จันทราลิขิตรัก

    เรื่องในบ้านครึกครื้นเพียงนี้เชียว(Rewrite)

    จวนมู่หรงลึกเข้าไปในห้องส่วนตัวเซ่อเจิ้งหวาง มู่หรงชวี่สบตากับคนมาใหม่ในมือถือถ้วยชาที่ยกขึ้นจวนถึงปากแล้ว เขาวางมันลงที่เดิมหันกายไปหยิบอาภรณ์ที่กระจัดกระจายบนพื้นมาสวมลวกๆ ก่อนกลับไปยังตำแหน่งเดิม

    “พระชายามาไม่ให้ซุ่มให้เสียง เซ่อเจิ้งหวางอย่างข้าก็ตกใจเป็นนะ”

    พระชายาปรายตามองบนเตียงเห็นเพียงผมสีดำสยายตัดกับแผ่นหลังขาวเนียนโผล่พ้นผ้านวมก่อนรั้งสายตากลับมาที่เจ้าของห้องอีกครั้ง ประกายในดวงตายิ่งเยือบเย็นขึ้นไปอีก มู่หรงชวี่เหงื่อตกผายมือไปยังห้องข้างพระชายาจึงหันหลังเดินนำไป

    มู่หรงชวี่ลอบปาดเหงื่อมองตามแผ่นหลังเล็กภายใต้ชุดเกราะเต็มยศหันกลับไปยังเตียงดึงผ้าห่มปิดแผ่นหลังนั้นจนมิดแล้วเดินตามออกไป

    “มีเรื่องเร่งด่วนอันใดใยท่านมาทั้งชุดเกราะ” มู่หรงชวี่เปลี่ยนสีหน้าเป็นเคร่งขรึมนั่งลงตรงข้ามอีกฝ่าย

    “ป้ายหยกเจ้าขอข้ายืมก่อน มีเรื่องต้องใช้”

    คนฟังเลิกคิ้วประหลาดใจ มองผู้ขอยืมหยกประจำตัวเซ่อเจิ้งหวางราวกับขอยืมเงินสองอีแปะ “มีสิ่งใดที่องค์หญิงใหญ่เตี้ยนจือยื่นมือเข้าไม่ถึงจนต้องใช้ป้ายหยกของข้าหรือ”

    เจ้าของชื่อเม้มปากสะกดกลั้นบางอย่าง มู่หรงชวี่สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นไปอีก ไม่บ่อยเลยที่สตรีผู้นี้เผยสีหน้าอย่างอื่นนอกจากเรียบเฉยเย็นชา

    “บุตรของข้า” นางเอ่ยขึ้นในที่สุด มุมปากกระจับสีอ่อนแย้มยิ้มเป็นรอยยิ้มอ่อนโยน “ข้าพบพวกเขาแล้ว”

    มู่หรงชวี่แตกตื่นไปแล้ว ใบหน้าสับสนงงงวยไม่รู้จะตกตะลึงสิ่งใดก่อนดี แม่ทัพใหญ่แห่งทิศอาคเนย์หรือองค์หญิงใหญ่เตี้ยนจือพี่สาวของจักรพรรดิองค์ก่อน นางคือสตรีประหลาดห้าวหาญดุดัน เย็นชาไร้ความรู้สึกมาตั้งแต่เด็ก น้อยครั้งจะเผยสีหน้าอย่างอื่น ยามนี้นางกำลังยิ้ม ซ้ำยังเป็นยิ้มอ่อนโยนปานนั้น มู่หรงชวี่ที่โตมากับนางยังอดตื่นตระหนกไม่ได้

    กว่าจะเก็บสติกลับมาได้ก็ใช้เวลาพอสมควร มู่หรงชวี่กระแอมไอปรับสีหน้าเป็นการเป็นงาน “ท่านจะแทรกแซงกรมปกครอง?”

