บทที่16
ลาก่อน
“แพร ขอผมกอดแพร ก่อนจะจากกันได้ไหม “
หญิงสาวจ้องหน้าเขาด้วยความไม่พอใจ แต่เมื่อประสบแววตาอันเศร้าหมอง หมดแววความสุขของอีกฝ่าย เธอรีบหลบสายตาหนีทันที เธอแทบไม่อยากเชื่อเลยว่านี่คือศิลา ชายหนุ่มที่แววตามีแต่ความดูถูกเหยียดหยาม และความชิงชังอาฆาตพยาบาท แต่มาบัดนี้ในแววตาคู่งามของเขานั้น ไม่หลงเหลือแววตาที่เธอ เคยแอบค่อนขอดไว้เลย กลับเต็มไปด้วยแววตาที่เ็ปรวดร้าวแสนทรมาน สายตาวิงวอนที่เธอเห็นนั้น ทำให้เธอไม่กล้าตอบปฏิเสธจึงยืนนิ่งเสีย
ศิลาเห็นอีกฝ่ายนิ่งไม่มีคำพูดใด ๆ ออกมา เขายืนชั่งใจอยู่สักครู่ จึงตัดสินใจ สวมกอดอย่างไม่มั่นใจนัก เขาซบหน้าลงบนไหล่ของเธอ ความรักความปรารถนา ความร้าวรานที่สุมอยู่ในอกของเขามานานนับเป็ปี ๆ ต่างก็มารวมตัวกันแล้ว เริ่มแปรสภาพเป็หยาดน้ำตา แล้วไหลทะลักออกมาราวกับทำนบแตก ทั้ง ๆ ที่ชายหนุ่มพยายามฝืนและหักห้ามเอาไว้ แล้วบังคับให้ไหลย้อนกลับไปในอก แต่น้ำตาเ้ากรรมกลับไม่เชื่อฟัง ไหลออกมาจนชื้นบ่าของหญิงสาว แพรพิมพ์ััถึงความเปียกชื้น รู้ทันทีว่าเกิดจากน้ำตาของชายหนุ่ม ยิ่งทำให้เธออ่อนระทวยลง จนทำให้เธอแทบจะหมดแรงทรงตัว คราวนี้หญิงสาวััถึงความรู้สึก ของชายหนุ่มได้เต็มที่ ยิ่งทำให้เธอเองแทบจะขาดใจ ยิ่งชายหนุ่มสะอื้นจนสะท้านไปทั้งตัวเช่นนี้ ยิ่งทำให้เธอเองแทบจะขาดใจตามไปด้วย แต่เธอก็ยังคงพยายามฝืนความรู้สึกทั้งหมดเอาไว้ โดยไม่มีการตอบสนองอีกฝ่าย ทั้ง ๆ ที่ใจก็อยากจะกอดตอบและปลอบโยน
ศิลาคลายกอด แล้วเอามือปาดน้ำตาที่ไหลออกมา จ้องหน้าแพรพิมพ์ไม่กะพริบตา
แพรพิมพ์มองตอบเขา ด้วยสายตาที่แสร้งเป็เ็า เธอยังคงเห็นน้ำตาชื้นอยู่ที่หน่วยตา ทั้ง ๆ ที่เ้าของน้ำตาได้ปาดออกแล้วก็ตาม
“ผมขอบคุณมาก ที่แพรอนุญาตให้ผมกอด ผมรู้ว่าแพรต้องฝืนความรู้สึกมากขนาดไหน ผมขอขอบคุณอีกครั้งครับ “ศิลาบอก พร้อมกับกลั้นก้อนสะอื้นเอาไว้ เขายังคงใช้สายตาจับจ้องใบหน้างามของเธอ ราวกับว่าจะจำภาพนี้ไว้ในใจตลอดไป
“นับจากวันนี้ไป ผมจะไม่มารบกวนจิตใจแพรกับลูกอีก แพรไม่ต้องกังวลอีกต่อไปแล้วนะ แต่ผมขอยืนยันอีกครั้งว่า สิ่งที่ผมทำลงไปทั้งหมด มันเกิดจากความตั้งใจของผม และที่สำคัญ มันเกิดจากความรักที่ผมมีต่อแพร เกิดจากหัวใจรักที่บริสุทธิ์ของผมทั้งหมด ลาก่อนแพรพิมพ์ อโหสิกรรมให้ผมด้วย “
