“ฉันอยากตกลงธุรกิจกับเธอ”
จางเป่าจินขมวดคิ้วอย่างลังเล เพราะไม่แน่ใจว่าชายชราอยากตกลงธุรกิจอะไรกับเขา และตัวเขาก็ไม่ได้มีอะไรบ่งบอกเลยไม่ใช่หรือว่าเป็คนมีเงิน ฉะนั้นธุรกิจที่ว่ามันคืออะไรกัน คงไม่ใช่ธุรกิจผิดกฎหมายอย่างที่เขาคิดหรอกมั้ง จางเป่าจินรีบปฏิเสธทันที “ขอโทษจริงๆ นะครับคุณลุง ผมกำลังรีบไปทำธุระ และที่สำคัญผมไม่มีเงินที่จะมาตกลงธุรกิจอะไรนั่นกับลุงหรอกนะครับ”
ชายชรากวักมือให้จางเป่าจินเดินมาใกล้ๆ อีกครั้งเมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มยังยืนอยู่ที่เดิมและเอาแต่ปฏิเสธตนอยู่ท่าเดียว ส่วนที่จางเป่าจินยังไม่เดินหนีก็เพราะเขาเห็นท่าทางลำบากใจของชายชรา สุดท้ายจางเป่าจินจึงเดินเข้าไปหาชายชราอย่างช่วยไม่ได้
“เธอกำลังจะไปที่ตลาดมืดใช่ไหม” ชายชรากระซิบถาม
“คุณลุงรู้ได้ยังไงครับ” จางเป่าจินตั้งท่าระวังกว่าเดิม
“เธอเรียกฉันว่าลุงหลี่ก็ได้นะ ฉันตั้งใจจะเอาของในถุงนี้ไปขาย แต่ฉันรู้สึกไม่ค่อยสบาย เอ่อ...คือฉันไม่ค่อยมีแรงเพราะอดข้าวมาหลายวันแล้วน่ะ ฉันคงเข้าไปในตลาดมืดไม่ไหวแล้ว อีกอย่างฉันก็เห็นว่าเธอดูซื่อๆ ไม่น่าจะเป็คนคดโกง เอาอย่างนี้ดีไหม ถ้าเธอเอาของในถุงนี้ไปขายให้ฉันได้ รับรองว่าฉันจะแบ่งกำไรให้เธออย่างงามเลยล่ะ ฉันจะให้ค่าเหนื่อยเธอสักสิบเหรียญ เธอสนใจไหม”
“ของที่ว่าคืออะไรหรือครับ เป็ของผิดกฎหมายหรือเปล่า ถ้าอย่างนั้นผมไม่ทำนะ” จางเป่าจินรีบบอก
“ไม่ผิดกฎหมายแน่นอน ของพวกนี้ฉันกับลูกสาวใช้เงินเก็บทั้งหมดซื้อต่อมาจากพ่อค้าที่เมืองหลวง เป็ของดีเลยนะ”
“ผมขอดูก่อนได้ไหมครับ” จางเป่าจินเปิดถุงผ้าเมื่อเห็นชายชราพยักหน้า เขาใมากที่เห็นของในถุง ในยุคนี้มันจะมีของดีอย่างนี้ขายได้ยังไง เห็นกันอยู่ชัดๆ ว่าสบู่พวกนี้มาจากยุคที่เขาจากมา “เป็ของดีจริงด้วย ว่าแต่ของพวกนี้เป็ของที่คุณลุงซื้อต่อมาจริงๆ หรือครับ ดูแล้วของพวกนี้คงราคาแพงน่าดู”
“ลูกสาวฉันรู้จักกับพ่อค้าที่เมืองหลวง เขาเลยขายของพวกนี้ให้เราในราคาถูกเพื่อที่จะมาทำกำไรต่อ”
จางเป่าจินแสร้งทำทีเป็เชื่อคำพูดของชายชรา และเขาเดาว่าถ้าไม่ใช่ชายชราก็คงจะเป็ลูกสาวของชายชราที่เดินทางมาจากยุคอนาคตเหมือนเขา “คุณลุงจะขายสบู่พวกนี้ยังไงหรือครับ”
“ก้อนละหนึ่งเหรียญ เธอคิดว่ามันแพงไปไหม”
“หนึ่งเหรียญ? คุณลุงจะได้กำไรหรือครับเนี่ย”
