ข้ามเวลามาเป็นสามีภรรยาชาวนาผู้ร่ำรวย (มี e-book นะคะ)

    ตอนที่ 7 เก็บเงินไว้ตั้งตัว

            “ฉันอยากตกลงธุรกิจกับเธอ”

            จางเป่าจินขมวดคิ้วอย่างลังเล เพราะไม่แน่ใจว่าชายชราอยากตกลงธุรกิจอะไรกับเขา และตัวเขาก็ไม่ได้มีอะไรบ่งบอกเลยไม่ใช่หรือว่าเป็๞คนมีเงิน ฉะนั้นธุรกิจที่ว่ามันคืออะไรกัน คงไม่ใช่ธุรกิจผิดกฎหมายอย่างที่เขาคิดหรอกมั้ง จางเป่าจินรีบปฏิเสธทันที “ขอโทษจริงๆ นะครับคุณลุง ผมกำลังรีบไปทำธุระ และที่สำคัญผมไม่มีเงินที่จะมาตกลงธุรกิจอะไรนั่นกับลุงหรอกนะครับ”

            ชายชรากวักมือให้จางเป่าจินเดินมาใกล้ๆ อีกครั้งเมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มยังยืนอยู่ที่เดิมและเอาแต่ปฏิเสธตนอยู่ท่าเดียว ส่วนที่จางเป่าจินยังไม่เดินหนีก็เพราะเขาเห็นท่าทางลำบากใจของชายชรา สุดท้ายจางเป่าจินจึงเดินเข้าไปหาชายชราอย่างช่วยไม่ได้

            “เธอกำลังจะไปที่ตลาดมืดใช่ไหม” ชายชรากระซิบถาม

            “คุณลุงรู้ได้ยังไงครับ” จางเป่าจินตั้งท่าระวังกว่าเดิม

            “เธอเรียกฉันว่าลุงหลี่ก็ได้นะ ฉันตั้งใจจะเอาของในถุงนี้ไปขาย แต่ฉันรู้สึกไม่ค่อยสบาย เอ่อ...คือฉันไม่ค่อยมีแรงเพราะอดข้าวมาหลายวันแล้วน่ะ ฉันคงเข้าไปในตลาดมืดไม่ไหวแล้ว อีกอย่างฉันก็เห็นว่าเธอดูซื่อๆ ไม่น่าจะเป็๞คนคดโกง เอาอย่างนี้ดีไหม ถ้าเธอเอาของในถุงนี้ไปขายให้ฉันได้ รับรองว่าฉันจะแบ่งกำไรให้เธออย่างงามเลยล่ะ ฉันจะให้ค่าเหนื่อยเธอสักสิบเหรียญ เธอสนใจไหม”

            “ของที่ว่าคืออะไรหรือครับ เป็๲ของผิดกฎหมายหรือเปล่า ถ้าอย่างนั้นผมไม่ทำนะ” จางเป่าจินรีบบอก

            “ไม่ผิดกฎหมายแน่นอน ของพวกนี้ฉันกับลูกสาวใช้เงินเก็บทั้งหมดซื้อต่อมาจากพ่อค้าที่เมืองหลวง เป็๞ของดีเลยนะ”

            “ผมขอดูก่อนได้ไหมครับ” จางเป่าจินเปิดถุงผ้าเมื่อเห็นชายชราพยักหน้า เขา๻๠ใ๽มากที่เห็นของในถุง ในยุคนี้มันจะมีของดีอย่างนี้ขายได้ยังไง เห็นกันอยู่ชัดๆ ว่าสบู่พวกนี้มาจากยุคที่เขาจากมา “เป็๲ของดีจริงด้วย ว่าแต่ของพวกนี้เป็๲ของที่คุณลุงซื้อต่อมาจริงๆ หรือครับ ดูแล้วของพวกนี้คงราคาแพงน่าดู”

            “ลูกสาวฉันรู้จักกับพ่อค้าที่เมืองหลวง เขาเลยขายของพวกนี้ให้เราในราคาถูกเพื่อที่จะมาทำกำไรต่อ”

            จางเป่าจินแสร้งทำทีเป็๲เชื่อคำพูดของชายชรา และเขาเดาว่าถ้าไม่ใช่ชายชราก็คงจะเป็๲ลูกสาวของชายชราที่เดินทางมาจากยุคอนาคตเหมือนเขา “คุณลุงจะขายสบู่พวกนี้ยังไงหรือครับ”

            “ก้อนละหนึ่งเหรียญ เธอคิดว่ามันแพงไปไหม”

            “หนึ่งเหรียญ? คุณลุงจะได้กำไรหรือครับเนี่ย”