ศิลาเอื้อมมือไปจับมือทั้งสองของหญิงสาวไว้ แต่แล้วความเ็ปวิ่งแล่นจากไขสันหลัง วิ่งมาจับอยู่ที่ขั้วหัวใจทันที ความรันทดเสียใจปรากฏขึ้นมาในความรู้สึกทันที เมื่อเขาเห็นแหวนหมั้นของภูผา ยังคงสวมอยู่ในมือนิ้วนางของเธอ แสดงว่าตลอดเวลามานี้ ในใจของแพรพิมพ์มีแต่ภูผาเพียงคนเดียว เขาจึงปล่อยมือเธอ
เขาหันหลังให้เธอทันที แล้วออกก้าวเดินค่อนข้างเร็ว ราวกับว่าเขาไม่อยากให้ความรู้สึกเ็ปต่าง ๆ ตามทันเขา
แพรพิมพ์มองตามหลังเขา จนศิลาเดินลับไป น้ำตาเธอไหลรินออกมาโดยไม่รู้ตัว ด้วยความสงสารศิลา เธอรู้แล้วว่าทุกคำที่ศิลาพูดนั้น เป็ความจริงทั้งหมด เขาไม่ได้มาโกหกหรือหลอกลวงเธอ ความรู้สึกที่เธอััได้เมื่อครู่นี้ เกิดจากก้นบึ้งของหัวใจเขา การกล่าวคำลาของชายหนุ่ม ทำให้เธอชาวาบไปทั้งตัว เขาจะไปไหน เขาจะไม่มาที่นี่จริง ๆ หรือ แพรพิมพ์เฝ้าวนเวียนถามตัวเอง ด้วยความรู้สึกหม่นหมอง เหมือนกับกำลังสูญเสียของรักของสำคัญไป
“กลับมาแล้วหรือ ตาใหญ่ “ทนงเกียรติทักบุตรชาย ขณะที่ศิลายกมือไหว้
“ผมขอเอากระเป๋า ไปเก็บก่อนนะครับป๋า “ศิลาบอกด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ทนงเกียรติพยักหน้า มองดูลูกชายด้วยความสงสาร
ศิลาเข้าไปในห้อง จัดแจงกับเสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทาง อาบน้ำอาบท่าแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าแบบสบาย ๆ แล้วออกจากห้อง ตรงมายังห้องอาหาร ซึ่งทุกคนกำลังนั่งรอเขาอยู่ เขายกมือไหว้ขอโทษ ทนงเกียรติและดวงมณี
“ขอโทษครับที่ผมลงมาช้า ทำให้ทุกคนต้องรอ “
มารดาเลี้ยงลุกจากเก้าอี้ แล้วเดินมาหาชายหนุ่ม ด้วยความสงสาร เมื่อเห็นสีหน้าของลูกเลี้ยง ซีดเซียวไร้ความสุข
“ไม่หรอกจ้ะคุณใหญ่ เราเพิ่งมานั่งก่อนคุณใหญ่ ลงมาเดี๋ยวเดียวเอง “ดวงมณีบอก แล้วจัดแจงให้ศิลานั่ง
สาวใช้เริ่มตักข้าวใส่จานให้กับเ้านาย จนมาถึงศิลา
“ไม่ต้องตักหรอกจ้อย ฉันยังไม่หิว “ศิลาบอกห้าม
“ฉันขอกาแฟสักถ้วยแล้วกันนะ “ศิลาบอกกับสาวใช้
