วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2533 เวลา 23.30 น.
‘โกมล’ ชายผู้มีรูปร่างสูงโปร่ง ผิวดูหยาบกร้านสีน้ำผึ้ง ซึ่งตัดกับใบหน้าที่ซีดขาวด้วยความวิตกกังวล กำลังเดินไปเดินมาอย่างกระวนกระวายอยู่หน้าห้องคลอด จิตใจของเขาไม่อยู่กับเนื้อกับตัวได้แต่เฝ้ารอลูกชายคนเล็กที่กำลังจะได้ลืมตาดูโลกในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า สายตาของเขามองไปยังประตูที่มีเสียงร้องด้วยความเ็ปของภรรยาแทรกออกมาเป็ระยะ ๆ สลับกับมองไปที่ ‘ธาริณี’ ลูกสาวตัวน้อยวัย 5 ขวบ ที่กำลังนอนคุดคู้หลับสบายอยู่บนม้านั่งตัวยาวหน้าห้องคลอด ซึ่งยังไม่รู้ว่าตนเองกำลังจะได้เป็พี่สาวแล้ว
วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2534 เวลา 00.00 น.
“ปุ้งปั้ง ๆ” เสียงพลุดังขึ้น พร้อมกับเสียงผู้คนที่เซ็งแซ่ตลอดเส้นทางการสัญจร ซึ่งเป็สัญญาณที่ทำให้รู้ว่าเข้าสู่ปีใหม่ ผู้คนมากมายต่างมองบนท้องฟ้าที่ประดับประดาไปด้วยดอกไม้ไฟสีสันสวยงามตัดกับสีของท้องฟ้าในยามราตรี เสียงที่ดังกึกก้องเข้ามาในโรงพยาบาลทำให้เด็กหญิงตัวน้อยสะดุ้งตื่นขึ้นอย่างงัวเงีย พลางใช้มือน้อย ๆ ขยี้ไปที่ดวงตา
“อุเเว้ ๆ” ในขณะเดียวกันเสียงเด็กทารกก็ร้องประชันกับเสียงพลุที่ดังไม่หยุด ‘ทีปกร’ เด็กชายตัวน้อยได้กำเนิดขึ้นเมื่อเข้าสู่ปีใหม่ และนี่จึงเป็ของขวัญปีใหม่ชิ้นพิเศษสำหรับครอบครัวเล็ก ๆ ครอบครัวนี้
ณ ห้องคลอด ในโรงพยาบาลแห่งนี้ ไม่ได้มีแค่หมอ พยาบาล พี่สาว พ่อ และแม่ผู้กำเนิดเท่านั้น แต่ยังมีชายลึกลับสีผิวดำแดง รูปร่างสูงใหญ่กำยำกว่ามนุษย์ทั่วไป ถึงแม้ชายผู้นี้จะมีสีหน้าที่เรียบเฉยไร้อารมณ์แต่ใบหน้านั้นกลับดูคมเข้มหล่อเหลา แต่งกายด้วยชุดสีดำที่ไม่เข้าสมัย พร้อมทั้งสวมสร้อยคอสีทองประดับด้วยทับทิมสีแดงเม็ดใหญ่ที่เจียระไนอย่างดีล้อมขอบด้วยทองบาง ๆ อีกชั้น ซึ่งชายผู้นี้กำลังยืนอยู่ในมุมที่มืดที่สุดของห้อง และจ้องมองมาที่เด็กชายผู้เกิดใหม่ พร้อมทั้งเผยรอยยิ้มน้อย ๆ ที่มุมปาก
วันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ.2541 เวลา 07.00 น.