“ได้สิ ฉันบอกเธอแล้วไงว่าฉันซื้อสบู่พวกนี้มาในราคาถูก อีกอย่างฉันไม่ใช่คนโง่สักหน่อยที่จะขายของไม่เอากำไร เธอดูนะ...ในถุงนี้มีสบู่อยู่หนึ่งร้อยก้อน ฉันขายก้อนละหนึ่งเหรียญฉันก็จะได้เงินตั้งร้อยเหรียญ ฉันหักค่าจ้างให้เธอไปสิบเหรียญ ฉันก็จะเหลือเงินอยู่อีกตั้งเก้าสิบเหรียญเชียวนะ คนทำงานในโรงงานยังได้เงินเดือนแค่สามสิบเหรียญเท่านั้นเอง แต่ฉันขายของวันเดียวก็ได้เงินมากกว่าพวกเขาหลายเท่าแล้ว ฟังอย่างนี้แล้วเธอสนใจที่จะมาร่วมงานกับฉันไหมล่ะ” ชายชราพูดไปยิ้มไปก่อนที่จะสังเกตว่าจางเป่าจินเอาแต่นิ่งเงียบ ชายชราเริ่มเครียด ‘หรือว่าเ้าหนุ่มคนนี้ไม่พอใจที่เราให้เงินเขาแค่สิบเหรียญกันนะ’
จางเป่าจินเคยเป็เด็กรับจ้างในตลาดมาก่อน การค้าขายเขาก็เห็นมาไม่น้อย ยิ่งในยุคที่ข้าวของเครื่องใช้หาซื้อยากอย่างนี้ยิ่งเป็โอกาสเหมาะที่จะทำกำไร ส่วนเงินสิบเหรียญที่ชายชราบอกว่าจะให้เป็ค่าจ้างกับเขานั้นมันก็สมเหตุสมผล แต่เขาคิดว่าเขาสามารถทำกำไรจากสบู่คุณภาพดีได้มากกว่านี้ เพียงแต่เขาต้องบอกกับชายชราให้เข้าใจเสียก่อน เพราะไม่อยากให้ชายชราคิดว่าเขาเอาเปรียบ
“สบู่พวกนี้คุณภาพดีมาก ถ้าผมขายได้ก้อนละสองเหรียญล่ะครับ คุณลุงจะจ่ายค่าจ้างให้ผมเท่าไหร่”
“ความจริงฉันก็อยากจะขายราคานั้นนั่นล่ะ เพียงแต่ลูกสาวของฉันบอกไว้ว่าให้ตั้งราคาไว้ที่หนึ่งเหรียญก็ได้กำไรมากแล้ว แต่ถ้ามีคนมาซื้อไปขายต่อ ก็แล้วแต่ว่าคนๆ นั้นจะทำกำไรได้เท่าไหร่ พวกฉันจะไม่สนใจ”
“หมายความว่าถ้าผมขายได้ก้อนละสองเหรียญ ก็เท่ากับว่าหนึ่งร้อยเหรียญที่เป็ส่วนต่างจะเป็ของผมใช่ไหมครับ” จางเป่าจินถามอย่างกระตือรือร้น
ชายชรามองหน้าเด็กหนุ่มก็ยิ้มอย่างพอใจ ถ้าเป็คนอื่นคงไม่มาถามความเห็นจากเขาก่อนอย่างนี้แน่
“ถ้าเธอทำกำไรได้ขนาดนั้นเธอก็ทำเลย ฉันบอกแล้วว่าฉันจะไม่ยุ่ง ขอแค่เธออย่าโกงคนแก่อย่างฉันก็พอ”
“เอาอย่างนี้ก็แล้วกันครับลุงหลี่ ถ้าผมขายได้ตามราคาที่ผมบอก ผมจะเพิ่มเงินให้ลุงอีกห้าสิบเหรียญ ส่วนอีกห้าสิบเหรียญถือเป็ค่าจ้างของผม”
“ไม่ได้ๆ ถ้าฉันไปขายเองฉันคงทำเงินไม่ได้มากขนาดนั้นหรอก อีกอย่างถ้าลูกสาวฉันรู้ เธอต้องไม่พอใจมากแน่ๆ” ชายชราทำสีหน้าลำบากใจ “ความจริงแล้วลูกสาวฉันอยากมาค้าขายที่ตลาดมืดเอง แต่ฉันไม่ยอม ในตลาดมืดมีคนประเภทไหนบ้างยังไม่รู้เลย แล้วฉันจะกล้าปล่อยให้ลูกสาวฉันมาที่นี่คนเดียวได้ยังไงจริงไหม ถ้าเธอขายสบู่ได้สองร้อยเหรียญจริงๆ เธอเอาเงินมาให้ฉันหนึ่งร้อยยี่สิบเหรียญ และที่เหลือเธอก็เก็บไว้ได้เลย”