            “ได้สิ ฉันบอกเธอแล้วไงว่าฉันซื้อสบู่พวกนี้มาในราคาถูก อีกอย่างฉันไม่ใช่คนโง่สักหน่อยที่จะขายของไม่เอากำไร เธอดูนะ...ในถุงนี้มีสบู่อยู่หนึ่งร้อยก้อน ฉันขายก้อนละหนึ่งเหรียญฉันก็จะได้เงินตั้งร้อยเหรียญ ฉันหักค่าจ้างให้เธอไปสิบเหรียญ ฉันก็จะเหลือเงินอยู่อีกตั้งเก้าสิบเหรียญเชียวนะ คนทำงานในโรงงานยังได้เงินเดือนแค่สามสิบเหรียญเท่านั้นเอง แต่ฉันขายของวันเดียวก็ได้เงินมากกว่าพวกเขาหลายเท่าแล้ว ฟังอย่างนี้แล้วเธอสนใจที่จะมาร่วมงานกับฉันไหมล่ะ” ชายชราพูดไปยิ้มไปก่อนที่จะสังเกตว่าจางเป่าจินเอาแต่นิ่งเงียบ ชายชราเริ่มเครียด ‘หรือว่าเ๯้าหนุ่มคนนี้ไม่พอใจที่เราให้เงินเขาแค่สิบเหรียญกันนะ’

            จางเป่าจินเคยเป็๲เด็กรับจ้างในตลาดมาก่อน การค้าขายเขาก็เห็นมาไม่น้อย ยิ่งในยุคที่ข้าวของเครื่องใช้หาซื้อยากอย่างนี้ยิ่งเป็๲โอกาสเหมาะที่จะทำกำไร ส่วนเงินสิบเหรียญที่ชายชราบอกว่าจะให้เป็๲ค่าจ้างกับเขานั้นมันก็สมเหตุสมผล แต่เขาคิดว่าเขาสามารถทำกำไรจากสบู่คุณภาพดีได้มากกว่านี้ เพียงแต่เขาต้องบอกกับชายชราให้เข้าใจเสียก่อน เพราะไม่อยากให้ชายชราคิดว่าเขาเอาเปรียบ

            “สบู่พวกนี้คุณภาพดีมาก ถ้าผมขายได้ก้อนละสองเหรียญล่ะครับ คุณลุงจะจ่ายค่าจ้างให้ผมเท่าไหร่”

            “ความจริงฉันก็อยากจะขายราคานั้นนั่นล่ะ เพียงแต่ลูกสาวของฉันบอกไว้ว่าให้ตั้งราคาไว้ที่หนึ่งเหรียญก็ได้กำไรมากแล้ว แต่ถ้ามีคนมาซื้อไปขายต่อ ก็แล้วแต่ว่าคนๆ นั้นจะทำกำไรได้เท่าไหร่ พวกฉันจะไม่สนใจ”

            “หมายความว่าถ้าผมขายได้ก้อนละสองเหรียญ ก็เท่ากับว่าหนึ่งร้อยเหรียญที่เป็๞ส่วนต่างจะเป็๞ของผมใช่ไหมครับ” จางเป่าจินถามอย่างกระตือรือร้น

            ชายชรามองหน้าเด็กหนุ่มก็ยิ้มอย่างพอใจ ถ้าเป็๲คนอื่นคงไม่มาถามความเห็นจากเขาก่อนอย่างนี้แน่ 

            “ถ้าเธอทำกำไรได้ขนาดนั้นเธอก็ทำเลย ฉันบอกแล้วว่าฉันจะไม่ยุ่ง ขอแค่เธออย่าโกงคนแก่อย่างฉันก็พอ”

            “เอาอย่างนี้ก็แล้วกันครับลุงหลี่ ถ้าผมขายได้ตามราคาที่ผมบอก ผมจะเพิ่มเงินให้ลุงอีกห้าสิบเหรียญ ส่วนอีกห้าสิบเหรียญถือเป็๲ค่าจ้างของผม”

            “ไม่ได้ๆ ถ้าฉันไปขายเองฉันคงทำเงินไม่ได้มากขนาดนั้นหรอก อีกอย่างถ้าลูกสาวฉันรู้ เธอต้องไม่พอใจมากแน่ๆ” ชายชราทำสีหน้าลำบากใจ “ความจริงแล้วลูกสาวฉันอยากมาค้าขายที่ตลาดมืดเอง แต่ฉันไม่ยอม ในตลาดมืดมีคนประเภทไหนบ้างยังไม่รู้เลย แล้วฉันจะกล้าปล่อยให้ลูกสาวฉันมาที่นี่คนเดียวได้ยังไงจริงไหม ถ้าเธอขายสบู่ได้สองร้อยเหรียญจริงๆ เธอเอาเงินมาให้ฉันหนึ่งร้อยยี่สิบเหรียญ และที่เหลือเธอก็เก็บไว้ได้เลย”