เขาจิบกาแฟเงียบ ๆ ท่าทางเหม่อลอย ทุกคนต่างมองหน้ากันอย่างสงสัย ในอาการของชายหนุ่ม แต่ก็ไม่มีใครกล้าถาม การทานข้าวมื้อนี้จึงเป็ไปอย่างเงียบ ๆ กว่าทุกครั้งที่เคยเป็
“อิ่มแล้วหรือตาเล็ก “ดวงมณีถามลูก
“ครับ “ภูผาตอบสั้น ๆ แล้วลุกจากเก้าอี้ เดินออกจากห้องอาหารไป
ศิลานั่งอยู่สักครู่ จึงขอตัวออกไปอีกคน
“จ้อย เห็นคุณเล็กไหม “ศิลาถามสาวใช้
“อยู่ในห้องหนังสือค่ะ “
ศิลาเดินตรงไปยังห้องหนังสือทันที เขาเดินเข้าไปในห้อง เห็นภูผายืนเอามือไพล่หลัง มองไปเบื้องหน้า แต่แล้วภูผาก็หันมามอง เพราะเขารู้สึกว่า มีคนมายืนอยู่ด้านหลังของเขา
“คุณใหญ่ “ภูผาอุทานชื่อพี่ชายเบา ๆ ด้วยความประหลาดใจ เพราะเขาคิดไม่ถึงว่า คนที่มายืนข้างหลังเขาจะเป็ศิลา
“ฉันขอโทษนะ ที่เข้ามารบกวน “
“ไม่เป็ไรครับ คุณใหญ่มีธุระอะไรกับผมหรือครับ “
ศิลายืนครุ่นคิดอยู่สักครู่ ก่อนตัดสินใจพูด
“ฉันจะมาขอให้นาย อโหสิกรรมให้แก่ฉันด้วย “
ภูผายืนมองพี่ชายต่างมารดา ด้วยความแปลกใจในคำพูด
“ผมไม่ถือโทษโกรธคุณใหญ่แล้วครับ ผมทำใจยอมรับได้ทุกอย่างแล้ว แม้แต่เื่บุญวาสนาของผมเอง “ภูผาบอก แม้ความรู้สึกเ็ป ยังไม่จางหายสนิทดีนัก
“ฉันต้องขอโทษนายอีกครั้ง ที่ทำให้นายต้องเ็ปเช่นนี้จริง ๆ และเื่ที่ฉันทำลงไป มันก็ไม่สมควรจะให้อภัยเสียด้วยซ้ำ “
“เื่มันผ่านมานานแล้วครับ ผมทำใจกับมันได้บ้างแล้ว” ภูผาบอกอย่างขมขื่นเล็กน้อย
ศิลามองหน้าน้องชาย ร่วมบิดาเดียวกันกับเขา ด้วยความสำนึกผิด
“คุณใหญ่มีอะไร จะให้ผมทำหรือเปล่าครับ “ภูผาถามพี่ชาย เมื่อเห็นศิลายังคงยืนจ้องมองเขาอยู่
“ไม่มีอะไรมากหรอกนายเล็ก เพียงแต่ฉันจะขอร้องให้นาย ช่วยบริหารงานที่บริษัทแทนฉันทั้งหมด ไม่ใช่แทนฉันชั่วคราวนะ แต่ตลอดไป “
ภูผาทำหน้างง ๆ
“หมายความว่าอย่างไรครับ บริหารงานแทนคุณใหญ่ แล้วคุณใหญ่จะไปไหน “ภูผาซักถามอย่างมึนงง ในคำพูดของพี่ชาย
ศิลายิ้มให้อย่างเปิดใจ
“ฉันก็จะไปอยู่ในที่ที่ ฉันควรจะอยู่ “ศิลาบอกด้วยน้ำเสียงปกติ แต่ภายในใจแสนรันทด เมื่อหวนนึกถึงแพรพิมพ์
ภูผาทำสีหน้าไม่เชื่อใจศิลามากนัก เกรงว่าศิลาจะมาเล่นละครตบตาเขาอีก
ศิลามองหน้าภูผาที่ฉายความรู้สึกกึ่งไม่เชื่อใจ
