หลินจวี๋ฮวาได้แต่ตั้งคำถามอยู่ในใจ
‘เป็พี่เสวี่ยเฟยจริง ๆ ...ทำไมเขาจึงเดินทางมาที่นี่...หรือ...’
ทันใด หลินอิงฮวาฉุกคิดขึ้นโพล่งออกมาสีหน้าแตกตื่น
“หรือพี่เสวี่ยเฟย จะเข้าร่วมการประลองด้วย!”
หยางป๋อหูหัวเราะจนตัวงอ ส่ายหน้าไปมา ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง
หลินจวี๋ฮวาครุ่นคิดเพียงครู่ พยักหน้าเห็นด้วยกับหยางป๋อหู
นางทราบ...ฟางเสวี่ยเฟย คล้ายตายไปจากยุทธจักร ั้แ่เจ็ดปีที่แล้วจริง ๆ...
ถ้าอย่างนั้น เหตุใดเขาจึงยินยอม เดินทางออกจากบ้าน...
เวลานี้น้ำเสียงซึ่งปกติมักราบเรียบ จนเกือบจะไร้ความรู้สึกถึงกับสั่นเครือเล็กน้อย
หลินจวี๋ฮวาไม่ทราบ นี่เรียกว่าความรู้สึกใดกัน สงสาร เห็นใจหรือห่วงใยหรือเป็สิ่งใดแน่...
“ผ่านไปเจ็ดปี แต่เสียงขลุ่ย...กลับมิได้เปลี่ยนไป จากวันนั้นเลย...”
หยางป๋อหูทอดถอนใจ พยักหน้าพลาง ส่งเสียงอืมม์คำหนึ่ง
เสียงขลุ่ยหยุดชะงักลงอีกแล้ว พร้อมความเงียบได้เข้าปกคลุมห้องโถงแห่งนั้น
ไม่มีผู้ใดเอ่ยถึง บุรุษเ้าของเสียงขลุ่ยอีก ราวทุกคนพอใจให้การสนทนายุติลง พร้อมการเงียบหายไป ของกระแสเสียงคร่ำครวญ เชือดเฉือนจิตใจ
ทว่าความเงียบ กลับปกคลุมห้องโถง โรงเตี๊ยมซอมซ่อได้เพียงครู่
เนื่องเพราะภายนอกโรงเตี๊ยม บัดนี้บังเกิดเสียงดัง ต๊อก ๆๆ ตามทางเดินเหมือนมีคนใช้วัตถุแข็ง ๆ เคาะลงบนพื้นหิมะหนายิ่งนานยิ่งใกล้โรงเตี๊ยมแห่งนี้เข้ามาทุกขณะ จังหวะการเคาะแต่ละครั้งล้วนเท่ากันมิผิดเพี้ยน
เมื่อได้ยินเสียงเคาะพื้น ดังแว่วใกล้เข้ามา ั์ตาหยางป๋อหูเปล่งประกายกระตือรือร้น ท่าทางพลันเปลี่ยนแปลง กระฉับกระเฉงขึ้นทันทีมือข้างหนึ่งรีบฝนหมึก มืออีกข้างหยิบกระดาษแผ่นใหม่ออกมาพลางหันไปทางประตูโรงเตี๊ยม ซึ่งบุผ้านวมผืนใหญ่
เปล่งเสียงก้องกังวาน ออกไปยังด้านนอก
