แสงจันทร์นวลตาที่ลอดผ่านช่องหลังคาผุพังของกระท่อมโรงเลี้ยงสัตว์ ตกกระทบลงบนโต๊ะไม้ตัวเตี้ย มันแทบไม่ได้ช่วยให้ทัศนวิสัยดีขึ้นไปกว่าการจุดตะเกียงน้ำมันสัตว์อสูรระดับต่ำที่ตั้งอยู่ข้างกันเลย กลิ่นน้ำมันฉุนกึกคละคลุ้งผสมกับกลิ่นมูลสัตว์ชื้นแฉะและกลิ่นสาบขนเปียกจากโรงเรือนด้านนอก หลงเทียนขยับตัวลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิบนเสื่อฟางเก่าๆ เขาวางแก่นอสูรธาตุดินรูปทรงกลมรีสีน้ำตาลทึบขนาดเท่าไข่นกกระทาลงกลางโต๊ะ ข้างกันนั้นคือหญ้าคืนปราณสองต้นที่มีใบเรียวยาวสีเขียวอมฟ้านอนนิ่งอยู่
เขายกมือขึ้นลูบอกซ้าย ตำแหน่งที่เมล็ดพลังนาคาฝังอยู่ยังคงเต้นเป็จังหวะช้าๆ อบอุ่น แผลตามร่างกายจากเหตุปะทะหมูเขี้ยวหินเมื่อบ่ายแห้งสนิทจนเหลือเพียงสะเก็ดบางๆ ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ความเร็วในการฟื้นฟูระดับห้าเท่าของมนุษย์ปกติไม่ได้ทำให้หลงเทียนลิงโลด ตรงกันข้าม มันยิ่งเน้นย้ำว่าหากความลับเื่โครงสร้างพลังประหลาดนี้หลุดออกไป เขาอาจกลายเป็หนูทดลองในห้องใต้ดินของใครบางคนแทนที่จะได้เป็ศิษย์สายนอก
“เลือกใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง ห้ามแบ่งครึ่งเด็ดขาด...” หลงเทียนพึมพำกับตัวเอง นึกถึงคำเตือนของาุโโม่ที่ระบุไว้ชัดเจนตอนพลบค่ำ ว่าถ้าเขาพยายามแบ่งครึ่งแก่นพลังเพื่อให้ทั่งตัวเองและสัตว์อสูรใช้พร้อมกัน ปราณที่เหลือน้อยนิดจะไม่พอสำหรับกระตุ้นอะไรเลย สุดท้ายก็ไม่เกิดผลสัมฤทธิ์ใดๆ ทั้งสิ้น
ในฐานะอดีตโปรแกรมเมอร์และคนที่เติบโตมาในโลกที่ทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยประสิทธิภาพของระบบควบคุม หลงเทียนรู้ดีว่า ‘การหารสอง’ ในตอนที่ทรัพยากรปริ่มน้ำ คือวิธีที่แย่ที่สุดในการบริหารจัดการ มันเหมือนการมีแบตเตอรี่สำรองที่เหลืออยู่ร้อยละสามสิบ แล้วพยายามเปิดเครื่องใช้งานสองเครื่องพร้อมกัน สุดท้ายเครื่องจะดับทั้งคู่ในเวลาอันสั้นและไม่ได้งานอะไรเลย
ถ้าเขายกพลังทั้งหมดให้เหราดูดซับ เหราอาจคงรูปกายอัญเชิญได้นานและทนมือทนเท้าขึ้นในการประลอง แต่อย่าลืมว่าร่างต้นอย่างเขาก็ยังเป็เพียงกระสอบทรายไร้ลมปราณที่ใครจะสอยร่วงเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ถ้าเขาเอาพลังทั้งหมดมาปั้นปรายปราณสร้างเกราะให้ตัวเอง เหราก็จะมีพลังชีพรักษาร่างในลานประลองได้ไม่เกินสองสามอึดใจ ระบบจำลองที่ขาดองค์ประกอบหน้าอย่างสัตว์อสูรคอยดึงความสนใจก็ไม่ต่างจากการเปิดช่องให้ศัตรูวิ่งเข้ามาชาร์จโดยตรง