“นายเชื่อใจฉันเถอะ ฉันสำนึกผิดทุกอย่างแล้ว นายอย่าระแวงไปเลย เวรกรรมมันมีจริง “ศิลาเน้นเพื่อให้ภูผาไว้วางใจ
ภูผาจ้องมองแววตาของพี่ชายที่ฉายออกมา เต็มไปด้วยความจริงใจ ทำให้เขาเริ่มมั่นใจ ในคำพูดของศิลามากขึ้น ความรู้สึกสงสารเป็ห่วงเป็ใย เข้ามาแทนที่ในใจของเขา ศิลาเห็นสีหน้าแววตาของน้องชาย ที่มองมายิ่งทำให้เขาละอายใจมากยิ่งขึ้น ตลอดเวลาเขาบ้าอยู่คนเดียว โดยที่อีกฝ่ายหนึ่ง ไม่เคยตอบโต้กลับมาเลย แม้แต่เื่เลวร้ายที่เขาทำลงไป ภูผาก็ยังมีน้ำใจอภัยให้เขา
“แล้วคุณใหญ่จะไปไหนละครับ “
“ฉันเองก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะไปไหน นายเล็กฉันฝากดูแลป๋าและแม่ดวง แทนฉันด้วยนะ รวมถึงตัวนายอีกคน รักษาสุขภาพด้วย “
ภูผามองหน้าศิลาด้วยความคิดสับสน นี่ศิลากำลังจะคิดทำอะไรของเขาอีก
“รับปากกับฉันซิ “
“ครับ “ภูผารับปากอย่างครุ่นคิด
ศิลายิ้มให้น้องชาย แล้วเดินเข้ามากอดภูผา ด้วยความขอบคุณอย่างที่สุด
“ขอบใจมากน้องรัก “
ภูผาเย็นวาบไปทั้งตัว เมื่อได้ยินคำพูดของศิลา เขาไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองเลย ว่าศิลาจะพูดคำนี้ออกมาได้ เป็ครั้งแรกที่เขาััได้ถึง ความรักระหว่างพี่น้อง ว่ามันมีความรู้สึกอย่างไร ภูผาหัวใจพองโตด้วยความปลาบปลื้มใจ เพราะตลอดเวลาเขาและศิลา ไม่เคยพูดจากันดี ๆ เลยสักครั้ง ศิลามักจะเสียดสีเขาอยู่ตลอดเวลา
“ฉันเพิ่งรู้วันนี้นี่เองว่า ฉันไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวในโลกใบนี้ อย่างน้อยฉันก็มีน้องชายดี ๆ อย่างนายอีกคน ขอบใจนายมาก ที่นายไม่คิดถือโทษโกรธฉัน “ศิลาตบไหล่เบา ๆ ของภูผา แทนคำขอบคุณอีกครั้ง
“ฉันมีเื่จะคุยกับนายเท่านี้แหละ ฉันไม่รบกวนเวลาของนายแล้ว เชิญตามสบาย “
ศิลาบอกแล้วก้าวเดินจากไป ก่อนจะพ้นจากห้อง เขาหันมายิ้มให้ภูผาน้อย ๆ เป็การลาอีกครั้ง พร้อมกับกำชับเกี่ยวกับ เื่ที่รับปากไว้กับเขา แล้วจึงเดินจากไป ภูผาตกอยู่ในภวังค์อย่างมึนงง อยากจะถามคำถามอีกหลายข้อ แต่ศิลาไม่เปิดโอกาส ให้เขาได้ไต่ถามเลย