“คุณพ่อ จอดรถเร็ว ๆ สิครับ หนูอยากเล่นกับเพื่อน” ทีปกรเด็กชายในวัย 7 ขวบผู้มีความร่าเริง นั่งอยู่ด้านหลังรถ มือน้อย ๆ สองข้างเกาะไปที่หน้าต่างฝั่งเดียวกับคนขับรถ ชะเง้อมองไปที่โรงเรียนซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม แสดงอาการตื่นเต้นปนดีใจที่จะได้พบกับเพื่อน ๆ อีกครั้ง หลังจากที่ไม่ได้พบกันมานานหลายเดือนใน่ปิดเทอม
“จะรีบไปไหนนักหนา คุณพ่อกำลังหาที่จอดรถอยู่ไม่เห็นรึไง” ธาริณีผู้เป็พี่สาวในวัย 12 ปี ซึ่งนั่งอยู่ด้านหน้าข้างคนขับ หันไปด้านหลังทำเสียงดุน้องชายตัวดีที่กำลังดีใจเกินเหตุ
“ธาอย่าดุน้องเลยลูก น้องคงดีใจที่จะได้เจอเพื่อน ๆ” โกมลผู้เป็พ่อกล่าวปรามลูกสาวคนโต
“ใช่ ใช่ ใช่” ทีปกรพูดสวนขึ้นมา พร้อมทำหน้าแลบลิ้นปลิ้นตาใส่ธาริณีผู้เป็พี่สาว โกมลได้ยินเสียงลูกชายตัวน้อยก็ได้แต่ยิ้มมุมปาก แต่สายตาก็ยังจับจ้องไปที่ถนน
“ชิ...” ธาริณีพ่นลมออกจากปาก พร้อมทั้งสะบัดหน้าออกไปทางหน้าต่างข้างตนเอง
“แล้วอีกอย่าง อยู่ที่โรงเรียนก็ช่วยดูแลน้องด้วยนะลูก”
“ค่ะ คุณพ่อ” ธาริณีตอบ พลางมองไปที่โกมล ซึ่งกำลังส่งสายตาผ่านกระจกส่องหลัง แสดงถึงความเป็ห่วงไปที่น้องชายของตน เมื่อธาริณีเห็นดังนั้นจึงสะบัดหน้าออกไปทางหน้าต่างอีกครั้ง
“ส่วนที รอพ่อจอดรถให้เสร็จก่อน แล้วเราสามคนค่อยข้ามถนนเข้าโรงเรียนพร้อมกัน เข้าใจไหมลูก”
“ครับพ่อ” ทีปกรตอบ แต่สายตาก็ยังจับจ้องไปโรงเรียน
“นั่นไงตรงนั้นว่างพอดี ใกล้ทางม้าลายสะด้วย เด็ก ๆ จะได้ข้ามกันง่าย ๆ” โกมลพูดขึ้น พลางชี้ไปที่ช่องว่าง และเลี้ยวรถเข้าไปจอดในช่องว่างนั้น ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับประตูทางเข้าโรงเรียนพอดี
เมื่อรถจอดนิ่งกับที่แล้ว ทีปกรก็รีบลงจากรถด้วยความตื่นเต้น และวิ่งออกไปเพื่อข้ามถนนเข้าโรงเรียน ใจของเด็กน้อยคิดแต่อยากจะเจอเพื่อนอย่างเดียว จึงลืมในสิ่งที่โกมลพูดไปเมื่อครู่ โดยที่ไม่ได้มองเลยว่ามีรถบรรทุกคันใหญ่กำลังขับมาด้วยความเร็วเพราะมีอาการหลับใน เมื่อโกมลเห็นดังนั้นจึงรีบออกจากรถ วิ่งตามทีปกรไปทันที
“ที หยุดก่อนลูก อย่าเพิ่งวิ่งไป” โกมละโสุดเสียง แต่ทีปกรไม่สนใจยังคงวิ่งต่อไป
ชายลึกลับผู้เฝ้ามองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ข้างต้นไม้ริมถนน เดินเข้าไปในเหตุการณ์นั้นทันที ทุกอย่างที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วกลับดูช้าไปหมด เมื่อชายผู้นั้นเริ่มเดิน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ชายลึกลับไปถึงตัวทีปกรได้อย่างรวดเร็ว และใช้ร่างที่สูงใหญ่ของตนโอบตัวทีปกรเอาไว้ ประหนึ่งตนเป็ผ้าคลุมล่องหนคลุมลงบนร่างเล็ก ๆ ของเด็กน้อย ทันใดนั้นร่างของเด็กน้อยก็หายวับไปชั่วขณะ
“โครม...”