“อาการของนางรจนาเป็อย่างไรบ้าง”
กษัตริย์วรทัศน์ตรัสถาม หลังจากที่นางรจนาออกมาจากพระราชวังได้สามวัน
“เดินเหินยังไม่สะดวกนัก ยังมีความรู้สึกเจ็บบริเวณาแอยู่บ้าง แต่ก็ทุเลาขึ้นตามลำดับขอรับฝ่าา”
สังข์ทองตอบ
“เป็อย่างนั้นก็ดีแล้ว หวังว่านางจะหายเป็ปกติในไม่ช้า”
กษัตริย์วรทัศน์ตรัสพลางพยักหน้า
สีหน้าของสังข์ทองมันบ่งบอกความรู้สึกของเขาอย่างชัดเจน แต่ยังไม่ทันแม้แต่จะเอ่ยปากพูด กษัตริย์วรทัศน์ก็ดูออกว่าทันทีเขากำลังคิดอะไรอยู่
“เ้าคงสงสัยใช่หรือไม่ ว่าทำไม ข้าจึงมาหาเ้าถึงที่นี่”
กษัตริย์วรทัศน์ตรัสถาม
สังข์ทองเขาแทบจะไม่กล้าแหงนหน้าขึ้นมามอง เพราะปุถุชนคนธรรมดาอย่างเขามิบังอาจจะมีข้อสงสัยใดๆ ต่อการกระทำของพระมหากษัตริย์ เขาคิดปรามาสตัวเองอยู่ในใจ และทันใดนั้นเองกษัตริย์วรทัศน์ก็ตรัสเฉลยถึงเจตนา ซึ่งเป็สิ่งที่ทุกคนคาดไม่ถึง
“ข้ามาเพื่ออวยยศให้กับเ้า ให้เขาไปช่วยงานราชการในพระราชวัง”
พอสิ้นสุดบทประโยคของกษัตริย์วรทัศน์ ไม่ว่าใครก็อ้างปากค้าง
‘ฮะ! เมื่อครู่นี้ฝ่าาทรงตรัสว่าอะไรนะ’
คำอุทานที่ไม่มีเสียง แสดงออกมาจากทางสีหน้าของคณะเสนาอำมาตย์ที่ยืนอยู่บริเวณนั้น เพราะไม่มีใครกล้าพอที่จะเอ่ยขัดพระองค์
สังข์ทองเองก็นั่งนิ่งตัวแข็งทื่อ มีสีหน้าไม่ได้แตกต่างไปจากเหล่าคณะเสนาอำมาตย์คนอื่นๆ เลย แทบจะไม่อยากเชื่อในสิ่งที่หูของตัวเองนั้นได้ยิน
บุคคลที่จะได้เข้าไปทำงานในพระราชวัง ทุกคนล้วนเกิดมาจากต้นตระกูลที่สูงส่ง ต่างก็เป็ตระกูลที่เรืองศักดิ์เรืองอำนาจในพื้นที่ ซึ่งมันผิดไปจากเขาโดยสิ้นเชิง ที่เกิดมาจากต้นตระกูลอันต่ำต้อย เป็เพียงลูกชายของชาวไร่ชาวนาคนธรรมดาเพียงเท่านั้น
แม้ว่าสังข์ทองเขาจะเป็คนซื่อ ๆ แต่เขาก็ััได้ ถึงสายตาที่ดูไม่เป็มิตรของเหล่าคณะเสนาอำมาตย์ที่เหลือบมองทางเขา
“ข้ากระหม่อมคงไม่คู่ควรกับตำแหน่งที่พระองค์ทรงมอบให้หรอกขอรับ ฝ่าา”
สังข์ทองตอบปฏิเสธพลางก้มหน้ามองต่ำ
ทว่ากษัตริย์วรทัศน์ไม่สนใจกิริยาเช่นนั้นของเขาเลยสักนิด แถมพระองค์ยังตรัสหว่านล้อมอย่างนิ่มนวลต่ออีกว่า
“ลองเข้ามาทำดูก็ไม่เสียหายนิ ใครๆ เขาก็บอกว่าเ้ามีความสามารถ และอีกอย่างหนึ่ง นี่มันยังคงน้อยไป ถ้าเทียบกับสิ่งที่นางรจนาทำ คือการที่นางเสี่ยงชีวิตช่วยเหลือพระมเหสีและองค์รัชทายาทของแคว้นเอาไว้”
หลังจากสิ้นสุดบทประโยคสุดท้ายของกษัตริย์วรทัศน์ ดูเหมือนว่าผลลัพธ์มันจะเปลี่ยนไปจากตอนแรก เพราะไม่มีใครกล้าพอที่จะปฏิเสธองค์พระมหากษัตริย์เป็หนที่สอง
สังข์ทองและรจนาน้อมรับโอกาสที่กษัตริย์วรทัศน์ทรงมอบให้ ทั้งคู่ได้เข้ามาทำงานข้างในพระราชวัง รจนานางถูกไหว้วานให้ไปช่วยเหลือฝ่ายจัดเตรียมสำรับอาหารเครื่องเสวยให้กับองค์เหนือหัว สังข์ทองถูกส่งไปช่วยเหลือฝ่ายพัฒนาการเพาะปลูก พวกเขาเข้ามาทำงานในพระราชวังได้เพียงสามวัน ก็มีข่าวดีข่าวใหญ่ในรอบหลายปีเกิดขึ้น คือการที่พระมเหสีเมรีทรงให้กำเนิดองค์รัชทายาทแล้วนั้นเอง
