ตอนที่4 สู่ขอ? นี่มันฝันร้ายชัดๆ!
“เมื่อกี้…ท่านพี่ถิงว่าอย่างไรนะ”ใบหน้าคนพูดบิดเบี้ยวอย่างชัดเจนขณะที่กำลังจะกัดซาวปิ่งเธอไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน
“มีคำสู่ขอครั้งที่ 2 มาถึงเ้าครั้งแรกข้าได้ปฏิเสธไปแล้ว แต่เขาก็ได้ส่งจดหมายกลับมาอีกครั้ง”ถิงเซียวโบกจดหมายในมืออย่างสนุกสนานเมื่อได้เห็นสีหน้าหลุดกรอบของผู้เป็น้องยิ่งทำให้เขาพึงพอใจเป็ที่สุด
“ท่านว่าจดหมายจากใคร…นะ?” อ้ายกลืนน้ำลายซึ่งเหนียวหนืดคอกว่าปกติเธอคิดว่าคงจะฟังชื่อผู้ส่งผิดแน่นอน
“ไหนๆ ข้าขอดูหน่อยสิคะ” ฮุ่ยหลิงว่าเสียงใสก่อนจะรับจดหมายที่ถิงเซียวบรรจงยื่นส่งให้
“โอ๊ะ พี่สาว…จดหมายระบุว่ามาจากแม่ทัพหวนฉีแน่ะ”น้องสาวเน้นชื่อผู้ส่งชัดถ้อยชัดคำ ไม่เพียงแค่อ้ายที่นิ่งค้างบรรดาเหล่าทหารที่ได้ยินถึงกับตกตะลึงพรึงเพริดไปตามๆ กันฮุ่ยหลิงกลั้นขำจนเกือบจะตัวงอเมื่อเห็นอากัปกิริยาของพี่สาวซึ่งช่างตลกเสียเหลือเกินในความคิดของตน
“หวนฉีคนนั้นเนี่ยนะ!”
“แม่ทัพวายร้ายที่อันตรายแม้แต่กับพวกเดียวกันคนนั้นน่ะหรือ!”
…เออ พวกเอ็งจะตอกย้ำทำไมฟะ! ทำไมหมอนี่ถึงมาวุ่นวายกับเราได้เนี่ย!...
แม่ทัพหวนฉีอดีตโจรผู้มีชื่อเสียงว่าโหดร้ายและน่ากลัวที่สุดในนิยายบอกไว้ว่าเขากลายมาเป็แม่ทัพของซูจากการชักชวนของ 1 ใน 7แม่ทัพของแคว้นซู ด้วยพร์และความเก่งกาจที่หาตัวจับยากกับความโเี้ไร้ปราณี เขาใช้เวลาเพียงไม่นานในการก้าวเข้ามาเป็แม่ทัพที่มีชื่อเสียงเลื่องลือระบือไกลทั้งในทางดีและร้าย
“ข้าเคยได้ยินว่าเขาฆ่าผู้หญิงที่ตนเองร่วมรักทิ้งอย่างง่ายดาย”ทหารคนที่เล่าทำท่าทางขนพองสยองเกล้า
พวกเอ็งจะพูดเพื่อ…
“กองทหารที่ถูกส่งไปสมทบกับเขาล้วนกลับมาในสภาพจิตใจไม่ปกติแถมพวกนั้นยังชอบฆ่ากันเองอีกหากใครทำอะไรไม่ถูกใจ”
อื้อหือข้อมูลเชิงลึกที่ไม่บอกในนิยาย
“ไม่ว่าจะเด็ก ผู้หญิง คนชรา คนท้อง คนพิการ สามารถฆ่าได้อย่างไร้ตวามปราณีพวกนั้นจะทรมานเหยื่ออย่างทารุณให้ตายทั้งเป็โดยเฉพาะแม่ทัพหวนฉีที่ลือกันว่ามักจะตัดแขนอีกฝ่ายก่อนจะร่วมรักกันแล้วถึงฆ่าทิ้ง”
เลือกวิธีตายเองได้มั้ยเนี่ยมีแต่เื่ดีๆ ทั้งนั้น!