ยิ่งดึกความเงียบก็ยิ่งเพิ่มทวีคูณ ผู้คนต่างหลับนอนพักผ่อน เพื่อเตรียมเรี่ยวแรงไว้ต่อสู้ดิ้นรนในวันรุ่งขึ้น ยามดึกสงัดเช่นนี้ ทุกคนในบ้าน ต่างพักผ่อนหลับนอนกันหมด ยกเว้นชายหนุ่มผู้เป็บุตรชายคนโตของบ้านนี้ เพียงคนเดียวเท่านั้นที่ยังยืนมองฝ่าความมืด ออกไปอย่างไร้จุดหมาย ความมืดในยามราตรีเช่นนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับชีวิตของเขา ที่มืดมนไร้จุดหมาย
แต่เขาก็ตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่า เขาจะไล่ความมืดในชีวิตของเขา ด้วยตัวของเขาเอง โดยที่จะไม่กลับไปทำตัวให้มืดมน เหมือนกับความมืดในยามราตรีเช่นเวลานี้ เขาจะไม่รอเวลาให้ใครต่อใคร มาช่วยไล่ความมืดของเขา ที่นับเวลารอคอยให้ดวงอาทิตย์ มาไล่ความมืดมิดจากไป ศิลาผละจากหน้าต่าง เดินมาที่โต๊ะหัวเตียง แล้วหยิบเอาของบางอย่าง ออกมามองด้วยใจเด็ดเดี่ยว เขาเหลือบมองนาฬิกา ที่วางอยู่บนหัวเตียง ลุกขึ้นยืนถือของสิ่งหนึ่งไว้ แล้วเดินไปที่ประตูห้อง ค่อย ๆ เปิดประตูอย่างเบามือ เพื่อไม่ให้เกิดเสียงดัง จนทำให้สรรพสิ่งในบ้านหลังนี้ตื่นขึ้นมา เขาค่อย ๆ เดินไปยังห้องนอนของทนงเกียรติ เขาคุกเข่าลง วางของที่ถือมาด้วย แล้วก้มกราบ
“อโหสิกรรมให้ผมด้วยนะครับป๋า แม่ดวง “
เขาพูดเบา ๆ แล้วลุกขึ้นเดินกลับมายังห้องนอนของตัวเอง จัดแจงอาบน้ำแต่งเนื้อแต่งตัวจนเสร็จเรียบร้อย แล้วออกจากบ้านไปในยามราตรีนั้นเอง
ความมืดในยามรัตติกาลเริ่มคลายตัวลง เพราะถูกแสงสว่างจากสุรีย์ฉาย ไล่ความทะมึนออกทีละน้อย ๆ จนภาพต่าง ๆ ที่ถูกปกคลุมด้วยสีดำแห่งราตรีกาล เริ่มเด่นชัดขึ้นมาทีละน้อย ๆ
ดวงมณีเปิดประตูห้องออกมา แต่กลับต้องแปลกใจเมื่อเห็นสิ่งของที่วางอยู่ ตรงประตูห้องนอน เธอมองดูสิ่งนั้นด้วยความประหลาดใจ เธอเห็นจดหมายฉบับหนึ่ง วางอยู่ใต้พานธูปเทียนแพ ดวงมณีก้มลงหยิบของทั้งสองสิ่งขึ้นมาด้วยหัวใจชาวาบ ลางสังหรณ์บางอย่างแล่นเข้ามาในสมอง เธอจึงถือมันแล้วเดินมาหาสามี ที่ยังคงนอนหลับอยู่บนเตียง แล้วปลุกเขาให้ตื่นด้วยหัวใจละล่ำละลัก
“คุณคะตื่นเถอะค่ะ ดูอะไรนี่สิคะ ไม่รู้ใครเอามาวางไว้ที่หน้าห้องนอน “ดวงมณีพูดไปพร้อมกับเขย่าตัวสามีให้ตื่น
“มีอะไรหรือคุณดวง ปลุกผมแต่เช้าเชียว “ทนงเกียรติถาม ทั้ง ๆ ที่ยังงัวเงียอยู่