    นางเก็บรอยยิ้มกลับใบหน้าเรียบนิ่งดังเดิม “กรมปกครองคือคนของเหลียนฉี แตะต้องส่งเดชไม่ได้"

    ในมือนางมีเพียงตราพยัคฆ์ บัญชาได้เต็มที่แค่ทหารฝั่งบู๊เท่านั้นมิอาจก้าวก่ายบัญฑิตหัวโบราณฝั่งบุ๋นได้ ทว่าหากฝืนใช้อำนาจองค์หญิงใหญ่ผนวกกับกำลังของไท่ฮองไท่เฮา*ตึงมือไปบ้างแต่ใช่จะทำไม่ได้ แต่ผลที่ตามมานั้นได้ไม่คุ้มเสีย การใหญ่ที่สู้อุตส่าห์ลงแรงมาหลายปีจะพลอยได้รับผลกระทบ ไม่คุ้มค่าจะเสี่ยงโดยสิ้นเชิง วิธีที่เหลืออยู่คือดึงเสนาบดีฝ่ายปกครองเข้าร่วมไม่ก็ดึงเซ่อเจิ้งหวางฝ่ายบุ๋นมาเป็นพวก ซึ่งทำได้ไม่ง่ายนัก

    “อืม ตัวปัญหาจริงๆ” มู่หรงชวี่เท้าคางเสสายตาไปยังทิศทางห้องนอนคล้ายมองผ่านๆ เอ่ยด้วยน้ำเสียงติดจะหงุดหงิดเล็กๆ “แต่ใช้ป้ายหยกของข้าก็ไม่มีประโยชน์ คนผู้นั้นไม่เคยไว้หน้าข้าสักนิด”

    แต่หากกรมปกครองทำผิดร้ายแรง…..เซ่อเจิ้งหวางฝ่ายบุ๋นเกิดเหตุไม่คาดฝันไม่สามารถลุกมาตรวจสอบได้….ก็ไม่แน่แล้วหากเซ่อเจิ้งหวางบู๊เช่นตนจะแทรกแซงกรมปกครอง

    “เอาเป็นว่าเรื่องนี้ข้าจัดการให้ท่านเอง” นัยน์ตาฉายแววเจ้าเล่ห์แต่เพียงกระพริบตาก็หายไป มู่หรงชวี่ผ่อนลมหายใจยืดตัวตรง “ตรากตรำเฝ้าชายแดนอยู่นานปีกลับมาทั้งทีก็ถือโอกาสพักผ่อนสักหน่อยเถิด”

    องค์หญิงใหญ่เตี้ยนจื่อตอบรับในลำคอทำเป็นไม่เห็นสายตาเมื่อครู่ มู่หรงชวี่เองทราบดีว่าไม่อาจลอดพ้นสายตานางได้กระนั้นก็ไม่ได้สนใจนักพูดคุยกันอีกสองสามประโยคก็แยกย้ายกันกลับห้อง

     

    ตั้งแต่กลับมาจากเรือนหลักเจิ้งเหยียนปิดปากเงียบไม่พูดไม่จาราวกับลืมวิธีพูด ใบหน้าขาวซีดคิ้วคมประดุจปลายดาบขมวดตลอดเวลา อันจื่อเทาเห็นเขาเป็นเช่นนี้ก็ไม่ได้เอ่ยปากถามทำทุกอย่างตามปกติ เข้านอนเจิ้งเหยียนยังคงไม่เอ่ยวาจาสักคำเอนกายลงนอนทั้งคิ้วยังผูกติดไม่คลาย

    อันจื่อเทานอนลงข้างกันขยับเข้าไปกอดร่างสูงใหญ่กว่าตนไว้ในอ้อมแขนลูบผมเขาไปมา เนิ่นนานดวงตาดอกท้อปรือปรอยเคลิ้มหลับเสียงอู้อี้ที่อกพลันดังขึ้นปลุกให้ตื่นจากหลับตื้น

    “วันนี้…มีสตรีบอกว่าเป็นแม่ของข้า”

    ดวงตาที่ปิดสนิทลืมขึ้นทันใด มือที่หยุดลงขยับลูบผมคนในอ้อมแขนต่อตอบรับเสียงเบา “อืม”