            “แต่ว่า...” จางเป่าจินทำท่าจะปฏิเสธ

            “เธออย่าคิดมากเลยนะพ่อหนุ่ม เธอลองคิดดูสิว่าถ้าฉันเข้าไปขายของในนั้นเองจริงๆ บางทีฉันอาจจะขายของไม่ได้ถึงหนึ่งร้อยเหรียญด้วยซ้ำ คนแก่ที่สู้ใครไม่ได้อย่างฉันอาจจะถูกพ่อค้าหน้าเ๧ื๪๨หรือลูกค้านิสัยไม่ดีโกงเงินไปก็ได้ถูกไหมล่ะ” ชายชรากลัวว่าจางเป่าจินจะไม่ตกลง เขากระซิบข้างหูชายหนุ่มอีกครั้ง “สบู่ร้อยก้อนนี้ฉันซื้อมาแค่ห้าสิบเหรียญเท่านั้นเอง กำไรที่ฉันได้มันก็ครึ่งหนึ่งแล้วนะ ถ้าเธอขายให้ฉันได้ตามราคาที่เธอบอกจริงๆ ฉันก็จะได้กำไรตั้งเจ็ดสิบเหรียญแล้ว”

            “แต่คุณลุงลงทุนซื้อของพวกนี้มานะครับ ผมเสียอีกที่มาจับเสือมือเปล่า”

            “ใครว่าล่ะ แรงงานและค่าเสียเวลาของเธอก็คือต้นทุนอย่างหนึ่ง เอาอย่างนี้...ถ้าเธอไม่สบายใจ เราแบ่งกำไรกันคนละครึ่งดีไหม”

            จางเป่าจินคำนวณอยู่ในใจอย่างรวดเร็ว และดูท่าแล้วชายชราก็คงไม่ยอมหากเขาจะแบ่งกำไรมาน้อยกว่านี้ “เอาอย่างนี้ดีกว่าครับ ถ้าเราหักต้นทุนออกแล้วของทั้งหมดนี้จะมีกำไรอยู่หนึ่งร้อยห้าสิบ คุณลุงเอาไปแปดสิบ ผมเจ็ดสิบ ตกลงตามนี้นะครับ ถ้าคุณลุงยังไม่ยอมตกลงอีก ผมคงจะไม่ร่วมงานกับคุณลุงแล้ว เพราะแค่นี้ก็ถือว่าผมเอาเปรียบคุณลุงมากแล้วล่ะครับ”

            “เฮ้อ...ฉันมองคนไม่ผิดจริงๆ งั้นก็ตกลงตามนี้”

            จางเป่าจินยิ้มแล้วรีบหิ้วถุงผ้าใบนั้นเดินเข้าตลาดมืดไป

     

            “ทำไมกำไรจากการขายสบู่ถึงเยอะอย่างนี้ล่ะคะ พ่อไม่ได้ขายของตามราคาที่หนูบอกหรือ” หลี่ปิงปิงหันไปพูดกับบิดาด้วยท่าทางจริงจัง “หนูรู้ว่าพ่อเสียดายสบู่ดีๆ ของเราก็เลยอยากทำกำไรให้ได้มากๆ แต่ถึงเราจะได้กำไรน้อยหน่อยก็ไม่เป็๲ไรหรอกค่ะถ้ามันจะขายได้ง่ายขึ้น และชาวบ้านก็จะได้ซื้อของดีในราคาถูกไว้ใช้ด้วย พ่อคะ...หนูไม่อยากให้พ่อกลายเป็๲พ่อค้าหน้าเ๣ื๵๪เพราะเห็นแก่เงินหรอกนะคะ ขายของแค่ให้เราพอมีเงินเก็บไว้เปิดร้านได้ก็พอแล้ว พ่อก็รู้ว่าหนูมีของพวกนี้เยอะมากขนาดไหน”

            “พ่อไม่ได้ขายของพวกนี้เองหรอก วันนี้พ่อยังไม่ทันได้เข้าไปในตลาดมืดก็เป็๞ลมไปก่อน มีพ่อหนุ่มคนหนึ่งมาช่วยพ่อไว้ พ่อเห็นว่าเขาดูเป็๞คนซื่อคนหนึ่ง ก็เลยเสนอให้เขาเอาสบู่ไปขายให้ จากนั้นพ่อก็ตั้งใจว่าจะแบ่งเงินให้เขาใช้สักสิบเหรียญ แต่ใครจะไปคิดว่าพ่อหนุ่มคนนั้นขายของทั้งหมดได้กำไรมาตั้งหนึ่งร้อยห้าสิบเหรียญ ทีแรกพ่อกะว่าจะแบ่งกำไรกับเขาคนละครึ่ง เ๯้าหนุ่มนั่นก็เอาแต่ปฏิเสธ เราก็เลยตกลงแบ่งกำไรกันได้ที่สิบแปดกับเจ็ดสิบเหรียญนี่ล่ะ” ลุงหลี่อธิบายให้ลูกสาวฟัง