“ขอเชิญแม่นางติง เข้ามาสนทนากันด้านใน สุราของร้านนี้นับว่าไม่เลวจนเกินไปทั้งยังอุ่นอย่างยิ่ง เกี๊ยวน้ำของที่นี่ รสชาตินับว่าใช้ได้ทีเดียวหรือท่านคิดว่าที่ด้านนอก มีสิ่งใดน่าสนใจกว่านี้”
ปลายพู่กันรีบจรด บนแผ่นกระดาษขาว ใจจดจ่อรอเสียงตอบจากอีกฝ่าย
บุคคลนอกโรงเตี๊ยม ซึ่งถูกเรียกว่า ‘แม่นางติง’ ชะงักฝีเท้าลงกะทันหัน
นางย่อมจำสุ้มเสียงคนผู้นี้ได้ดี ทั้งมั่นใจว่าเมื่อไปถึงหมู่ตึกพันอักษรต้องเจอะเจอคนผู้นี้แน่นอน กระนั้นไหนเลยคาดคิดว่า กลับได้พบกันเร็วขนาดนี้นางหันไปทางประตูโรงเตี๊ยม ชั่งใจว่าควรเดินเข้าไปด้านในหรือไม่
นางยิ้มแย้ม ครุ่นคิดก่อนกล่าว เป็เชิงปฏิเสธอย่างสุภาพ
“ด้านนอกไม่มีสิ่งใดน่าสนใจจริง ๆ ข้าพเ้าเพียงไม่อยากรบกวนเวลาเขียนหนังสือของพี่หยางเท่านั้น ไว้ถึงหมู่ตึกพันอักษร ยังมีเวลาสนทนากันอีกมากเชิญพี่หยางตามสะดวกเถอะ”
เพียงได้ยินสุ้มเสียงของ สตรีผู้ยืนอยู่ด้านนอกหลินอิงฮวาถึงกับยิ้มแก้มแทบปริ รับฟังไม่ทันจบประโยค รีบะโลุกขึ้นเปิดผ้านวมด้านในประตู ออกไปเชื้อเชิญแขกผู้มาใหม่ทันที
ครู่หนึ่งดรุณีน้อย เดินคล้องแขนหญิงสาว อายุราวยี่สิบหกยี่สิบเจ็ดปี เข้ามาภายในโรงเตี๊ยม
สตรีผู้มาใหม่ สวมเสื้อกันหนาวขนสัตว์หนาอย่างยิ่งแม้ไม่ล้ำค่าเท่าเสื้อคลุมหนังจิ้งจอก ของสองพี่น้องตระกูลหลินกระนั้นยังสามารถต้านลมหนาว ซึ่งพัดโชยอยู่ด้านนอกอย่างมีประสิทธิภาพในมือนางถือไม้เท้าลักษณะสามัญ ทำจากไม้ไผ่เรียวยาวอันหนึ่ง นางถูกหลินอิงฮวาจูงมือให้เดินไปนั่ง ณ โต๊ะเดียวกับพวกนาง
เพียงแรกเห็นสตรีผู้นี้ ใบหน้าหลินจวี๋ฮวา พลันเปลี่ยนเป็ยิ้มแย้มเป็รอยยิ้มอันยากยิ่ง จะเกิดบนใบหน้างาม สีหน้าเ็าเมื่อคลายลงบังเกิดความงามตามธรรมชาติ เพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน โดยเฉพาะดวงตาใสกระจ่างทั้งคู่อันไร้แววกลอกกลิ้งเ้าเล่ห์ตลอดกาล
เช่นนี้จึงสมควรเป็ ใบหน้าดรุณี ผู้มีอายุเพียงยี่สิบสองปีเยี่ยงนางโดยแท้