    “ข้าไม่รู้ควรรู้สึกอย่างไร” แรงกอดรัดที่เอวแน่นขึ้นไปอีกพร้อมกับร่างกายที่สั่นเล็กน้อย “หากนางพูดสักนิด บอกข้าสักนิดเหตุใดจึงทิ้งพวกเรา ทั้งที่…ทั้งที่ฐานะอย่างนางหากจะเลี้ยงดูพวกเราย่อมไม่ลำบากแม้แต่น้อย”

    สตรีผู้นั้นกล่าวแค่นางคือมารดาของเขาจี้กับกำไลหยกเลือดนกคือหลักฐาน ไม่ได้อธิบายสิ่งใดต่ออีก

    “…..” อันจื่อเทาฟังเงียบๆ อ้อมกอดกระชับแน่นขึ้น เจิ้งเหยียนยังคงพรั่งพรูสิ่งในใจออกมา อกเสื้อของเขาเริ่มเปียกชื้นขึ้นมาแล้ว

    “เสี่ยวจื่อข้าสับสนไปหมดแล้ว” เจิ้งเหยียนกอดแน่นขึ้นจนรู้สึกเจ็บ อันจื่อเทานิ่วหน้าแต่ไม่ได้ทักท้วงออกมา มือยังคงบรรจงลูบศีรษะคนในอ้อมแขนใบหน้าก้มต่ำจรดริมฝีปากลงกับกลุ่มผมนุ่ม

    “เจ้าหาได้ตัวคนเดียว” เขากล่าวอู้อี้ใบหน้ายังคงไม่ผละจาก อกเสื้อเปียกชื้นเป็นวงกว้าง “สิ่งใดที่ยากจะแบกรับแบ่งมันมาให้ข้าบ้าง"

    เจิ้งเหยียนนิ่งไปแรงที่กอดรัดก็คลายลงไปด้วย อันจื่อเทาไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรแต่ก็ไม่เร่งเร้าหรือกล่าวสิ่งใด ไม่กี่ลมหายใจเจิ้งเหยียนค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมา ความมืดที่โอบล้อมทำให้มองสีหน้าอีกฝ่ายไม่ชัดสัมผัสได้เพียงลมหายเป่ารดใบหน้าตามด้วยความอ่อนนุ่มกดทับลงมา ความเปียกชื้นไล่เลียกรีบปากด้านนอกก่อนแทรกสอดเข้ามาภายใน อันจื่อเทาอ้าปากรับเอียงองศาให้แนบชิดกันมากขึ้น

    ความเหน็บหนาวในอกประหนึ่งโดนดูดซับออกทีละน้อยแทนที่ด้วยความอุ่นสบายราวกับแสงยามแดดเช้าในฤดูใบไม้ผลิ ดอกไม้ค่อยๆ ผลิบานชูช่อรับแดดอุ่น ก่อนจะถูกชะโลมด้วยหยาดฝนแห่งวสันตฤดูตกกระหน่ำจนถึงรุ่งสาง

     

    แสงแดดวันใหม่คล้ายอบอุ่นกว่าทุกวัน เจิ้งเหยียนสีหน้าผ่อนคลายกอดร่างอุ่นไว้แนบอกเป็นฝ่ายลูบผมกล่อมภรรยานอนบ้าง

    คิ้วที่ขมวดกันเป็นปมคลายออกแทนที่ด้วยลมหายใจสม่ำเสมอ เจิ้งเหยียนจ้องมองความเปลี่ยนแปลงนี้ด้วยความรู้สึกลึกซึ้งมุมปากยกยิ้มอ่อนโยน ก้มลงจุมพิตหน้าผากเกลี้ยงเกลาแล้วค่อยๆ ผละออกจัดท่านอนให้อีกฝ่ายอย่างเบามือ ก่อนลุกออกไปต้มน้ำยกเข้ามาเช็ดทำความสะอาดร่างกายให้คนหลับ จัดท่านอนห่มผ้าให้เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสรรพแล้วจึงกลับเข้าครัวไปอีกครั้งเพื่อทำมื้อเช้าและต้มยารอคนตื่น

     