ข่าวใหญ่ข่าวนี้ได้แพร่สพัดไปทั่วแคว้นเกษพลอย่างรวดเร็ว ทั้งแผ่นดินปิดเมืองจัดงานเฉลิมฉลอง ต้องรับการประสูติขององค์รัชทายาท ผู้คนพากันไชโยโห่ร้องอย่างปลื้มปรีติยินดีกันยกใหญ่
มีอยู่บุคคลหนึ่ง ที่เห็นท่าจะดูดีใจมากกว่าใคร เพราะเขาอุ้มทารกน้อยคนนี้ไม่ยอมห่างมือเลย บุคคลผู้นั้นก็คือพระมหากษัตริย์วรทัศน์ เพราะพระองค์ได้บุตรชายสมดั่งใจที่หวังเอาไว้ หมายมั่นเป็อย่างยิ่งว่าจะให้ทารกผู้นี้เป็ผู้สืบทอดราชบัลลังก์ต่อจากตน กษัตริย์วรทัศน์ทรงมอบพระนามให้กับองค์รัชทายาทตัวน้อยองค์นี้ว่า
“สหทัศน์”
หลังจากที่นางรจนาและสังข์ทองเข้ามาทำงานในพระราชวัง ทั้งคู่ต่างก็ทำหน้าที่ของตนเองได้อย่างยอดเยี่ยม เป็ปลื้มของคนที่ได้ร่วมงาน โดยเฉพาะสังข์ทองที่มีเหล่าชาวบ้านจำนวนไม่น้อยให้ความชื่นชอบในตัวของเขา เพราะว่าเขาจะชอบลงพื้นที่ตระเวนไปตามหมู่บ้าน เพื่อเดินทางแจกจ่ายความรู้และแนะนำทักษะต่างๆ ให้กับเหล่าชาวบ้านเสมอๆ ผลงานของเขาเป็ที่ประจักษ์ต่อสายตาทุกคน
สังข์ทองสามารถไต่เต้าจนได้เป็ถึงหนึ่งในคณะเสนาอำมาตย์ที่ขึ้นตรงต่อพระมหากษัตริย์ จากชายที่มาจากตระกูลอันต่ำต้อย มีอาชีพค้าขายขนมหวาน ทุกวันนี้กลายเป็คนมีหน้ามีตามีฐานะในสังคม มีบ้านอยู่อาศัยหลังใหญ่โต ไม่ใช่เพียงแค่พวกชาวบ้านเท่านั้นที่ชื่นชอบในตัวเขา แม้แต่กษัตริย์วรทัศน์ก็ยอมรับในความสามารถของเขาเฉกเช่นเดียวกัน
เวลาได้ผ่านมาร่วมสิบปีนับั้แ่วันนั้น วันที่สังข์ทองตอบรับโอกาสที่กษัตริย์วรทัศน์มอบให้ มาจนถึงปัจจุบันสังข์ทองและนางรจนาพวกเขามีลูกด้วยกันแล้วหนึ่งคน ซึ่งเป็ลูกชาย และบัดนี้ลูกชายของพวกเขามีอายุได้สามขวบแล้ว ไม่มีใครเทียบเทียมเ้าหนูน้อยคนนี้ได้เลยหากว่าด้วยเื่ของความดื้อและความซุกซน เขามักจะวิ่งเล่นไปทั่วพระราชวัง โผล่ไปตำหนักโน้นที โผล่มาตำหนักนี้ที จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน โดยเ้าลูกชายตัวแสบของสังข์ทองและรจนาคนนี้มีชื่อว่า
“วารุต”
วารุตถือเป็เด็กที่รักที่เอ็นดูของเหล่านางสนมทุกคน ไม่ว่าใครเห็นก็ไม่พลาดที่จะอุ้มเขาขึ้นมากอดมาหอม แต่วารุตก็พร้อมจะดิ้นสู้ออกจากอ้อมกอดของเหล่านางสนมสาวเ่าั้ เสมือนปลาดิ้นเวลาที่ถูกโยนขึ้นมายังฝากฝังก็ไม่ปาน สถานที่เดียวที่วารุตชอบไปเที่ยวเล่นอยู่เป็ประจำ โดยเขาสามารถเล่นอยู่ที่นั่นได้ทั้งวันทั้งคืน ก็คือพระราชตำหนักของพระมเหสีเมรี
วารุตจะเข้าไปเล่นอยู่กับเ้าชายสหทัศน์ พวกเขาทั้งคู่มีอายุห่างกันเจ็ดปี เ้าชายสหทัศน์ทำอะไรวารุตก็จะทำตาม เ้าชายสหทัศน์เดินไปไหนวารุตก็จะเดินตามไปด้วย เด็กน้อยทั้งคู่วิ่งเล่นซุกซนตัวติดกันแจ ถ้าหากวันไหนนางรจนาตามหาลูกชายของตัวเองไม่เจอ นางสามารถรู้ได้เลยว่า วารุตจะต้องเล่นอยู่กับเ้าชายสหทัศน์อย่างแน่นอน