“ไม่รู้ว่าใครเอาพานธูปเทียนแพ มาวางไว้ที่หน้าห้อง มีจดหมายด้วยนะคะ นี้ไงคะ “ดวงมณีบอก พร้อมทั้งส่งจดหมายให้สามี
ทนงเกียรติหายงัวเงียทันที ความรู้สึกแปลก ๆ บวกกับ ลางสังหรณ์บังเกิดขึ้นในใจ เขารับพานธูปเทียนแพมาวางบนเตียง เปิดจดหมายออกอ่านมือไม้สั่น ในใจมีความรู้สึกหวาดหวั่น ในเนื้อความของจดหมาย ที่เขาจะอ่านต่อไปนี้
กราบเท้าป๋าและแม่ดวงที่เคารพรัก
ผมขอโทษที่สร้างแต่ความไม่สบายใจ ให้ป๋าและแม่ดวงมาโดยตลอด พบหนทางไถ่บาปของผมแล้ว ผมต้องขอโทษด้วยที่ผมต้องลาป๋ากับแม่ดวงด้วยวิธีนี้ อโหสิกรรมให้ผมด้วย ยกโทษให้ผมด้วยกับสิ่งที่ผมทำไม่ดี กับป๋าและแม่ดวง ผมฝากขอโทษแม่ดวงด้วยครับ ที่เคยทำในสิ่งที่ไม่ดีกับแม่ดวง ผมขอให้แม่ดวงอโหสิกรรมให้ผมด้วย ป๋าไม่ต้องเป็ห่วงผมนะครับ
รักและเคารพป๋ามากที่สุด
ศิลา
ทนงเกียรติอ่านจบ ถึงกับซึมลงทันที เขาส่งจดหมายให้ภรรยาอ่านบ้าง
“โธ่! คุณใหญ่ แม้ดวงไม่เคยถือโทษโกรธคุณใหญ่เลยสักนิด ทำไมคุณใหญ่จะต้องจากพวกเราไปด้วย “
เธอรำพึงรำพันประหนึ่งว่า เธอได้สูญเสียแก้วตาดวงใจไป โดยไม่มีวันได้กลับคืนมา เมื่อทั้งคู่ตั้งสติได้แล้ว จึงชวนกันไปที่ห้องของศิลา ด้วยหัวใจหมองเศร้า ทนงเกียรติเปิดประตูห้องเข้าไปข้างใน แล้วมองไปรอบๆ จนทั่วห้อง ทุกอย่างอยู่ในสภาพเรียบร้อย ข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวยังอยู่ครบทุกชิ้น ไม่มีสิ่งใดหายไปจากที่เดิม เขาหันมามองที่เตียงนอน ผ้าปูเตียงไม่มีรอยยับย่นเลย แสดงว่าตลอดทั้งคืนศิลาไม่ได้นอน เขาเดินไปยังตู้เสื้อผ้าทันที แล้วเปิดออกดู เสื้อผ้ายังอยู่เต็มตู้ เสื้อผ้าทุกตัวอยู่ครบ
“คุณคะ เป๋าเงินคุณใหญ่ “ดวงมณีส่งกระเป๋าเงิน ที่เธอหยิบออกมาจากโต๊ะลิ้นชักหัวเตียง
ทนงเกียรติรับกระเป๋าเงินมา มองมันอย่างหม่นหมอง แล้วเริ่มสำรวจสิ่งต่าง ๆ ในกระเป๋าทุกอย่างอยู่ครบ ยกเว้นบัตรประจำตัวประชาชนเท่านั้นที่ไม่มี ทนงเกียรติทรุดตัวลงนั่งบนเตียง ด้วยความสิ้นหวัง
“นี่ตาใหญ่ก็ไม่ได้เอาบัตรเครดิต ไปสักใบเลยหรือนี่ แม้กระทั่งเงินสดก็เอาไปเพียงเล็กน้อย “ทนงเกียรติบอกแล้วส่งให้ดวงมณีดู ความคิดวุ่นวายสับสน เข้าโจมตีสมองของเขาอย่างรุนแรง แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังเดาไม่ออกเลยว่า ทำไมศิลาถึงเอาเงินติดตัวไปเพียงเล็กน้อย แล้วทำไมเขาถึงต้องทำอย่างนี้ แล้วจะไปอยู่ที่ไหนกินนอนอย่างไร ทุกคำถามประดังเข้ามาหาเขา จนเขาเองก็สับสนไปหมด