“ถ้าแบ่งพลังงานแบบเส้นตรงไม่ได้ ก็ต้องใช้วิธีแยกส่วนประยุกต์” หลงเทียนแตะแก่นอสูรหมูเขี้ยวหิน หมุนมันช้าๆ เพื่อสังเกตโครงสร้างพลังงานภายใต้แสงตะเกียง
โครงพลังงานของแก่นอสูรไม่ได้เป็เนื้อเดียวกันทั้งหมด แกนกลางรูปไข่สีน้ำตาลเข้มคือจุดที่กักเก็บธาตุดินบริสุทธิ์อันหนาแน่น มันคือพลังงานในรูปสสารที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งของผิวเกราะ ส่วนรอบนอกที่ฟุ้งเป็ละอองสีเหลืองหม่นคือฝุ่นไอลมปราณกระจัดกระจาย ซึ่งหลุดลอยออกมาระหว่างที่พลังชีวิตของสัตว์อสูรดับลง
หลงเทียนเคาะนิ้วลงบนโต๊ะสามครั้งอย่างแ่เบา เกิดแรงะเืส่งผ่านแผ่นไม้ลงสู่พื้นดิน ชั่วอึดใจ วงแสงอัญเชิญสีแดงทองขนาดเล็กเท่าจานข้าวก็สว่างขึ้นบนพื้นดินมุมกระท่อม เหราค่อยๆ คลานออกมาอย่างเงียบเชียบ ลำตัวสีเขียวเข้มคล้ายงูพญานาคขยับพับไปมา กรงเล็บทั้งสี่กดลึกน้ำหนักลงบนพื้นดินชื้น แววตาของมันที่สะท้อนแสงไฟตะเกียงเป็สีแดงหม่นดูสงบนิ่งและรอคอย
“มานี่สิเพื่อน” หลงเทียนเรียกเบาๆ
เหราเลื้อยเข้ามาใกล้โต๊ะ มันชูคอขึ้นสูงระดับอกของหลงเทียน หลงเทียนหยิบมีดสั้นเก็บสมุนไพรเล่มบิ่นขึ้นมา เขาไม่ได้ใช้มันตัดแบ่งครึ่งแก่นอสูรตามแนวขวาง แต่ใช้ปลายใบมีดแหลมค่อยๆ สะกิด เลาะ และเฉือนเปลือกนอกที่ปนเปื้อนฝุ่นปราณออกอย่างประณีต ราวกับช่างเทคนิคที่กำลังแกะส่วนเคลือบผิวของซิลิโคนแผงวงจรเพื่อแยกตัวนำไฟฟ้า
เศษธุลีไอปราณร่วงพรูลงบนกระดาษห่อสมุนไพรที่เตรียมไว้ เหลือเพียง ‘แกนในธาตุดินเข้มข้น’ สีน้ำตาลเข้มจัดซึ่งมีขนาดเล็กลงกว่าครึ่ง แต่ไร้สิ่งเจือปน หลงเทียนยื่นแกนกลางบริสุทธิ์นั้นไปตรงหน้าเหรา
“นี่ส่วนของแก กินซะ”
เหราอ้าปากกว้าง ดูดกลืนแกนดินเข้มข้นเข้าไปในคำเดียว ร่างกายของมันสั่นระริกชั่วขณะ แผ่นเกล็ดสีเขียวเข้มตามลำตัวเริ่มส่งเสียงเสียดสีกันดังกริกๆ เกราะเนื้อส่วนไหล่ที่เคยาเ็จากเขี้ยวหมูอสูรเริ่มมีเส้นใยปราณสีน้ำตาลเชื่อมต่อฟื้นฟูอย่างเห็นได้ชัด ความหนาและน้ำหนักของเกล็ดของมันดูมั่นคงขึ้นกว่าเดิมราวกับแผ่นหินดินเผาที่ผ่านการเผาไฟจนแกร่ง
จากนั้น หลงเทียนหันมามองกระดาษห่อเศษฝุ่นปราณดินที่เหลืออยู่ เขาเทเศษผงทั้งหมดลงในถ้วยดินเผาใบเล็กที่บรรจุน้ำต้มหญ้าคืนปราณร้อนๆ ไอปราณสีเหลืองหม่นลอยฟุ้งขึ้นมาทันที หลงเทียนประคองถ้วยยาขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด
รสชาติฝาดขมปนกลิ่นดินไหม้แล่นผ่านลำคอลงสู่กระเพาะอาหารอย่างรวดเร็ว ความร้อนสายหนึ่งะเิออกทว่ามีฤทธิ์เย็นระงับประสาทของหญ้าคืนปราณคอยกำกับไว้ หลงเทียนรีบปิดตา โคจรพลังตามแิที่เคยทดลองในแปลงสมุนไพร ค่อยๆ ชักนำไอความร้อนที่ปะทุขึ้นให้ไหลเวียนไปตามกล้ามเนื้อและผสานเข้ากับเมล็ดพลังแดงทองที่อกซ้าย
บันทึกบนหินอัญเชิญที่เก็บอยู่ในตะกร้าข้างตัวสั่นไหวเบาๆ หลงเทียนไม่ยอมเปิดดูในเวลานี้ เขารวบรวมสมาธิทั้งหมดเพื่อรับมือกับพายุพลังงานขนาดเล็กที่กำลังเริ่มก่อตัวขึ้นภายในเนื้อหนังของตนเอง
---
เช้าวันถัดมา แสงแดดแผดเผาลงบนลานดินกว้างข้างคอกสัตว์ป่าด้านหลังโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ป่า กลิ่นสาบของสัตว์และเสียงกรีดร้องของวิหคเพลิงระดับต่ำดังแว่วมาเป็ระยะ หลงเทียนยืนอยู่กลางลาน เหงื่อเม็ดโตไหลท่วมแผ่นหลังจนเสื้อผ้าฝ้ายหยาบๆ เปียกชุ่ม แขนซ้ายของเขาเหยียดตึง ิับริเวณท่อนแขนั้แ่ข้อมือขึ้นไปถึงข้อศอกมีรอยไหม้แดงก่ำราวกับถูกน้ำร้อนลวก
“อึก...” หลงเทียนขบฟันแน่นจนกรามส่งเสียงดังกรอด
ความร้อนปะทุแผ่ซ่านออกมาจากเนื้อหนังของเขา กระแสปราณดิบจากแก่นอสูรธาตุดินปะทะกับพลังแดงทองจากเมล็ดนาคา มันพยายามยึดเกาะเนื้อเยื่อแต่เนื่องจากเขาไม่มีชีพจรปราณที่เบิกเส้นทางไว้เป็ระบบ เส้นแรงพลังงานจึงทิ่มแทงทำลายเซลล์ิัอย่างบ้าคลั่ง ความรู้สึกเหมือนมีใบมีดเล็กๆ นับพันเล่มกำลังเฉือนกรีดอยู่ใต้ชั้นิัทำให้เขาแทบอยากจะล้มพับลงไปกองกับพื้น มันเป็ความทรมานทางกายภาพที่เ็ปเสียยิ่งกว่าตอนที่เขาต้องฝืนยืนทำงานสิบสองชั่วโมงรวดในห้องเซิร์ฟเวอร์เย็นะเืเสียอีก
“หลอมปราณเข้ากล้ามเนื้อโดยไม่มีจุดลมปราณรองรับก็เป็แบบนี้แหละ ร่างกายของเ้ากำลังต่อต้านพลังดิบ”
เสียงใสของหลินเยว่ดังขึ้นจากร่มไม้ขอบลาน เธอเดินเข้ามาพร้อมถุงสมุนไพรประคบและอ่างน้ำสะอาด สีหน้ามีความกังวลปนแปลกใจขณะมองดูแขนซ้ายของหลงเทียนที่แดงก่ำและมีไอความร้อนลอยระเหยออกมารำไร
“ตอนข้าเพิ่งเข้าสำนักและพยายามใช้ยาปราณเปิดชีพจรขั้นแรก แขนข้าก็ร้อนรุ่มและเ็ปราวกับกระดูกจะแตกเป็เสี่ยงๆ เหมือนกัน” หลินเยว่วางอ่างน้ำลงพลางใช้ผ้าชุบน้ำหมาดแตะแขนที่ร้อนระอุของเขาเพื่อช่วยระบายความร้อน “ข้าเกือบจะถอดใจ แต่เสมียนหอโอสถบอกว่าการฝืนโคจรปราณดิบ เ้าห้ามต่อต้านความเ็ปตรงๆ แต่ต้องปล่อยให้พลังมันไหลผ่านไปตามแนวกล้ามเนื้อ แล้วระบายแรงกดดันออกทางชีพจรส่วนปลาย ถ้าเ้ายังเกร็งต้านอยู่แบบนี้ ิัจะไหม้เกรียมจนเสียแขนไปเสียก่อน”
“ขอบคุณ... ที่แวะมาเตือนครับ” หลงเทียนตอบเสียงแหบแห้ง พยายามทำตามคำแนะนำโดยการผ่อนคลายกล้ามเนื้อต้นแขน ค่อยๆ ปล่อยให้แรงร้อนไหลบ่าลงไปทางปลายนิ้วแทนการฝืนกักมันไว้ตรงกลางท่อนแขน