“แต่ว่า...” จางเป่าจินทำท่าจะปฏิเสธ
“เธออย่าคิดมากเลยนะพ่อหนุ่ม เธอลองคิดดูสิว่าถ้าฉันเข้าไปขายของในนั้นเองจริงๆ บางทีฉันอาจจะขายของไม่ได้ถึงหนึ่งร้อยเหรียญด้วยซ้ำ คนแก่ที่สู้ใครไม่ได้อย่างฉันอาจจะถูกพ่อค้าหน้าเืหรือลูกค้านิสัยไม่ดีโกงเงินไปก็ได้ถูกไหมล่ะ” ชายชรากลัวว่าจางเป่าจินจะไม่ตกลง เขากระซิบข้างหูชายหนุ่มอีกครั้ง “สบู่ร้อยก้อนนี้ฉันซื้อมาแค่ห้าสิบเหรียญเท่านั้นเอง กำไรที่ฉันได้มันก็ครึ่งหนึ่งแล้วนะ ถ้าเธอขายให้ฉันได้ตามราคาที่เธอบอกจริงๆ ฉันก็จะได้กำไรตั้งเจ็ดสิบเหรียญแล้ว”
“แต่คุณลุงลงทุนซื้อของพวกนี้มานะครับ ผมเสียอีกที่มาจับเสือมือเปล่า”
“ใครว่าล่ะ แรงงานและค่าเสียเวลาของเธอก็คือต้นทุนอย่างหนึ่ง เอาอย่างนี้...ถ้าเธอไม่สบายใจ เราแบ่งกำไรกันคนละครึ่งดีไหม”
จางเป่าจินคำนวณอยู่ในใจอย่างรวดเร็ว และดูท่าแล้วชายชราก็คงไม่ยอมหากเขาจะแบ่งกำไรมาน้อยกว่านี้ “เอาอย่างนี้ดีกว่าครับ ถ้าเราหักต้นทุนออกแล้วของทั้งหมดนี้จะมีกำไรอยู่หนึ่งร้อยห้าสิบ คุณลุงเอาไปแปดสิบ ผมเจ็ดสิบ ตกลงตามนี้นะครับ ถ้าคุณลุงยังไม่ยอมตกลงอีก ผมคงจะไม่ร่วมงานกับคุณลุงแล้ว เพราะแค่นี้ก็ถือว่าผมเอาเปรียบคุณลุงมากแล้วล่ะครับ”
“เฮ้อ...ฉันมองคนไม่ผิดจริงๆ งั้นก็ตกลงตามนี้”
จางเป่าจินยิ้มแล้วรีบหิ้วถุงผ้าใบนั้นเดินเข้าตลาดมืดไป
“ทำไมกำไรจากการขายสบู่ถึงเยอะอย่างนี้ล่ะคะ พ่อไม่ได้ขายของตามราคาที่หนูบอกหรือ” หลี่ปิงปิงหันไปพูดกับบิดาด้วยท่าทางจริงจัง “หนูรู้ว่าพ่อเสียดายสบู่ดีๆ ของเราก็เลยอยากทำกำไรให้ได้มากๆ แต่ถึงเราจะได้กำไรน้อยหน่อยก็ไม่เป็ไรหรอกค่ะถ้ามันจะขายได้ง่ายขึ้น และชาวบ้านก็จะได้ซื้อของดีในราคาถูกไว้ใช้ด้วย พ่อคะ...หนูไม่อยากให้พ่อกลายเป็พ่อค้าหน้าเืเพราะเห็นแก่เงินหรอกนะคะ ขายของแค่ให้เราพอมีเงินเก็บไว้เปิดร้านได้ก็พอแล้ว พ่อก็รู้ว่าหนูมีของพวกนี้เยอะมากขนาดไหน”
“พ่อไม่ได้ขายของพวกนี้เองหรอก วันนี้พ่อยังไม่ทันได้เข้าไปในตลาดมืดก็เป็ลมไปก่อน มีพ่อหนุ่มคนหนึ่งมาช่วยพ่อไว้ พ่อเห็นว่าเขาดูเป็คนซื่อคนหนึ่ง ก็เลยเสนอให้เขาเอาสบู่ไปขายให้ จากนั้นพ่อก็ตั้งใจว่าจะแบ่งเงินให้เขาใช้สักสิบเหรียญ แต่ใครจะไปคิดว่าพ่อหนุ่มคนนั้นขายของทั้งหมดได้กำไรมาตั้งหนึ่งร้อยห้าสิบเหรียญ ทีแรกพ่อกะว่าจะแบ่งกำไรกับเขาคนละครึ่ง เ้าหนุ่มนั่นก็เอาแต่ปฏิเสธ เราก็เลยตกลงแบ่งกำไรกันได้ที่สิบแปดกับเจ็ดสิบเหรียญนี่ล่ะ” ลุงหลี่อธิบายให้ลูกสาวฟัง