ดวงมณีรับบัตรทั้งหมดที่สามีส่งมา ด้วยหัวใจพลอยที่เศร้าสร้อย และอดที่จะสงสารสามีไม่ได้ ถึงแม้ศิลาไม่ใช่ลูกชายแท้ ๆ ของเธอ แต่เธอก็รักไม่ต่างอะไรกับภูผา
“คุณใหญ่ทำอย่างนี้ หมายความว่าอะไร ทำไมถึงทำแบบนี้ด้วย คุณใหญ่ไม่น่าทำอย่างนี้เลย “
เธอนั่งน้ำตาซึมอยู่ข้าง ๆ สามี ในใจนึกเป็ห่วงศิลา ทั้งคู่นั่งอยู่สักพัก จึงพากันออกจากห้อง
แล้วจัดแจงตัวเองให้จนเรียบร้อย จึงลงมาข้างล่าง นั่งซึมด้วยความเศร้าโศก
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ปลุกให้ภวังค์ของคนทั้งคู่ตื่นขึ้น ดวงมณีเดินไปรับโทรศัพท์
“ของคุณค่ะ “ดวงมณีบอกสามี ที่ยังคงนั่งซึมเศร้าอยู่
“ตาพงศ์หรือ “ทนงเกียรติถามปลายสาย
“เขาไม่อยู่ เขาไปแล้ว “ทนงเกียรติบอก เสียงปนสะอื้นในอกเล็กน้อย
“ลุงไม่รู้ ตาใหญ่เขียนบอกไว้ในจดหมาย แต่เพียงว่าไม่ต้องเป็ห่วงเขาเท่านั้น “ทนงเกียรติพยายามบังคับ ความเศร้าโศกไว้ให้อยู่ภายในอก
“แล้วเดี๋ยวเจอกันนะ “ทนงเกียรติพูดจบ วางโทรศัพท์เข้าที่ตามเดิม แล้วเดินมานั่งตรงที่เดิมด้วยความเสียใจ
ภูผาเดินเข้ามาหาบิดามารดา เขารู้สึกแปลกๆ ว่าทำไมเช้านี้ ดูเงียบผิดปกติ ทำไมป๋ากับแม่ถึงนั่งนิ่งเงียบ ใบหน้าดูเศร้าและหมองหม่น หรือว่าทั้งคู่มีปากเสียงกัน แต่ เอ! ป๋ากับแม่ไม่เคยทะเลาะกันนี่นา ภูผาเดินเข้าไปนั่งใกล้ ๆ มารดา ดวงมณีน้ำตาไหลพรากเป็สายไม่หยุด ภูผาใ มองหน้าบิดาเป็เชิงถามทันที แต่ทนงเกียรติกลับนิ่งเงียบ ไม่สนใจเขาเสียด้วยซ้ำ
“คุณแม่เป็อะไรครับ คุณแม่ร้องไห้ทำไม “ภูผาถามมารดาอย่างละล่ำละลัก
“คุณใหญ่ไปแล้ว “ดวงมณีตอบสั้น ๆ แล้วสะอื้นตัวโยนกอดลูกชายไว้แน่น ราวกับเธอกลัวว่าใครจะมาพราก ลูกชายของเธอไปอีกคน
“คุณใหญ่ไปไหนครับ “
ภูผาใจหายวาบเมื่อได้ยินมารดาบอก เมื่อวานนี้ในห้องสมุด ศิลามาบอกลาเขาหรือนี่ เขาน่าจะเอะใจสักนิด กับสิ่งปกติที่เกิดขึ้นในตัวของศิลา ภูผาไม่อยากเชื่อเลยว่า มันจะเกิดขึ้นรวดเร็วปานนี้ แล้วนี่เขาไปไหนของเขานะ