สตรีผู้มาใหม่ อมยิ้มเล็กน้อย บีบมือสองพี่น้องตระกูลหลินแน่นกล่าวด้วยน้ำเสียงยินดียิ่ง
“ยากยิ่งจริง ๆ กลับสามารถพบเ้าทั้งสอง ในสถานที่แบบนี้”
หลินอิงฮวาเชิดปลายจมูก ค้อนดินฟ้าอากาศ กล่าวว่า
“หากไม่เพราะโรงเตี๊ยม ในหมู่บ้านเต็มหมด เราพี่น้องคงไม่ต้องมาพักโรงเตี๊ยมซอมซ่ออย่างนี้หรอก แต่พูดก็พูดเถอะ ถ้าหลายวันนี้หิมะไม่ตกหนัก พวกเราคงเดินทางใกล้ถึงหมู่ตึกพันอักษรแล้ว”
หยางป๋อหูหันมากล่าว กับพี่น้องตระกูลหลิน
“เ้าพูดถูกจริง ๆ นัดหมายครั้งนี้ ไม่ว่าผู้ใดย่อมไม่อาจปฏิเสธ”
‘ติงฝูหรง’ ยังคงแย้มยิ้ม กล่าวอย่างสุภาพ
“ผู้อื่นเชื้อเชิญท่าน มักเพราะ้าให้ท่าน กระทำเื่บางอย่างให้ผู้อื่นเชื้อเชิญข้าพเ้า ย่อม้าให้ข้าพเ้ากระทำเื่บางอย่างให้เช่นเดียวกัน”
หลินอิงฮวารีบชิงกล่าวว่า
“อย่างนั้นข้าพเ้า ต้องขอเชื้อเชิญพี่ฝูหรงบ้าง”
กล่าวพลางหยิบไพ่ชุดหนึ่ง ออกมาจากห่อผ้า
“ข้าพเ้าคันมืออย่างยิ่ง เฮอะ พวกบ่อนพนัน ละแวกหมู่ตึกตระกูลหลินล้วนใจเสาะทั้งนั้น พวกมันพอเห็นหน้าข้าพเ้า ก็รีบขับไล่ลูกค้าอื่นออกไปจนหมด วิ่งเข้ามาเสนอหน้าบอกว่าวันนี้บ่อนของพวกมัน ปิดกิจการเร็วเป็พิเศษ ให้ข้าพเ้ามาใหม่วันหลังพวกมันจะรอต้อนรับขับสู้ แต่ไหนเลยมีวันหลังอันใด ทุกครั้งเมื่อข้าพเ้าไปถึงพวกมันต้องบอกว่า วันนี้ปิดกิจการเร็วเป็พิเศษอยู่ร่ำไป น่าโมโหยิ่งนัก”
“อิงฮวา...พี่ฝูหรงเพิ่งมาถึง เ้าก็ก่อกวนเสียแล้ว” หลินจวี๋ฮวาส่งเสียงดุพร้อมรินน้ำชาให้ติงฝูหรง
หลินอิงฮวายังคงยิ้มละไม กล่าวว่า
“นอกจากพี่ฝูหรง ไม่มีใครมีฝีมือคู่ควรกับข้าพเ้าจริง ๆ”กล่าวพลางตัดไพ่บนโต๊ะอย่างชำนาญ
ติงฝูหรงกล่าวอย่างยิ้มแย้ม
“บ่อนพนันพวกนั้น ไหนเลยกล้าต้อนรับ ปีศาจพนันน้อยอย่างเ้าอืมม์...พวกมันเกรงกลัวเ้าขนาดนี้ แสดงว่าต้องสูญเงินให้เ้าไม่น้อยเ้าก็น่าจะเปิดโอกาส ให้พวกมันทำมาหากินบ้าง เพลา ๆ มือลงหน่อยอย่า...”
