บทที่ 2 (2/2)
คิดไม่ถึงเลยจริง ๆ (2)
ชีวิตก่อนเขาคือ เยว่เล่อองค์ชายรองของแดนมาร มารดาของเขาเป็บุตรที่เกิดจากอนุของผู้นำเผ่าปีศาจจิ้งจอกส่วนผู้เป็บิดาคือ าาปีศาจองค์ปัจจุบัน
ผู้เป็บิดาเคยเล่าให้เยว่เล่อฟังว่า...โลกใบนี้ถูกแบ่งออกเป็สามดินแดนคือ แดนเซียน แดนมาร และแดนมนุษย์ สามดินแดนยึดมั่นในข้อตกลงร่วมกันที่ว่าต่างคนต่างอยู่ ห้ามลุกล้ำหรือเข้ายึดครองเขตแดนอื่นเด็ดขาด ซึ่งที่ผ่านมาเขาก็แอบเห็นว่าผู้คนทั้งสามดินแดนมักจะปลอมตัวหรือไม่ก็มักจะแปลงกายลอบข้ามเขตแดนไปยังดินแดนอื่นกันเป็ว่าเล่นโดยส่วนใหญ่ก็มักจะลอบข้ามเขตแดน เพราะ้าไปซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า ไปท่องเที่ยวหรือไม่ก็มักจะข้ามเขตแดน เพื่อไปทดสอบวิชา
ซึ่งการลักลอบข้ามเขตแดนกันไปมาเช่นนี้เหล่าผู้นำทั้งสามดินแดนต่างก็รับรู้เพียงแต่...มันยังไม่มีเหตุร้ายแรงใดเกิดขึ้น เหล่าผู้นำทั้งสามดินแดนจึงพากันหลับตาข้างหนึ่งเท่านั้น
แต่ทว่าเมื่อมีหนึ่งในผู้นำแดนเซียนถูกสังหาร แล้วบนร่างของผู้นำคนดังกล่าวมีไอมารเหตุการณ์ครั้งนี้จึงทำให้เกิดข้อพิพาทระหว่างแดนเซียนกับแดนมาร เมื่อสืบค้นลึกลงไปจึงได้รู้ว่าเหตุการณ์ครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นจากการที่องค์ชายหกพาคู่หมั้นกับเหล่าสหายลอบแปลงกายข้ามเขตเข้าไปเที่ยวเล่นในดินแดนเซียนระหว่างที่คนทั้งกลุ่มเดินเที่ยวเล่นในตลาดแดนเซียนผู้นำแดนเซียนที่ถูกสังหารก็เข้ามาตามเกี้ยวคู่หมั้นขององค์ชายหกอย่างอุกอาจองค์ชายหกทนการกระทำของผู้นำแดนเซียนคนนั้นไม่ไหวจึงพลั้งมือสังหาร
พอผู้นำทั้งสองดินแดนได้รับรู้ข้อเท็จจริงแดนเซียนยื่นข้อเรียกร้องให้แดนมารชดใช้ชีวิตของผู้นำแดนเซียนด้วยชีวิตของผู้ที่ลงมือสังหารซึ่งก็แน่นอนว่า าาปีศาจตอบปฏิเสธกลับไปแทบจะทันที
เหตุการณ์ครั้งนี้จึงกลายเป็ชนวนเริ่มต้นหลังจากนั้นทั้งแดนเซียนและแดนมารก็เริ่มหาเื่โจมตีกันไปมาจนสุดท้ายจบลงด้วยการประกาศาระหว่างแดนเซียนกับแดนมารในรอบห้าร้อยปี
แล้วเยว่เล่อเกี่ยวข้องอันใดกับาในครั้งนี้น่ะหรือ...