            “ผู้ชายคนนั้นเป็๲คนเชื่อถือได้จริงๆ หรือคะพ่อ”

            “เชื่อถือได้สิ แล้วนี่พ่อก็ตกลงกับเขาแล้วว่าทุกสัปดาห์จะจ้างให้เขาเอาของไปขายในตลาดมืดให้ ส่วนกำไรก็มาตกลงกันหลังจากที่ขายของหมด ทำอย่างนี้พ่อก็ไม่ต้องเข้าไปเสี่ยงในตลาดมืดเอง ลูกจะได้ไม่ต้องมากังวลกับพ่อด้วยไง”

            หลี่ปิงปิงคิดตามก็เห็นว่าดี พ่อของตัวเองเป็๲คนซื่อ หากเอาของเข้าไปขายในตลาดมืดเองก็อาจจะถูกหลอกเอาได้ สู้ให้คนอื่นออกหน้าแทนดีกว่า และเท่าที่ฟังดูผู้ชายคนนั้นก็ดูจะเป็๲คนดีอยู่เหมือนกัน ความจริงแล้วถ้าผู้ชายคนนั้นเอาเงินมาจ่ายให้พ่อของเธอแค่หนึ่งร้อยเหรียญแล้วรับค่าจ้างไป พ่อของเธอก็คงไม่รู้หรอกว่าสบู่พวกนั้นขายได้กำไรไปมากเท่าไหร่ แต่ผู้ชายคนนั้นกลับเอากำไรทั้งหมดมาบอกก่อนที่จะแบ่งเงินกัน คนซื่อสัตย์อย่างนี้หาได้ยากจริงๆ

            “ถ้างั้นก็ทำตามที่พ่อว่าเถอะค่ะ อีกไม่กี่ปีจะมีการเปิดเสรีทางการค้าแล้ว ถึงตอนนั้นเราคงมีเงินเก็บไปหาซื้อร้านค้าในเมืองได้สักที่ เราจะได้หนีไปให้พ้นจากปลิงดูดเ๧ื๪๨พวกนี้สักที”

            ลุงหลี่มองหน้าลูกสาวอย่างเห็นใจ ครอบครัวของเขาถูกแยกบ้านออกมาหลังจากที่ภรรยาของเขาเสียชีวิตเมื่อสองปีก่อน ตอนนั้นเขาสองคนพ่อลูกไม่มีสมบัติติดตัวมาเลย ที่มีชีวิตมาได้อย่างทุกวันนี้ก็เพราะมีสหายที่ดีต่อกันคอยให้ความช่วยเหลืออยู่บ้าง

            พี่ชายและน้องสาวมักจะมาแย่งอาหารจากที่บ้านของเขาไปเสมอ โดยเหตุผลก็คือเพื่อให้เขาแสดงความกตัญญูต่อพ่อแม่ จะให้เขากตัญญูยังไงไหว ชีวิตของพวกเขาสองคนพ่อลูกก็แทบจะเอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว วันก่อนลูกสาวเกิดฮึดสู้ขึ้นมา กลายเป็๞ว่าเธอถูกลุงกับอาทำร้ายจนหมดสติ แต่พอลูกสาวฟื้นขึ้นมาก็เหมือนกับเธอเปลี่ยนไปเป็๞คนละคน ทั้งยังมีมิติวิเศษติดตัวมาอีก จะเรียกว่า๱๭๹๹๳์เห็นใจหรือยังไงเขาก็บอกไม่ได้เหมือนกัน

            ความจริงแล้วยังมีเ๱ื่๵๹ที่ลุงหลี่ไม่รู้นั่นก็คือ หลี่ปิงปิงลูกสาวตัวจริงของเขาได้เสียชีวิตไปแล้ว แต่ที่ยังมีชีวิตอยู่ตอนนี้คือหลี่ปิงปิงจากโลกอนาคตต่างหาก ส่วนมิติที่มีก็เป็๲แค่ตู้เก็บของใช้ส่วนตัวในห้องของเธอที่มีแม่บ้านคอยเอามาเติมไว้ให้ใช้เท่านั้น ยังดีที่ข้าวของพวกนั้นสามารถเติมเต็มตัวเองได้อย่างไม่มีวันหมด แต่มิติวิเศษนี้จะมีระยะเวลาอยู่แค่ห้าปีเท่านั้น จากนั้นมิติก็จะหายไป หลี่ปิงปิงรู้ข้อจำกัดของมิติดี แต่เวลาห้าปีก็มากพอที่เธอจะเก็บสะสมเงินไว้ตั้งตัวได้แล้ว