หลินอิงฮวาแสร้งทำเป็แง่งอน กล่าวขัดขึ้น
“โธ่...พี่ฝูหรง ท่านจะเทศนาข้าพเ้าอีกคนหรือ ทุกครั้งเมื่อท่านพ่อทราบว่าข้าพเ้าแอบไปเที่ยวในบ่อน ต้องโกรธเป็ฟืนเป็ไฟ ดุด่าว่าข้าพเ้าเป็ลูกหลานนอกคอก สกุลหลินไหนเลย ให้กำเนิดปีศาจพนันเช่นนี้ได้ ข้าพเ้าไม่เข้าใจว่าท่านพ่อโกรธเคืองด้วยเื่ใด? ข้าพเ้าไม่เคยเล่นเสียจนหมดตัวมาก่อนเลย จะมากจะน้อยยังต้องเหลือทุน กลับออกมาทุกครั้ง”
ติงฝูหรงส่ายหน้า หัวเราะเบา ๆ กล่าวอย่างอ่อนใจ
“อย่างเ้าไหนเลย เคยกลับออกมา ด้วยทุนที่ถือเข้าไป ควรพูดว่าครั้งไหนเ้าไม่ถล่มเ้าของบ่อน จนหมดเนื้อหมดตัว นับว่าปราณีพวกมันมากแล้วจึงถูกต้องเ้าก็ทราบว่าตระกูลติงของพี่ ไม่ได้ร่ำรวยนัก เกรงว่าไม่อาจรับการเชื้อเชิญจากปีศาจพนันน้อยได้บ่อยครั้ง”
“เช่นนั้นหากข้าพเ้า เชื้อเชิญเื่ซึ่ง ‘ซินแสลิขิตฟ้า’ ถนัดคาดว่าท่านคงไม่ปฏิเสธ” หยางป๋อหูแทรกขึ้น ทั้งยังถือวิสาสะเดินมานั่งร่วมโต๊ะกับสตรีทั้งสาม
‘ซินแสลิขิตฟ้า ติงฝูหรง’ พยักหน้าอย่างนุ่มนวลหยิบเหรียญออกจากห่อผ้าสามเหรียญ ยื่นส่งให้หยางป๋อหู
บัณฑิตซอมซ่อโยนเหรียญทั้งสาม ขึ้นในอากาศ แล้วปล่อยให้เหรียญตกลงมา
เหรียญทั้งสามเมื่อตกลงมา ยังหมุนติ้วอยู่บนโต๊ะครู่หนึ่งรอจนพวกมันหยุดนิ่ง ติงฝูหรงค่อยวาดมือ ััหน้าเหรียญทั้งสามครั้งหนึ่งแล้วรวบมือเก็บไว้ในแขนเสื้อดังเดิม
กิริยานับจาก ติงฝูหรงััเหรียญ จนถึงรวบเก็บเข้าแขนเสื้อทั้งแ่พลิ้วหมดจด ทั้งปราศจากสุ้มเสียงแม้สักนิดกระทั่งเสียงลมยามฝ่ามือวาดผ่านอากาศ เพียงแ่เบายังมิบังเกิดขึ้น
ราวเมื่อครู่ มิได้เกิดการเคลื่อนไหวใดเลย...
แววตาหยางป๋อหู ทอประกายชื่นชม เพียงการวาดมือครั้งเดียวมันทราบแล้วว่าไม่พบกันหลายปี พลังฝีมือทายาทตระกูลติงผู้นี้ก้าวหน้าขึ้นอักโขแล้ว
เนื่องเพราะเคล็ดวิชาหลักตระกูลติงคือ ‘ผสานสรรพสิ่งเป็หนึ่งเดียว’
การเคลื่อนไหวของมือข้างนั้นสอดคล้อง ผสานเป็หนึ่งเดียวกับสภาวะรอบด้านแทบไม่ปรากฏการเคลื่อนไหว ไม่เหลือร่องรอยให้ค้นหาติดตาม หากเปลี่ยนเป็ท่ากระบี่ย่อมปราศจากจุดอ่อนช่องว่าง...