“ผู้ชายคนนั้นเป็คนเชื่อถือได้จริงๆ หรือคะพ่อ”
“เชื่อถือได้สิ แล้วนี่พ่อก็ตกลงกับเขาแล้วว่าทุกสัปดาห์จะจ้างให้เขาเอาของไปขายในตลาดมืดให้ ส่วนกำไรก็มาตกลงกันหลังจากที่ขายของหมด ทำอย่างนี้พ่อก็ไม่ต้องเข้าไปเสี่ยงในตลาดมืดเอง ลูกจะได้ไม่ต้องมากังวลกับพ่อด้วยไง”
หลี่ปิงปิงคิดตามก็เห็นว่าดี พ่อของตัวเองเป็คนซื่อ หากเอาของเข้าไปขายในตลาดมืดเองก็อาจจะถูกหลอกเอาได้ สู้ให้คนอื่นออกหน้าแทนดีกว่า และเท่าที่ฟังดูผู้ชายคนนั้นก็ดูจะเป็คนดีอยู่เหมือนกัน ความจริงแล้วถ้าผู้ชายคนนั้นเอาเงินมาจ่ายให้พ่อของเธอแค่หนึ่งร้อยเหรียญแล้วรับค่าจ้างไป พ่อของเธอก็คงไม่รู้หรอกว่าสบู่พวกนั้นขายได้กำไรไปมากเท่าไหร่ แต่ผู้ชายคนนั้นกลับเอากำไรทั้งหมดมาบอกก่อนที่จะแบ่งเงินกัน คนซื่อสัตย์อย่างนี้หาได้ยากจริงๆ
“ถ้างั้นก็ทำตามที่พ่อว่าเถอะค่ะ อีกไม่กี่ปีจะมีการเปิดเสรีทางการค้าแล้ว ถึงตอนนั้นเราคงมีเงินเก็บไปหาซื้อร้านค้าในเมืองได้สักที่ เราจะได้หนีไปให้พ้นจากปลิงดูดเืพวกนี้สักที”
ลุงหลี่มองหน้าลูกสาวอย่างเห็นใจ ครอบครัวของเขาถูกแยกบ้านออกมาหลังจากที่ภรรยาของเขาเสียชีวิตเมื่อสองปีก่อน ตอนนั้นเขาสองคนพ่อลูกไม่มีสมบัติติดตัวมาเลย ที่มีชีวิตมาได้อย่างทุกวันนี้ก็เพราะมีสหายที่ดีต่อกันคอยให้ความช่วยเหลืออยู่บ้าง
พี่ชายและน้องสาวมักจะมาแย่งอาหารจากที่บ้านของเขาไปเสมอ โดยเหตุผลก็คือเพื่อให้เขาแสดงความกตัญญูต่อพ่อแม่ จะให้เขากตัญญูยังไงไหว ชีวิตของพวกเขาสองคนพ่อลูกก็แทบจะเอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว วันก่อนลูกสาวเกิดฮึดสู้ขึ้นมา กลายเป็ว่าเธอถูกลุงกับอาทำร้ายจนหมดสติ แต่พอลูกสาวฟื้นขึ้นมาก็เหมือนกับเธอเปลี่ยนไปเป็คนละคน ทั้งยังมีมิติวิเศษติดตัวมาอีก จะเรียกว่า์เห็นใจหรือยังไงเขาก็บอกไม่ได้เหมือนกัน
ความจริงแล้วยังมีเื่ที่ลุงหลี่ไม่รู้นั่นก็คือ หลี่ปิงปิงลูกสาวตัวจริงของเขาได้เสียชีวิตไปแล้ว แต่ที่ยังมีชีวิตอยู่ตอนนี้คือหลี่ปิงปิงจากโลกอนาคตต่างหาก ส่วนมิติที่มีก็เป็แค่ตู้เก็บของใช้ส่วนตัวในห้องของเธอที่มีแม่บ้านคอยเอามาเติมไว้ให้ใช้เท่านั้น ยังดีที่ข้าวของพวกนั้นสามารถเติมเต็มตัวเองได้อย่างไม่มีวันหมด แต่มิติวิเศษนี้จะมีระยะเวลาอยู่แค่ห้าปีเท่านั้น จากนั้นมิติก็จะหายไป หลี่ปิงปิงรู้ข้อจำกัดของมิติดี แต่เวลาห้าปีก็มากพอที่เธอจะเก็บสะสมเงินไว้ตั้งตัวได้แล้ว