“แม่ก็ไม่รู้ว่าคุณใหญ่ไปไหน ข้าวของเสื้อผ้าสักตัวก็ไม่ได้เอาไป แม้กระทั่งเงินทองก็เอาติดตัวไปเพียงเล็กน้อย ทำไมคุณใหญ่ต้องทำอย่างนี้ด้วย ป่านนี้ไม่รู้ไปตกระกำลำบากอย่างไรบ้าง จะกินจะอยู่อย่างไร โธ่! คุณใหญ่ “
ดวงมณีฟูมฟายรำพึงรำพัน ด้วยความเศร้าโศกและเป็ห่วงเป็ใย
“สวัสดีครับ คุณลุงคุณน้าดวง “พงศ์เกษมทำความเคารพ ผู้าุโทั้งคู่อย่างนอบน้อม
“สวัสดีครับคุณพงศ์ “ภูผายกมือไหว้ผู้มีาุโกว่า เมื่อเห็นเขานั่งลงบนเก้าอี้เรียบร้อยแล้ว
พงศ์เกษมยกมือรับไหว้ตอบ
“คุณลุงครับ เื่ราวมันเป็อย่างไรกันครับ “พงศ์เกษมไม่ยอมเสียเวลา ยิงคำถามถามทันที
“ลุงก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าตายใหญ่ออกจากบ้านไปตอนไหน มารู้ก็ตอนที่ได้อ่านจดหมาย ที่คุณดวงเอามาให้ “
ทนงเกียรติหยิบจดหมาย ที่พูดถึงในกระเป๋าเสื้อ แล้วส่งให้พงศ์เกษม
ชายหนุ่มรับมาอ่าน เมื่ออ่านจบก็ส่งคืนให้ทนงเกียรติ
“นายใหญ่ทำไมแก ถึงตัดสินใจทำแบบนี้ “พงศ์เกษมบ่นอุบอิบกับตัวเอง
“ผมนึกสังหรณ์ใจ ตั้งเเต่วันนั้นเเล้ว ผมรีบเคลียร์งาน แล้วรีบตามมาทันที “พงศ์เกษมบอกอย่างหงุดหงิดด้วยความเป็ห่วงเพื่อน
“ผมเองก็ไม่ดี ผมน่าจะมาบอกป๋าให้รู้ เพราะเมื่อวานนี้คุณใหญ่ เข้าไปหาผมในห้องสมุด แล้วก็บอกฝากฝัง ให้ผมดูแลบริษัท ดูแลป๋ากับคุณแม่แทนเขาด้วย ทีแรกผมคิดว่าคุณใหญ่ จะมาไม้ไหนกับผมอีก แต่ก็มีบางอย่างทำให้ผม เชื่อใจว่าเขาพูดจริง ๆ แต่ผมไม่คิดว่าคุณใหญ่ จะตัดสินใจไปจากเราเร็วเพียงนี้ “ภูผาบอกเสียงหม่น ๆ แล้วก็เล่าถึงถ้อยคำระหว่างเขากับศิลาสนทนากัน
ดวงมณีได้ยินคำบอกเล่า ของบุตรชายที่บอกเล่ามา ยิ่งทำให้เธอสงสารศิลาจับใจมากยิ่งขึ้น
“แล้วจะไปตามหากันที่ไหนล่ะเนี่ย “
พงศ์เกษมบ่นอย่างจนปัญญา เพราะนอกจากเขาแล้ว ศิลาก็ไม่มีเพื่อนสนิทที่ไหนเลย
ทั้งสี่ชีวิตต่างตกอยู่ในความคิด ที่แตกต่างกันไป ตามฐานะของแต่ละคน แต่มีความรู้สึกอย่าง หนึ่ง ที่เหมือนกัน คือความเศร้าโศกเสียใจ และความสงสารศิลา ที่ต้องมารับเคราะห์กรรม ตาม กระหน่ำเช่นนี้ ก็เพราะไม่รู้จักปล่อยวางกันเสียบ้าง จนทำให้ตัวเองต้องมาตก อยู่ในสภาพเช่นนี้