หยางป๋อหูยิ่งคิด ยิ่งอดไม่ได้ต้องเอ่ยปากชม
“พลังฝีมือของท่าน ก้าวหน้าไม่หยุดยั้งจริง ๆ”
ติงฝูหรงยิ้มเล็กน้อย กล่าวเพียงว่า
“พี่หยางล้อข้าพเ้าเล่นแล้ว”
แม้นางมิใช่ดรุณีวัยแรกรุ่น หากรูปโฉมยังติดตาผู้พบเห็นอย่างยิ่งเนื่องเพราะนางมีสีหน้าสดชื่น ยิ้มแย้มเป็นิจ ลักยิ้มน่าดูทั้งสองข้างราวจะปรากฏบนใบหน้าตลอดกาล ทำให้หน้าใสกระจ่างดูกลมกลึง ราวดวงจันทร์คืนเพ็ญเมื่อบวกกับรูปร่างซึ่งไม่สูงนัก และยังอวบอิ่มเล็กน้อย ยิ่งทำให้นางเป็ดรุณีแสนใจดีผู้ได้พบเห็นล้วนเกิดความรู้สึกเป็มิตร ขึ้นโดยธรรมชาติอีกหลายส่วน
เสียดายเพียง ไม่มีผู้ใดสามารถเห็น แววตาทั้งสองของนางได้...
เนื่องเพราะดวงตานาง ได้ดับสนิทไปนานแล้ว...
ซินแสลิขิตฟ้า ติงฝูหรง สูญเสียสภาพการมองเห็น ั้แ่อายุห้าขวบกระทั่งจอมแพทย์การุณย์ บิดาของพี่น้องตระกูลหลินยังจนใจไม่อาจหาวิธีรักษาดวงตานางได้
ติงฝูหรงเริ่มต้นทำนาย กล่าวว่า
“สายน้ำไร้เงาแผ่นฟ้า...ดูเหมือนการเดินทางคราวนี้ ท่านจะไม่มีโชคเสียแล้วเนื่องเพราะไม่ว่าท่านทำสิ่งใด ล้วนต้องขัดแย้งกับผู้อื่นอยู่เรื่อยไปยิ่งท่านพยายามมากขึ้นเท่าไหร่ กลับยิ่งขัดแย้งกับผู้อื่นมากขึ้นทุกที
“กระทั่งไม่อาจกระทำเื่ราว ซึ่งท่าน้าให้สำเร็จได้สายน้ำก่อเกิดจากฟ้า ทุกสรรพสิ่งล้วนถูกหล่อเลี้ยงด้วยสายน้ำ หากสายน้ำกับแผ่นฟ้าไร้เกื้อหนุนซึ่งกัน สรรพสิ่งจะอยู่ได้อย่างไร...”
ผู้ใดได้ฟังคำทำนายว่า ตนจะไม่มีโชคอย่างยิ่ง หากไม่หงุดหงิดย่อมต้องหดหู่ไม่สบายใจเป็แน่ ทว่าหยางป๋อหูกลับอยู่นอกเหนือจากนี้ มันยังหัวเราะร่วน กล่าวว่า
“คนที่เขียนหนังสือ เพื่อยังชีพอย่างข้าพเ้า ย่อมมีข้อเขียนบางเื่อาจล่วงเกินผู้อื่นไปบ้าง ตลอดหลายปีมานี้ ข้าพเ้ามีเื่ขัดแย้งกับผู้อื่นจนนับไม่ถ้วนอยู่แล้ว”
“แต่หวังว่าพี่หยาง คงไม่นำเื่ไร้สาระของข้าพเ้า ไปเขียนหรอกนะไม่เช่นนั้นข้าพเ้า คงต้องขายหน้าสหายชาวยุทธ์เป็แน่”
หยางป๋อหูหัวเราะเสียงดัง กล่าวว่า
“ในยุทธจักรน่ากลัวจะไม่มีผู้ใด ไม่รู้จักซินแสลิขิตฟ้า!”
“ในยุทธจักรคาดว่า ผู้ไม่เคยอ่านหนังสือของท่าน คงมีไม่กี่คนเช่นกัน...”
หลินอิงฮวาชำเลืองสายตา ประชดประชันไปยังหยางป๋อหู กล่าวว่า
“หมู่ตึกพันอักษรเป็สถานที่งดงามแห่งหนึ่งคราวนี้เมื่อไปถึงท่านควรอยู่นานหน่อย โชคของท่านอาจกลับมาอีกครั้งก็ได้...”