ยามนั้นาาปีศาจแต่งตั้งเยว่สือหรือองค์ชายใหญ่ของแดนมารขึ้นเป็แม่ทัพใหญ่นำเหล่าทหารทัพหน้าออกไปสู้ศึกากับแดนเซียนโดยมีองค์ชายหกกับองค์ชายสามร่วมออกเดินทางไปด้วยแล้วหลังจากทัพหน้าออกเดินทางไปได้สามวันเยว่เล่อก็ถูกแต่งตั้งขึ้นเป็รองแม่ทัพใหญ่รับหน้าที่นำเสบียงและเหล่าทหารกองหนุนจำนวนห้าแสนนายตามไปช่วยทัพหน้า
วันแรกที่เยว่เล่อนำเสบียง และเหล่าทหารกองหนุนเดินทางไปถึงสนามรบก็เป็่หัวค่ำแล้วเยว่สือเลยสั่งให้เขากับเหล่าทหารกองหนุนทั้งหมดแยกย้ายกันไปพักเอาแรงก่อนแล้วค่อยเข้าร่วมสู้ศึกในวันถัดไป โดยเยว่สือได้จัดเตรียมกระโจมพักของเขาไว้บริเวณแถบชายป่าซึ่งห่างจากกระโจมของเหล่าองค์ชาย และเหล่าทหารคนอื่น ๆ ค่อนข้างมาก
ยามนั้นเยว่สือเดินเข้ามาตบไหล่ข้างขวาของเขา พร้อมกับส่งยิ้มให้หลังจากนั้นก็กล่าวด้วยท่าทางราวกับพี่ชายที่แสนดีว่า ‘ข้าสั่งคนตั้งกระโจมพักของน้องรองไว้ในจุดที่เงียบที่สุดเพราะข้ารู้ว่า น้องรองของข้าชื่นชอบความเป็ส่วนตัว ข้าก็เลยจัดเตรียมจุดตั้งกระโจมตรงบริเวณนั้นไว้รอเ้า’
แม้ในตอนนั้นเยว่เล่อจะรู้สึกตะขิดตะขวงใจอยู่ไม่น้อยเลย แต่เพราะเป็่ศึกาเขาจึงยอมปล่อยผ่าน
แต่ผู้ใดจะคาดคิดล่ะว่า...กลางดึกคืนนั้นพี่ชายที่แสนดีจะลอบเข้ามาสังหารเยว่เล่อถึงในกระโจมพัก!
ยามนี้เยว่เล่อกระจ่างในใจแล้วว่าหลังจากเขาสิ้นชีพด้วยคมดาบของเยว่สือ ดวงจิตและิญญาของเขาคงฉวยโอกาสเข้ามาอาศัยอยู่ในร่างนี้ซึ่งในยามนั้นเ้าของร่างนี้คนเดิมก็น่าจะเพิ่งจากไปพอดี
“จิวหรง ห้องนี้คือ ห้องพักของเ้า ข้าอยากให้เ้าคิดเสียว่า ที่นี่คือเรือนของเ้า เพราะข้ายินดี และเต็มใจให้เ้าพักอาศัยอยู่ที่นี่ได้ตลอดไปแล้วข้าก็ยินดีที่จะช่วยฝึกวิชาเซียนของสำนักซิ่นหลี่ให้กับเ้าด้วย”
เมื่อได้ยินคำพูดของบุรุษตรงหน้า เยว่เล่อจึงรีบดึงสติของตัวเองกลับมาจากนั้นเขาก็คิดไตร่ตรองคำพูดของอีกฝ่าย...
ซึ่งมีความเป็ไปได้ว่า ร่างที่เยว่เล่ออาศัยอยู่ในยามนี้คงมีแกนพลังที่เหมาะสมกับการฝึกวิชาเซียนหนิงเฟิ่งหวงถึงได้เสนอตัวฝึกวิชาเซียนให้กับเขาเช่นนี้ แต่เมื่อนึกไปถึงความสัมพันธ์ในอดีตระหว่างเขากับฝ่ายตรงข้าม
เยว่เล่อเงยหน้าขึ้นมองสบกับดวงตาคู่คม จากนั้นก็เอ่ยถาม
“ข้าต้องคารวะจะ...เออ...ข้าต้องคารวะท่านเป็อาจารย์หรือไม่?”