    หลับไปได้ไม่นานถึงเวลาเดิมอันจื่อเทาก็ตื่นขึ้นมาตามความเคยชินของร่างกาย เขาไม่ได้ลุกขึ้นในทันทีหลับตาปรับตัวสักพักถึงลุกนั่งแต่ก็ต้องนิ่วหน้าเมื่อส่วนล่างถูกกดทับ อันจื่อเทาชะงักไปชั่วคราวก่อนขยับกายลงเตียงเชื่องช้ากว่าทุกวัน สายตาไล่มองรอบกายจนมาถึงร่างกายตนเอง เสื้อผ้าถูกเปลี่ยนใหม่ร่างกายสะอาดสะอ้านเตียงนอนเป็นระเบียบเรียบร้อยปลายเตียงยังมีชุดใหม่พับวางเอาไว้

    อันจื่อเทาหยิบมาสวมขณะลุกยืน ทันทีที่ปลายเท้าสัมผัสพื้นใบหน้างามพลันแปรเปลี่ยนอีกหนก่อนกลับไปนั่งลงตามเดิมสวมเสื้อตัวนอกผูกผ้าคาดเอวทั้งอย่างนั้น ใช้เวลานานกว่าทุกวันแต่กลับผูกได้ยุ่งเหยิงนัก เมื่อเป็นเช่นนี้เขาก็คร้านจะผูกผมต่อแล้วจึงลุกออกไปทั้งผมแผ่สยายเต็มกลางหลังถือผ้าผูกผมไว้ในมือคิดว่าเจอใครก็ให้คนนั้นผูกผมให้แล้วกัน

    ออกจากห้องได้ไม่กี่ก้าวพลันแววเสียงหัวเราะมาจากทางโถงส่วนหน้า อันจื่อเทามองทางไปครัวด้านหลังกับโถงด้านหน้าสุดท้ายติดสินใจเดินไปโถงส่วนหน้า ยิ่งเดินเข้าใกล้ก็จำแนกได้ชัดเจนว่าเป็นเสียงของใคร ใบหน้างามปรากฏรอยยิ้มอ่อนหวานก่อนจะหายไปเมื่อเลี้ยวเข้าสู่โถงส่วนหน้า

    “เจี่ยเจีย* ใส่แล้วสวยอย่างกับนางฟ้าเลย” เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กสาวตัวน้อยใสกระจ่างเคล้าระคนเสียงหัวเราะจากเด็กหนุ่มข้างกัน สองคนนั้นนั่งประกบผู่เยว่ซ้ายขวาหนึ่งเด็กหญิงปักปิ่นสวมดอกไม้บนมวยผมพี่สาวหนึ่งเด็กชายพยักหน้าเห็นด้วย

    อันจื่อเทามองภาพนั้นแววตาอ่อนละมุนลงหลายส่วน เขาไม่ได้เก็บเสียงฝีเท้าพอก้าวเข้ามาเจิ้งเหยียนที่นั่งเยื้องจากตั่งจึงหันมองมาแล้วรีบลุกเข้ามาทำท่าจะประคองเอ่ยถามด้วยความห่วงใย

    “ตื่นแล้วหรือ หิวหรือไม่”

    อันจื่อเทาเบี่ยงกายหลบเดินไปนั่งแทนที่อีกฝ่ายตอบเสียงเรียบ “นิดหน่อย”

    “พี่สะใภ้!” เยี่ยเจี้ยนฮ่าวเห็นเขาแล้วหันมาเรียกเสียงใสขัดพี่ชายที่กำลังจะพูดกับพี่สะใภ้ อันจื่อเทาหันไปทักทายเด็กแสบที่ดูจะโตขึ้นกว่าเมื่อก่อนเล็กน้อย? เจิ้งเหยียนเห็นว่าอีกฝ่ายไม่สนใจตนแล้วจึงเดินไปนั่งเก้าอี้ข้างกัน

    “ไงเจ้าตัวแสบ ปรับตัวได้แล้วหรือยัง”

    เจี้ยนฮ่าวกระตือรือร้นขึ้นมาอีกขั้นหันมาหาอันจื่อเทาเต็มตัว“ได้แล้วๆ ท่านปู่ใจดีมากแถมยังเก่งมากอีกด้วย สอนข้าตั้งหลายกระบวนท่า”

    อันจื่อเทาเลิกคิ้ว “แล้วการเรียนเจ้าเล่า?”