กล่าวพลาง หยิบหนังสือเล่มหนึ่ง ออกจากห่อผ้า
“และบางที อาจทำให้ข้อความ ในหนังสือเล่มนี้ มีอะไรที่ยืนยันได้บ้างไม่ใช่มีแต่เื่ไร้สาระอย่างนี้!”
หยางป๋อหูมองปกหนังสือเล่มนั้น สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็ขมึงทึงแววตาเ็าจ้องนางเขม็ง
“เ้าลืมแล้วหรือ...เหตุการณ์ในหมู่ตึกพันอักษร เมื่อเจ็ดปีก่อนข้าพเ้าก็อยู่ด้วย...”
“ท่านอยู่แล้วข้าพเ้าไม่อยู่หรือไง พี่ฝูหรงก็อยู่ พี่จวี๋ฮวาก็อยู่!”
“ถึงพวกเ้าจะอยู่ แต่ตอนนั้นยังเด็กนัก จะไปรู้อะไร”
“อ้อ...ตอนนั้น ท่านเป็ตาแก่แล้วงั้นสิ! อายุท่านตอนนั้นมากกว่าพี่ฝูหรงแค่สามหรือสี่ปี มากกว่าพี่จวี๋ฮวาแค่หกหรือเจ็ดปี”หลินอิงฮวายิ่งเสียงดัง ยิ่งทุ่มเถียง ยิ่งเผ็ดร้อนขึ้นทุกที
เซียนแพทย์ไร้ใจเหลือบมองหนังสือบนโต๊ะกล่าวน้ำเสียงเ็า
“อิงฮวาเ้าอย่าพูดเหลวไหลสิ ใน่เจ็ดปีนี้ ชาวยุทธ์คนไหนบ้างไม่เคยอ่านหนังสือเล่มนี้”
วาจาแม้ฟังคล้าย ห้ามปรามน้องสาว ทว่าน้ำเสียงแข็งกร้าว แววตาเขม็งกลับพุ่งใส่บัณฑิตไร้ร่องรอย
หยางป๋อหูสีหน้าแดงก่ำ กระนั้นยังฝืนกล้ำกลืนไว้ เซียนแพทย์ตระกูลหลินไหนเลยสามารถตอแยได้ง่ายดาย
หลินอิงฮวาเห็นพี่สาวไม่ห้ามปราม ถือโอกาสประชดประชันอีกประโยค
“ข้าพเ้าไหนเลยกล้าหาว่า หนังสือท่านบัณฑิตไร้ร่องรอย เป็เื่เหลวไหลข้าพเ้าแค่พูดตามท่านพ่อเท่านั้น...”
ดรุณีน้อยว่าพลาง ทำท่าทางประกอบ คล้ายชายสูงอายุร่างท้วมน้ำเสียงทุ้มใหญ่อยู่ในลำคอ เลียนแบบประมุขตระกูลหลินบิดาของนาง
“เฮ้ย!...หนังสือไร้สาระ เขียนมาได้อย่างไร ใส่ร้ายกันชัด ๆเ้าว่าแต่ผู้อื่นน่าสงสัย เราว่าเ้านั่นแหละ น่าสงสัยที่สุด”
นางยังแสร้ง ถอนหายใจเฮือกใหญ่
“จอมยุทธ์อี่...ท่านช่างโชคร้ายจริง ๆ เฮ้อ!”
สิ้นคำ ‘จอมยุทธ์อี่’ หลุดจากปากหลินอิงฮวาแต่ละคนภายในห้อง ชะงักถ้อยคำโดยไม่ได้นัดหมาย แม้แต่ตัวนางเองพลันนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ เมื่อคิดได้ว่าตนกลับกล่าวสิ่งซึ่งไม่ควรกล่าวอย่างยิ่งออกมา!