ห้องรับรองพิเศษขององค์ชายเก้า...ซูลั่วเคยมาที่นี่หลายครั้ง และแต่ละครั้งก็มาด้วยอารมณ์ที่แตกต่างกันไป
เธอมองตราสัญลักษณ์ราชวงศ์แวบหนึ่งก่อนจะก้าวเข้ามา ด้านสือจิ่วก็รีบเดินไปที่บาร์เครื่องดื่ม เขาเอ่ยถามอย่างร่าเริงว่า “ลั่วลั่วอยากดื่มอะไรไหม? นมหรือชาผลไม้? เอาแบบเย็นหรือร้อนดี?”
“ฉู่ซิงหลาน เราหย่ากันเถอะ”
สือจิ่วที่กำลังหยิบแก้วใสถึงกับชะงักงัน ดวงตาคู่สวยของเขาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย วินาทีต่อมา แก้วก็ร่วงหล่นแตกกระจาย และในดวงตาสีน้ำเงินไคลน์สดใสนั้น พลันมีน้ำตาเอ่อคลอขึ้นมาทันที
“พี่สาว...ทำไมต้องหย่ากับผมด้วยล่ะครับ? ผมทำอะไรไม่ดีตรงไหนเหรอ?”
สือจิ่วกำหมัดแน่น ยืนนิ่งแข็งทื่อ หางจิ้งจอกปุกปุยทั้งเก้าหางของเขาตกลู่แนบพื้น เขารู้ว่าซูลั่วชอบหางของเขามาก ดังนั้นเวลาที่อยู่กันตามลำพัง เขามักจะเผยหางที่นุ่มฟูออกมา
ซูลั่วหลุบตาลงต่ำ มองพรมสีแดงเข้ม ไม่ยอมสบตากับดวงตาสีน้ำเงินไคลน์คู่นั้น “คุณไม่ผิดหรอกค่ะ แต่การแต่งงานของเรามันผิดพลาดมาตั้งแต่ต้น และพอคุณพ้นช่วงอ่อนไหวไปแล้ว คุณก็กลายเป็นคนละคนกับตอนนี้”
“แต่นั่นก็ยังเป็นผมนะครับ” สือจิ่วพยายามขยับเข้าไปใกล้ซูลั่วอย่างระมัดระวัง ในแววตาเต็มไปด้วยความหวัง “พี่สาวครับ...เราไม่หย่ากัน ไม่ได้เหรอครับ?”
ซูลั่วตัดสินใจทำใจแข็ง เธอหยิบสมองกลขึ้นมาแล้วกดส่งคำร้องขอหย่าไปทันที โชคดีที่ช่องสัญญาณพิเศษของทางการที่ฉู่ซิงหลานเคยเปิดให้เธอยังไม่ถูกปิดกั้น คำร้องขอหย่าจึงถูกส่งออกไปได้สำเร็จ
ซูลั่วเงยหน้าขึ้นสบตาเขา “หม่อมฉันไม่ชอบถูกใครใช้เป็นเครื่องมือ และก็ไม่ชอบถูกใครข่มขู่ พอพระองค์ได้สติกลับคืนมา การแต่งงานของเรามันก็เป็นแค่การใช้ประโยชน์และการข่มขู่ ดังนั้น กดยอมรับคำร้องขอหย่าเถอะเพคะ อย่าทำให้หม่อมฉันต้องเกลียดพระองค์เลย”
สือจิ่วถึงกับตัวแข็งทื่อไปทั้งร่าง!
เขามองออกว่าซูลั่วเอาจริง เธอต้องการจะหย่าจริง ๆ...เธอไม่ต้องการเขาอีกแล้ว!
เขาพยายามค้นหาทางออกอย่างรวดเร็ว สุดท้ายก็เงยหน้าขึ้นพูด “พี่รังเกียจผมตอนที่ได้สติกลับมาใช่ไหมครับ? ถ้างั้น...ถ้าผมสามารถเป็นเหมือนตอนอยู่ในช่วงเวลาอ่อนไหวได้ตลอดไป พี่ก็จะไม่หย่ากับผมใช่ไหมครับ?”
ซูลั่วประหลาดใจมาก “จะเป็นไปได้ยังไงคะ?”
ช่วงเวลาอ่อนไหวเป็นแค่สภาวะทางร่างกายที่พิเศษของบีสต์แมน จะเป็นแบบนั้นตลอดไปได้อย่างไร? แต่ก็จริง...ที่ไม่มีบีสต์แมนคนไหนมีบุคลิกแตกต่างกันสุดขั้วระหว่างช่วงเวลาอ่อนไหวเหมือนฉู่ซิงหลานเลย!