เมื่อเหราเห็นผู้ควบคุมของมันทรมาน มันขยับลำตัวเลื้อยเข้ามาใกล้ กรงเล็บแข็งแกร่งกดลงบนดินพยุงหัวใหญ่ขึ้นแตะบริเวณหน้าอกซ้ายของหลงเทียนอย่างแ่เบา ััจากเกล็ดชื้นของเหราส่งกระแสความเย็นแปลกประหลาดแล่นเข้าสู่ขั้วหัวใจของเขาโดยตรง ความเ็ปร้อนรุ่มที่แขนซ้ายพลันบรรเทาลงอย่างรวดเร็วราวกับมีน้ำเย็นราดลงบนถ่านไฟที่กำลังคุ
หลงเทียนหยิบเศษแก่นธาตุดินคำสุดท้ายที่ตนตั้งใจจะเก็บไว้ป้อนเหราออกมาจากกระเป๋าเสื้อ ยื่นส่งให้มัน “เอ้า... ของแก คำสุดท้ายแล้ว กินเพื่อประคองเกราะซะ”
เหราเหลือบมองแก่นพลังชิ้นเล็กนั้น ดวงตาสีแดงหม่นของมันกะพริบช้าๆ ก่อนที่มันจะส่ายหัวเบาๆ หางยาวของมันตวัดขยับอย่างแ่เบา ผลักมือของหลงเทียนให้หดกลับไปชนหน้าอกซ้ายของตัวเขาเองอย่างนุ่มนวล ราวกับจะบอกว่าความปลอดภัยของเขาสำคัญกว่าพลังของมันในเวลานี้
หลงเทียนนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง หัวใจของเขากระตุกวูบด้วยความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ได้
ที่ผ่านมาในโลกเดิม ความสัมพันธ์ในหน้าที่การงานมักตั้งอยู่บนฐานของผลประโยชน์และการออกคำสั่งตามระบบบริหาร แต่ในโลกใบนี้ สัตว์อสูรเลื้อยคลานที่ผู้คนในสำนักประณามว่าเป็สัตว์ชั้นต่ำไร้ราคา กลับยอมเสียสละทรัพยากรส่วนสุดท้ายเพื่อความอยู่รอดของผู้ควบคุมที่ยังไม่มีแม้แต่ระดับลมปราณเริ่มต้นด้วยซ้ำ
“เข้าใจแล้ว... เราไม่ได้ใช้แกเป็โล่ และแกก็ไม่ได้มองฉันเป็แค่เครื่องป้อนปราณ” หลงเทียนยิ้มออกมาบางๆ ความลังเลใจในตอนแรกสลายตัวไปจนสิ้น
เขากำเศษแก่นพลังนั้นไว้แน่น หลับตาลงและปลดปล่อยให้กระแสพลังไหลเข้าสู่แผลไหม้ที่แขนซ้ายโดยตรง แรงหมุนวนของพลังนาคาแดงทองผสานเข้ากับธาตุดินแกร่ง ิัที่ไหม้แดงเริ่มกระเพื่อมไหว ก่อเกิดเป็ประกายสีแดงสลับทองวาววับใต้ชั้นผิว ก่อนที่สะเก็ดแผลจะหลุดร่วง เผยให้เห็นแนวเกล็ดหนาเรียงตัวเป็ระเบียบแถวหนึ่งหุ้มกระดูกท่อนแขนด้านซ้ายอย่างแข็งแกร่ง
เกล็ดเ่าั้เป็สีแดงประกายทองดูคล้ายเกล็ดพญานาคกึ่งโปร่งแสง มันฝังแน่นลึกลงในชั้นเนื้อหนังอย่างไร้รอยต่อ หลงเทียนลืมตาขึ้น ลองขยับแขนซ้ายและฟาดมันลงบนท่อนไม้แห้งหนาที่วางอยู่ข้างตัวอย่างแรง
*ปัง!*
ท่อนไม้หักครึ่งในทันที ขณะที่แขนซ้ายของเขาไม่มีแม้แต่รอยฟกช้ำหรือความรู้สึกเ็ปใดๆ มีเพียงความรู้สึกถึงแรงะเืที่ส่งผ่านลงสู่พื้นดินผ่านการยืนหยัดเท้าทั้งสองข้างอย่างมั่นคง