    คนฟังหน้ามุ่ยลงทันตา “พี่สะใภ้ เจอหน้าเหตุใดต้องถามถึงเรื่องเรียนด้วยเล่า”

    “ข้าถามเจ้าแค่ตอบ” ดวงตาดอกท้อแกล้งหรี่มองอย่างจับผิด “หรือเจ้าเกียจคร้านจนการเรียนไม่ก้าวหน้าเลย?”

    ดวงตาคนถูกถามหลุกหลิกอย่างมีพิรุธ ไม่ทันได้หาคำตอบดีๆ เสียงใสอีกฝั่งก็ตอบทั้งหมดแทน“ผิดแล้วๆ พี่รองขยันมากเลยเจ้าค่ะ!”

    อันจื่อเทาร้องโอ้กำลังจะกล่าวชมในใจ เห็นเด็กน้อยยกมือขึ้นมาพับนิ้วลงนิ้วหนึ่งกล่าวต่ออีกประโยค “คัดตำราเล่มเดียวตั้งหลายสิบรอบแหนะ”

    “…..”

    นิ้วที่สองถูกพับลงไปอีก “เขียนบทความเรื่องเดียวอยู่หลายวันเลย”

    “….”

    นิ้วสามตามมาติดๆ “ทบทวนเรื่องเดิมซ้ำๆ จนดึกดื่นเชียวล่ะ”

    “…..”

    นิ้วที่สี่พับลงยากเล็กน้อยเด็กน้อยจึงใช้อีกมือช่วย “บางวันอาหลิงเห็นพี่รองถือถังสองใบด้วยนะ ต้องรดน้ำต้นไม้ช่วยท่านย่าแน่เลย”

    นิ้วที่ห้ากำลังขยับถูกเจี้ยนฮ่าวยื่นมือจับไว้ก่อน “อาหลิงเด็กดี อย่าพูดซี้ซั้วสิ”

    “เอ๊ะ อาหลิงไม่ได้พูดไปเองนะ อาหลิงได้ยินท่านย่าชมพี่รองว่าไม่ธรรมดาด้วยนะ” เด็กน้อยยกมือลูบคางคล้ายครุ่นคิดบางอย่าง ทำคนมองเผลอลุ้นตามไปด้วย “บอกอีกว่าไม่เคยเห็นใครที่เรียนมาตั้งสามวันเต็มแต่เดินหมากได้เท่านี้”

    “…..”

    “ฮ่าๆ อาหลิงเรียนมาตั้งหลายปีพึ่งจะเดินหมากกับท่านย่าได้เอง พี่รองเก่งจริงๆ แค่สามวันก็เล่นได้แล้ว”

    เยี่ยเจี้ยนฮ่าวผู้ขยันขันแข็งทั้งถูกชมเชยว่าไม่ธรรมดาใครร่ำไห้แต่ไร้น้ำตาได้แต่ส่งยิ้มแห้งแล้งไปให้พี่ชายกับพี่สะใภ้ที่มองมาด้วยสายตาเอือมระอาขั้นสุด

    “แหะๆ เกอเกอ* นี่ก็สายมากแล้ว พี่สะใภ้พึ่งตื่นต้องหิวมากแน่เลย” เจี้ยนฮ่าวเฉไฉนิ้วเกาแก้มสายตาเสมองไปทางอื่น เห็นอาหลิงมองมาตาใสจึงลุกไปอุ้มน้องสาวต่างมารดาขึ้นมา “อาหลิงก็หิวแล้วใช่ไหม เราไปบอกพี่ชายบ่าวน้อยนำอาหารที่เตรียมมาขึ้นโต๊ะกันเถอะ”