“พี่สาวครับ อย่าเพิ่งหย่าเลยนะครับ? ผมจะไปหาทางดู ถ้าผมสามารถเป็นแบบนี้ได้ตลอดไป เราก็จะไม่หย่ากัน ตกลงนะครับ!”
เหมือนกลัวว่าซูลั่วจะเปลี่ยนใจ สือจิ่วรีบกดปฏิเสธคำร้องขอหย่าทันที จากนั้นก็หันหลังวิ่งจากไป บีสต์แมนระดับ SSS นั้นรวดเร็วมาก ซูลั่วไล่ตามไม่ทันเลย!
เธอถึงกับพูดไม่ออก ดูเหมือนว่าเธอจะประเมินความรู้สึกผูกพันที่ฉู่ซิงหลานมีต่อเธอในช่วงเวลาอ่อนไหวต่ำเกินไป แต่ว่า...มันไม่มีทางที่ใครจะเป็นเหมือนตอนอยู่ในช่วงเวลาอ่อนไหวได้ตลอดไปหรอก!
ก็หวังว่าถึงตอนนั้น องค์ราชินีจะด่าฉู่ซิงหลานจนได้สติกลับมาบ้างก็แล้วกัน
การฝึกทหารจบลงอย่างสมบูรณ์แล้ว เหลือเพียงงานสรุปผลในตอนท้าย ตอนนี้นักศึกษาสามารถพักผ่อนได้อย่างอิสระ ซูลั่วเองก็เหนื่อยมาก เมื่อกลับถึงหอพัก ก็พบว่าเพื่อนร่วมห้องอีกสองคนอยู่ในห้อง ขาดแค่จินแอนนี่
ก่อนหน้านี้ตอนที่ซูลั่วถูกตระกูลซูไล่ออกมา ทั้งสองคนก็ไม่ได้สนใจเธอเท่าไร แต่พอมาครั้งนี้ที่เห็นเธอได้ที่หนึ่ง พวกเธอก็กลับมาทำตัวกระตือรือร้นกับเธออีกครั้ง
คนเราบางครั้งก็เป็นแบบนี้แหละ มองกันที่เปลือกนอก
พอซูลั่วถามว่าจินแอนนี่ไปไหน ทั้งคู่ก็รีบตอบอย่างเอาใจว่า จินแอนนี่ไปหาจินเวยเวย ลูกพี่ลูกน้องของเธอ
ซูลั่วถึงกับพูดไม่ออก แมวตัวนี้ช่างอยู่ไม่สุขจริง ๆ
เธอไปอาบน้ำ เปลี่ยนเป็นชุดฝึกที่แห้งสบาย แล้วก็เอนตัวลงบนเตียง ก่อนจะเปิดดูสมองกล
ท่านอาจารย์ยังไม่ส่งข้อความอะไรมาอีกเลย ไม่รู้ว่าตาเฒ่าคนนั้นหายไปไหน
แล้วของขวัญที่เขาจะส่งมาให้คืออะไรกันนะ? ซูลั่วรู้ดีว่าของที่ท่านอาจารย์ให้ต้องเป็นของดีแน่ ๆ เธอจึงอดคาดหวังไม่ได้
เธอพลิกตัว ความง่วงเริ่มคืบคลานเข้ามา แต่ในความสลึมสลือนั้น ซูลั่วก็อดคิดไม่ได้ว่า ป่านนี้ฉู่ซิงหลานคงออกจากฐานฝึกไปแล้ว
เขาคงไม่มีทางหาวิธีที่จะคงสภาพเหมือนตอนอยู่ในช่วงเวลาอ่อนไหวได้ตลอดไปหรอก
อีกไม่นาน ช่วงเวลาอ่อนไหวครั้งนี้ของเขาก็จะจบลง แล้วเขาก็จะกลับไปเป็นองค์ชายเก้าผู้เย็นชา เผด็จการ และชอบควบคุมคนเหมือนเดิม…
ในขณะนี้ ฉู่ซิงหลานได้เดินทางออกจากฐานฝึกทหารไปแล้วจริง ๆ ตอนที่เขาจากไป เหล่าผู้บัญชาการฐานทัพอย่างอเล็กซานเดอร์ต่างก็ถอนหายใจออกมาพร้อมกันอย่างโล่งอก
ในที่สุดเจ้าตัวปัญหาก็ไปเสียที!
ส่วนจุดประสงค์ที่เขามาที่นี่ ก็ไม่มีใครกล้าพูดหรือกล้าถาม
ในทางกลับกัน ข่าวนี้กลับถูกส่งไปถึงพระราชวังอย่างลับ ๆ…
.
.