“นี่คือพลังของการบรรลุปราณขั้นแรกของเ้าหรือ...” หลินเยว่มองภาพนั้นด้วยความทึ่ง “พลังโจมตีและพลังป้องกันสูงมากขึ้นใน่สั้นๆ แต่นี่คือความแกร่งที่เทียบเท่าปราณเริ่มต้นระดับหนึ่งขั้นสูงสุดเลยทีเดียว”
---
วันที่สามของการเตรียมตัว ลมเย็นพัดโชยผ่านลานดินท้ายเรือนสัตว์ กวาดเอาฝุ่นดินแห้งปลิวว่อน หลงเทียนยืนประจันหน้ากับเหรา โดยมีหลินเยว่ยืนเฝ้าระวังความปลอดภัยอยู่บริเวณขอบกำแพงหินผุพัง
“เราต้องมีคำสั่งที่เป็ระบบปิดเพื่อไม่ให้เสียงรอบข้างขัดขวาง” หลงเทียนอธิบายแผนยุทธวิธีให้เป่าฟัง ขณะที่เขาก้าวเดินเคาะเท้าลงบนแผ่นดิน
ในลานประลองที่เต็มไปด้วยเสียงเชียร์และการปะทะ คำสั่งเสียงมักถูกรบกวนได้ง่าย หรือแย่กว่านั้นคือคู่ต่อสู้จะจับทางคำสั่งได้ล่วงหน้า หลงเทียนจึงนำทฤษฎีการสื่อสารข้อมูลแบบดิจิทัล (Digital Signaling) มาปรับใช้ เขาสร้างรหัสสัญญาณะเืผ่านพื้นดิน 4 รูปแบบโดยใช้แรงส้นเท้ากระแทก
- เคาะเบา 1 ครั้ง: ‘หยุด’ (Hold) เพื่อประเมินสถานการณ์
- เคาะเบา 2 ครั้งติดต่อกัน: ‘ล่อ’ (Decoy) ดึงความสนใจศัตรู
- เคาะหนัก 1 ครั้ง (กระแทกหนัก): ‘เบี่ยง’ (Deflect) ถ่ายแรงชนลงสู่แผ่นหิน
- เคาะถี่ 4 ครั้ง: ‘ถอย’ (Disengage) ถอนตัวออกจากระยะจู่โจมทันที
เหราที่แผ่ตัวราบกับพื้นดินััแรงะเืผ่านผิวท้องของมันอย่างตั้งใจ ทุกครั้งที่หลงเทียนกระแทกส้นเท้าตามรหัส เหราจะขยับตัวทำตามเงื่อนไขอย่างถูกต้องแม่นยำ ราวกับมีสายเชื่อมสัญญาณที่มองไม่เห็นโยงใยระหว่างข้อเท้าของเทียนกับประสาทรับรู้ของมัน
นอกจากนี้ หลงเทียนยังพยายามฝึกขยับข้อต่อร่างกาย เลียนแบบโครงสร้างถ่ายน้ำหนักของเหราเวลาที่มันกรงเล็บยึดพื้นดินเพื่อรับการพุ่งชน การกระชับศูนย์ถ่วงของร่างกายและการยืนขาโก่งเล็กน้อยช่วยให้ร่างต้นอย่างเขาสามารถกระจายแรงปะทะที่อาจหลุดผ่านเกราะอัญเชิญลงสู่แผ่นดินได้อย่างมีประสิทธิผลมากขึ้น
“หลงเทียน!”
เสียงร้องะโอย่างตื่นตระหนกของเป่าดังขัดจังหวะ ร่างของศิษย์พี่ตัวเล็กวิ่งกระหืดกระหอบลัดเลาะแปลงหญ้าเข้ามาในลานฝึก แววตาของเขาเต็มไปด้วยความกังวลอย่างปิดไม่มิด
“ศิษย์พี่เป่า เกิดอะไรขึ้น? วิ่งหน้าตื่นมาเชียว” หลงเทียนหยุดเท้า สัญญาณเคาะถูกระงับทันที เหราขยับถอยมาขดตัวด้านหลัง
“ข่าวร้าย... ข่าวร้ายจริงๆ หลงเทียน!” เป่าสูดหายใจลึก ตัวสั่นเทาด้วยความห่วงใยศิษย์น้องที่เขาเห็นั้แ่มาถึงคอกสัตว์ “ข้าลอบไปฟังพวกศิษย์สายนอกคุยกันที่หน้าลานฝึก... พวกจ้าวเฟิงเตรียมของที่จะส่งลงประลองกับเ้าแล้ว!”