    ไม่รอให้ใครตอบรับเจี้ยนฮ่าวก็อุ้มเด็กน้อยวิ่งฉิวออกไปข้างนอกแล้ว ลับร่างเด็กหนุ่มอันจื่อเทาที่ดึงหน้ามานานก็หลุดขำออกมาจนได้

    “พรืด-ข้าเข้าใจความรู้สึกของฮูหยินผู้เฒ่าเลย”

    หลังจากถึงเมืองหลวงท่านแม่ทัพผู้เฒ่ากับฮูหยินผู้เฒ่าทราบถึงการมีอยู่ของหลานชายสายตรงเพียงคนเดียวก็เร่งรีบมาขอตัวคนตั้งแต่ยังไม่ถึงจวนดี เยี่ยเจิ้งสิงไร้คำจะกล่าวอ้างหันมองบุตรชายทั้งสองไม่มีใครคัดค้านจึงต้องมอบบุตรชายให้บิดาพาไปอย่างเสียมิได้ จากวันนั้นล่วงเข้าขวบเดือนได้แล้วกระมัง เวลาแค่นี้นอกจากบุคลิกเจี้ยนฮ่าวโตขึ้นผิดหูผิดตา ยังสดใสกล้าพูดกล้าแสดงออกกว่าแต่ก่อนอีก

    นับเป็นเรื่องน่ายินดี จากที่ฟังมาท่านแม่ทัพผู้เฒ่ากับฮูหยินผู้เฒ่าถึงกับสั่งสอนด้วยตัวเองมิใช่ว่าเอ็นดูหลานคนนี้มากหรอกหรือ อันจื่อเทาเบาใจลงหลายส่วนน้ำเสียงจึงสดใสกว่าทุกที

    "เด็กคนนี้บุ๋นไม่เอาไหนแต่บู๊กลับมีพรสวรรค์ไม่น้อย ขัดเกลาสักหน่อยย่อมเป็นยอดฝีมือได้ไม่ยาก"ผู่เยว่ละมือจากปลาตะเพียนสานในมือขึ้นมอง เห็นอันจื่อเทาหลุดขำก็หัวเราะตามเสียงใสพาให้คนอารมณ์ดีขึ้นไปอีก

    เจิ้งเหยียนรู้สึกหวานล้ำในใจ ไม่ว่ายามใดคนผู้นี้ก็ใส่ใจครอบครัวของตนอยู่เสมอ

    “เป็นเช่นนั้น ได้ท่านแม่ทัพผู้เฒ่ากับฮูหยินผู้เฒ่าช่วยขัดเกลา วางใจแล้วเราไปกินมื้อเช้ากันเถอะ” เจิ้งเหยียนลุกยืนขยับเข้าไปอุ้มคนรักไม่ต่างจากเจี้ยนฮ่าวอุ้มน้องสาวพาก้าวเดินยาวๆ ไปยังห้องอาหาร ไม่ลืมส่งสายตาให้เลี่ยงชิงพาผู่เยว่ตามมาด้วย

    อันจื่อเทาถูกจู่โจมกระทันหันรีบคว้าหาที่ยึดอย่างไว วงแขนขาวโอบรัดลำคอเจิ้งเหยียนเมื่อทรงตัวได้แล้วไม่ลังเลที่จะฟาดหน้าผากไปสักทีก่อนตำหนิอย่างไม่จริงจังนัก

    “คนเต็มเรือนยังมาทำรุ่มร่ามอีกใช้ได้ที่ไหน"

    คนถูกว่าไม่สะทกสะท้านซ้ำยังลูบก้นผู้อื่นกล่าวหน้าตาเฉย “ข้าต้มยาไว้ให้เจ้าแล้ว กินข้าวกินยาเสร็จประเดี๋ยวสามีทายาให้”

    อันจื่อเทาตอบรับอย่างไม่ใส่ใจใบหูค่อยๆ ซับสีแดงขึ้นมา

    *****************

    เจี่ยเจีย พี่สาว

    เกอเกอ พี่ชาย

     

     

     

    คล้ายกับเรื่องจันทราลิขิตรัก ที่คุณอ่าน

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    นิยาย รัก
    421K 828
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    289K 908
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    นิยาย รัก
    3.84M 3388