการณ์ก่อนการแต่งตั้งองค์รัชทายาท”
เขาพยักหน้าคล้อยตาม“หรือท่านเอาสร้อยเส้นนี้ไป เผื่อมันจะนำโชคให้ในวันที่เราต้องแยกกัน”
“ข้าไม่ต้องใช้โชค”เฉิงอี้บอกปัด แต่เซียวซีไม่ฟัง เขาปลดสร้อยห้อยจี้หยกแกะสลักออกจากคอแล้วก้าวไปสวมให้เฉิงอี้ด้วยความเบามือ
“สวมสร้อยนี่ไว้แล้วเ้าจะปลอดภัย”
ทั้งสองสบตากัน่ระยะห่างที่ไม่ห่างและความห่วงหาอาทรระหว่างพวกเขาทั้งสองพัดพาดวงใจที่แข็งแกร่งให้อ่อนไหวไปชั่วขณะ