“พวกมันคิดจะทำอะไร?” หลงเทียนขมวดคิ้วจับสังเกตแววตาหวั่นวิตกของคนตรงหน้า
“พวกมันจะใช้ ‘กลองสั่นปราณ’ ตั้งข้างลาน!” เป่ากุมไหล่หลงเทียนพลางพูดเสียงสั่นเครือ “กลองนั่นจะสั่นะเืปฐีปั่นป่วนไปทั่วจนเหราของเ้าจับจังหวะพื้นไม่ได้ และที่สำคัญ... คู่ต่อสู้ของเ้าจะใช้ ‘หมาป่าเกราะเหล็ก’ ระดับสองลงลาน มันวิ่งเร็วราวกับลมพัดและจะอ้อมผ่านตัวสัตว์อัญเชิญเพื่อมุ่งเป้าโจมตีร่างของเ้าโดยตรง! พวกมันจงใจจะขยี้เ้าที่ไม่มีชีพจรปราณ... หลงเทียน เ้าจะหลบสุนัขป่าระดับนั้นพ้นได้อย่างไร!”
ความเงียบเข้าปกคลุมลานฝึกทันที มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวพัดผ่านยอดหญ้า หลินเยว่ที่เพิ่งเดินเข้ามาสมทบกำถุงยาสมุนไพรแน่น ใบหน้าเธอเครียดขรึมลงอย่างเห็นได้ชัด
“กลองสั่นปราณจะสร้างคลื่นแทรกแซงััประสาทของเหราทำให้มันสับสนบนพื้นดิน และหากหมาป่าเกราะเหล็กใช้ความเร็วเล็งเป้าร่างต้น เ้าไม่มีทางหลบมันพ้นแน่หลงเทียน... แม้เ้าจะฝึกปราณขั้น 1 สำเร็จก็ไม่อาจรับแรงขย้ำของหมาป่าระดับสองได้ต่อเนื่องหรอก” หลินเยว่เตือนสติ
หลงเทียนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง สายตามองลงที่แขนซ้ายของตนเองซึ่งปรากฏแนวเกล็ดสีแดงทองกึ่งโปร่งแสงฝังอยู่ใต้เนื้อหนังอย่างมั่นคง เขากำหมัดแน่น ััได้ถึงแรงตึงเครียดของกล้ามเนื้อและกระแสพลังงานอุ่นๆ ที่แล่นเวียนอยู่ภายใน
แผนการส่งสัญญาณเคาะพื้นดินแบบระบบปิดของเขากำลังถูกแก้ทางั้แ่ยังไม่เริ่ม และร่างต้นของเขากำลังตกเป็เป้าสังหารอย่างโจ่งแจ้ง
แต่วิกฤตเช่นนี้ไม่ได้ทำให้ิญญาของคนเคยสู้ชีวิตในโลกเดิมยอมสยบ ในระบบโปรแกรม หากเจอสัญญาณขยะ (Noise) รบกวนช่องสื่อสาร สิ่งแรกที่ต้องทำไม่ใช่การพยายามส่งสัญญาณให้ดังขึ้น แต่เป็การกรองช่องความถี่เฉพาะ หรือไม่ก็เบี่ยงเบนทิศทางของสัญญาณรบกวนให้กลายเป็ประโยชน์
หลงเทียนเงยหน้าขึ้น แววตาของเขาไม่มีแววหวาดกลัวหรือยอมแพ้ มีเพียงประกายความคิดวิเคราะห์ที่กำลังหมุนวนอย่างรวดเร็ว
“เตรียมกลองมาตัดสัญญาณงั้นเหรอ...” หลงเทียนกระตุกยิ้มมุมปาก “ก็ดี... ผมอยากรู้เหมือนกันว่า ระหว่างคลื่นเสียงมั่วๆ จากกลองของพวกมัน กับการจับทิศทางแรงสั่นที่สะท้อนจากพื้นดินแตกของเหรา... ใครจะอ่านทิศทางของแรงได้แม่นยำกว่ากัน!”
เขาเอื้อมมือไปแตะหัวของเหราที่ชูขึ้นสบตา กระแสพลังอุ่นประหลาดแล่นผ่านพันธสัญญาเชื่อมโยงกันอีกครั้ง ศึกประลองที่กำลังจะมาถึงในอีกสามวันข้างหน้าไม่ใช่เพียงแค่เื่การประเมินฐานะ แต่เป็การต่อสู้เพื่อพิสูจน์ระบบพลังที่พวกเขาเลือกที่จะสร้างมันขึ้นมาด้วยกัน!