ฮุ่ยหลิงเกือบทรุดลงไปกองกับพื้นเพราะใกล้จะสิ้นแล้วซึ่งความอดทนในกลั้นหัวเราะเธอไม่เคยเห็นพี่สาวหน้าซีดแบบนี้มาก่อน
อ้ายหันไปมองถิงเซียวด้วยแววตาเว้าวอนเขานิ่งเงียบพลางลูบไล้หนวดของตนอย่างใช้ความคิด
“เห้ยถิง ข้าเองก็เคยได้ยินมา เ้ารีบปฏิเสธไปเลยนะ”ซุนเซียนไม่มีทางให้ลูกสาวของผู้เป็นายต้องพบเจออันตรายเป็แน่ “นี่เ้ายังจะต้องคิดอะไรอีกเนี่ย”
“หากเป็คนอื่นข้าคงปฏิเสธไปแล้ว แต่นี่คือแม่ทัพหวนฉีเราหักหน้าเขาไปครั้งหนึ่งแล้ว ข้าเกรงว่าถ้าเราทำแบบเดิมอาจจะเป็ปัญหาในภายหลัง”
“ข้าเห็นด้วยกับท่านแม่ทัพถิงนะคะท่านพ่อ” ฮุ่ยหลิงสนับสนุน
“เ้าไม่ได้ยินข่าวลือที่พวกทหารพูดกันหรือ เ้านั่นมันแม่ทัพวิปลาสชัดๆ”ซุนเซียนคำรามลั่น เขาไม่เข้าใจความคิดของคนทั้งคู่เอาเสียเลย
“ข่าวลือก็คือข่าวลือค่ะท่านพ่อ มันอาจจะจริงบ้างเติมแต่งบ้างปะปนกันไปเราเองยังไม่รู้จักฝ่ายนั้นดีพอไม่ควรจะไปตัดสินเขานะคะอีกอย่างหากรีบร้อนปฏิเสธไปในทันทีจะเป็การเสียมารยาทได้ถ้าเขาไม่ใช่แม่ทัพธรรมดาทั่วๆ ไป เราก็ควรตริตรองให้ดีก่อน”คำกล่าวอย่างมีหลักการและเหตุผลที่ซุนเซียนไม่คิดว่าจะได้ยินจากปากของลูกสาวจอมแก่นแก้วเขาครุ่นคิดตามทุกประโยคแม้ในใจจะประท้วงอยู่ลึกๆ ก็ตาม
…เอ่อ…ข่าวลือที่มีมูลมากมาย ลือมายันไพร่ทหารชั้นเลวจะเรียกว่าแม่ทัพธรรมดาก็คงไม่ใช่แล้วแหละ…
“แต่ข้าว่ามันก็แปลกๆ นะคะ แม่ทัพหวนฉีไม่เคยพบพี่อ้ายเลยแถมในข่าวลือก็บอกว่านางอัปลักษณ์และอ่อนแอจนแม่ทัพหวังซินไม่สามารถพาออกมาพบปะผู้คนได้และข้าคิดว่าเขาก็คงไม่้าพันธมิตรหรืออำนาจใดๆ ด้วย”ฮุ่ยหลิงวิเคราะห์อย่างตรงประเด็น ถิงเซียวและซุนเซียนเห็นพ้องไม่ต่างกัน “ท่านคิดว่าอย่างไรคะพี่สาวของข้า”หันไปขอความเห็นจากคนที่นั่งบุ้ยใบ้มานาน “ข้าได้ยินว่าแม่ทัพหวนฉีเป็ชายหนุ่มที่หน้าตาคมคายและต้องตาสาวๆมากมายคนที่เป็เสือผู้หญิงแบบนั้นจะมาสนใจผู้หญิงขี้โรคที่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตาอย่างพี่เชียวหรือคะ?”