คฤหาสน์ขององค์รัชทายาท
องค์รัชทายาทฉู่ซิงหยุน ผู้มีรูปลักษณ์แตกต่างจากฉู่ซิงหลานอย่างสิ้นเชิง เขาสวมชุดพระราชพิธีสีขาวทอง ใบหน้าที่ดูอ่อนโยนและหล่อเหลาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
“เขาไปที่ฐานฝึกทหารซ้ำ ๆ ทำไมกัน?”
นายทหารคนสนิทรีบก้มหน้าลง “กระหม่อมไม่ทราบเลยพ่ะย่ะค่ะ ไม่มีใครกล้าถามด้วย รู้แค่ว่าเขาไปปะปนกับพวกนักศึกษา และเข้าร่วมการแข่งขันแบบทีมในรอบสุดท้ายด้วย...องค์รัชทายาท พระองค์คิดว่า...องค์ชายเก้ากำลังจะไปสร้างฐานอำนาจของตัวเองหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
ฉู่ซิงหยุนหลุบตาลงครึ่งหนึ่ง มือประสานไว้ที่แขนเสื้อ “ถ้าเขาคิดจะสร้างฐานอำนาจในกองทัพ มันก็ง่ายเกินไป แต่ด้วยนิสัยที่แปรปรวนคาดเดาไม่ได้ของเขา ไม่มีใครเข้าใกล้ตัวเขาได้หรอก”
“ฝ่าบาท ได้ยินมาว่าองค์ชายเก้าตอนที่อยู่ในช่วงอ่อนไหว นิสัยและอารมณ์จะเปลี่ยนไปเป็นเหมือนเด็กเล็ก ๆ และช่วงนี้ก็ถึงรอบของพระองค์อีกแล้ว...ฝ่าบาทว่า เราควรจะหาบีสต์แมนที่มีฟีโรโมนยั่วยวนเป็นพิเศษ ไปเข้าใกล้องค์ชายเก้าดีไหมพ่ะย่ะค่ะ...”
ฉู่ซิงหยุนขมวดคิ้ว พูดอย่างไม่พอใจ “ห้ามทำร้ายซิงหลานเด็ดขาด!”
“พ่ะย่ะค่ะ ๆ ไม่ใช่การทำร้ายพ่ะย่ะค่ะ แค่หาคนไปอยู่ข้างกายเขา เผื่อจะได้ข้อมูลบางอย่างที่เราต้องการมาบ้าง”
หลังจากเงียบไปพักใหญ่ ฉู่ซิงหยุนก็พูดเสียงเรียบ “ตกลง”
หลังจากนายทหารคนสนิทถอยออกไป ฉู่ซิงหยุนก็หยิบสมองกลขึ้นมา ส่งข้อความไปหามู่หรงซ่งฉือ ลูกพี่ลูกน้องของเขา ให้เขารีบมาหาที่พระราชวังหลังกลับจากดาวอัลฟ่า
แต่ในตอนนี้มู่หรงซ่งฉือยังไม่ได้เดินทางออกจากดาวฝึก จึงยังไม่ได้รับข้อความนี้
การฝึกทหารจบลงแล้ว และกำลังจะมีงานสรุปผล เพื่อมอบรางวัลให้กับทีมสามอันดับแรก และผู้ที่มีคะแนนเดี่ยวสิบอันดับแรก
นอกจากรางวัลจะเป็นหน่วยกิตแล้ว ยังมีวัสดุเมคคาหายากเป็นของรางวัลอีกด้วย
คะแนนรวมของทีมจะถูกหารเฉลี่ยให้สมาชิกทั้งห้าคน ก่อนหน้านี้ซูลั่วก็เป็นที่หนึ่งอยู่แล้ว พอคะแนนทีมได้ที่หนึ่งอีก เธอก็เลยคว้าอันดับหนึ่งไปครองอย่างไม่ต้องสงสัย
ส่วนมู่หรงซ่งฉือได้อันดับที่สอง
ทีมของซูลั่วได้อันดับที่หนึ่ง แต่ในผู้ที่มีคะแนนเดี่ยวสิบอันดับแรกกลับมีแค่เธอคนเดียว
จินแอนนี่และเจียงชูหลีก่อนหน้านี้คะแนนอยู่กลาง ๆ ตอนนี้กลับกระโดดเข้ามาอยู่ในยี่สิบอันดับแรก
แม้แต่วอลเลซที่ขี้เกียจและเอาแต่กินขนม ก็ยังติดสามสิบอันดับแรก
ชื่อของผู้บัญชาการสือจิ่วก็ติดอันดับเหมือนกัน แต่อยู่ในอันดับที่ห้าสิบกว่า เขาไม่มีคะแนนเก่าสะสมไว้เลย แถมเจ้าตัวก็ยังไม่โผล่มาที่งาน
วอลเลซมองซ้ายมองขวาอย่างสงสัย “ผู้บัญชาการสือไปไหนแล้วล่ะ?”