“ไม่ต้อง! คือ ข้าไม่คิดจะรับศิษย์น่ะ แต่ก็อย่างที่ข้าบอกกับเ้าไปเมื่อครู่ว่าสำหรับเ้า...ข้ายินดีช่วยฝึกวิชาเซียนให้”
“แต่...มันจะดีหรือขอรับ?” เยว่เล่อรู้สึกกระดากปากไม่น้อยเลยที่ต้องเรียกผู้ที่เคยเป็ทั้งศัตรูและสหายของเขาในอดีตว่า ‘ท่าน’แล้วยังต้องลงท้ายประโยคด้วยคำว่า ‘ขอรับ’ เช่นนี้ แต่ก็เอาเถิด! เขาควรรีบฝึกเสียให้ชินเพราะดูเหมือนว่า ร่างนี้น่าจะอายุน้อยกว่าบุรุษตรงหน้า และร่างเดิมของเขาเกินหนึ่งร้อยปีเป็แน่!
“ย่อมดี”
“หากไม่ให้ข้าคารวะท่านเป็อาจารย์ เช่นนั้นข้าก็เรียกท่านว่า ‘อาจารย์’ ไม่ได้แล้วจะให้ข้าเรียกขานท่านว่าอย่างไร?”
“เรียกข้าว่า ‘ศิษย์พี่’หรือไม่ก็เรียกข้าว่า ‘พี่เฟิ่งหวง’ก็ได้”
เยว่เล่อเกรงตัวขึ้นอย่างฉับพลัน เพราะบุรุษตรงหน้าพูดพร้อมกับเอื้อมมือเข้ามาปัดปอยผมที่ข้างแก้มให้เขาอย่างเบามือ
มารดามันเถิด! เขาคิดไม่ถึงเลยจริง ๆ ว่า หนิงเฟิ่งหวงจะมีมุมอ่อนโยนเช่นนี้ด้วย
แต่ทว่ายามนี้เขาแน่ใจแล้ว หนิงเฟิ่งหวงมองไม่ออกว่า ิญญาที่อยู่ในร่างนี้คือเยว่เล่อองค์ชายรองของแดนมาร แล้วการที่บุรุษตรงหน้าเพิ่งจะแนะนำตัวกับเขา เป็ไปได้ว่าเ้าของร่างนี้คนเดิมกับอีกฝ่ายน่าจะเพิ่งเคยพูดคุยกันครั้งนี้เป็ครั้งแรก
เยว่เล่อลอบถอนหายใจออกมาเบา ๆ นับจากนี้เขาก็ไม่ต้องเป็กังวลแล้วว่าตนเองจะเผยพิรุธใดออกมา
หลังจากนั้นเยว่เล่อจึงส่งยิ้มให้กับหนิงเฟิ่งหวง แล้วกล่าว
“ข้าขอเรียกท่านว่า ‘ศิษย์พี่’ นะขอรับ”
“ได้ เช่นนั้นข้าขอเรียกเ้าว่า ‘อาจิว’ ได้หรือไม่?”
“ดะ...ได้ขอรับ” เยว่เล่อตกตะลึง เมื่อครู่หนิงเฟิ่งหวงส่งยิ้มกลับมาแม้จะเป็การยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย แต่มันดูดีมาก! แล้วมันก็เป็ครั้งแรกที่เขาเห็นบุรุษตรงหน้ายิ้ม!!
เยว่เล่อรีบรวบรวมสติของตัวเองกลับมา จากนั้นเขาก็ลอบสังเกตท่าทีของฝ่ายตรงข้ามพลางถามตัวเองในใจว่า
‘นี่มันใช่! หนิงเฟิ่งหวงจริง ๆ หรือ?’