“เ้าพูดมาซะขนาดนี้ จะให้ข้านึกหาเหตุผลอะไรดีล่ะ ข้าคิดไม่ออกเหมือนกันว่าทำไมคนแบบนั้นถึงอยากจะมีห่วงผูกคอถ้าไม่ใช่อำนาจหรือเงินตรา ก็คงเป็คนประหลาดแล้วแหละ”
“ถ้าอย่างนั้นข้าจะปฏิเสธไปซะ” ถิงเซียวสรุปผลแว่บหนึ่งอ้ายสาบานได้ว่าฮุ่ยหลิงทำหน้าเสียดายอย่างชัดเจนนี่เ้าหล่อนกำลังสนุกอยู่ใช่มั้ยนี่
ใน่ค่ำอ้ายทบทวนคำพูดของฮุ่ยหลิงแล้วรู้สึกกระอักกระอ่วนใจตามนิยายไม่ได้เขียนเื่ราวของหวนฉีเท่าไหร่นักเขาเป็เพียงตัวละครหนึ่งที่มีมากมายและปรากฏตัวเพื่อเพิ่มอรรถรสของเนื้อหาหรือเธอพลาดสาระสำคัญบางอย่างในครึ่งเล่มหลังของภาคแรกไปกันนะ เด็กสาวพยายามหาเหตุผลมารองรับการกระทำของชายหนุ่มแต่ก็ไม่มีอันไหนที่เพียงพอจะอธิบายได้หวนฉีเป็คนโลภ…เขา้าทุกอย่างที่หมายปองโดยไม่สนว่าใครจะเดือดร้อนยังไงเพราะความสามารถที่โดดเด่นและความเก่งกาจที่หาตัวจับยากแคว้นซูไม่อาจที่จะปล่อยเขาไปง่ายๆ …ถึงตรงนี้อ้ายชะงักหน้าถอดสีน้อยๆหวนฉีจะไม่ยุ่งกับอะไรที่ไม่น่าสนใจหากเธอกลายเป็สิ่งที่เข้าตาเขาขึ้นมา…นั่นหมายความว่าใครบางคนชี้เป้าให้กับเขาบางคนซึ่งพอจะนึกออกมีเพียงแค่คนเดียว อ๋องจิ้ง
“จิ้งจะทำแบบนั้นทำไม คนอย่างหวนฉีเองก็คงไม่ถูกใครจูงได้ง่ายๆ หรอกน่ะ”สลัดหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่านและย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นอีกครั้งเธอไม่จำเป็ต้องสนใจ ในเมื่อถิงเซียวต้องปฏิเสธคำขอนี้อย่างแน่นอน
ค่ายหลักของแควนซูเขตชายแดนตะวันตก
“หัวหน้ามีจดหมายจากแม่ทัพถิงเซียวส่งมาถึงท่าน”ชายร่างั์สวมเกราะหนาพูดเสียงห้วน เขามองกระโจมใหญ่ที่ถูกปิดจนมิดชิดเสียงร้องครางดังลอดออกมาราวกับเป็เื่ปกติ
“จดหมายว่าอย่างไรบ้าง” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามไม่มีทีท่าว่าม่านจะถูกเปิดออกแม้แต่น้อย
ผู้ถือสานส์อึกอักเล็กน้อยก่อนจะตอบด้วยเสียงอันดังเพื่อแข่งกับเสียงครวญครางของหญิงสาว
“ถูกปฏิเสธ” คำตอบสั้นๆ ได้ใจความ จู่ๆ เสียงร้องก็เงียบหายเพียงชั่วครู่ร่างสูงในชุดคลุมก็ก้าวออกมาข้างนอก
เขาเป็ชายหนุ่มหน้าตาคมคายดวงตาเรียวสีดำดุจเหยี่ยวอย่างวายร้าย และไว้เคราเล็กๆรับกับโครงหน้าที่ขับสันกรามชัดเจน รอยยิ้มเย็นะเืทำเอาคนมองตัวสั่นสะท้านด้วยความหวั่นเกรงแม่ทัพหวนฉี ตัวตนอันตรายซึ่งถูกกล่าวขวัญถึงทั้งภายในและภายนอกแคว้นชายที่หากต้องปะทะควรจะรีบสังหารให้เร็วที่สุด
“หึ” เขาดึงจดหมายมาอ่านแล้วปล่อยลงสู่พื้น
“มีข่าวลือเกี่ยวกับนางว่าเป็ผู้หญิงพิกลพิการอัปลักษณ์และขี้โรคข้าไม่เข้าใจว่าทำไมหัวหน้าถึงได้สนใจนาง”
“สมบัติที่หวังซินปกป้องไว้อย่างดี เ้าไม่คิดว่ามันน่าสนใจรึไง”
“ข้าไม่เข้าใจว่าอะไรทำให้ท่านสนใจในตัวนาง”
“ไม่มีเหตุผลอะไรทั้งนั้น” หวนฉีกระตุกยิ้มมุมปากอย่างน่ากลัว
“อะไรที่ข้าอยากได้ ข้าต้องได้…ก็แค่นั้น”
เอสสะดุ้งสุดตัวทำเอาหมากในมือร่วงหล่นลงบนกระดาน
“เป็อะไรเหรอพี่เอส” เบียร์เลิกคิ้วมองด้วยความเป็ห่วง
“จู่ๆ ก็รู้สึกหนาว สงสัยจะไม่สบายแหงๆ”
“คงไม่ใช่ว่าใครกำลังบ่นคิดถึงพี่อยู่หรอกนะ อย่างเช่น…”
“ถ้าเธอพูดมันออกมาละก็ ความเป็พี่น้องเราขาดกัน!”