กรุงมาดริด...ประเทศสเปน
อัลเฟรโด้หยิบถ้วยชาขึ้นมาขว้างทิ้งด้วยความเกรี้ยวกราดหลังจากโทรไปหาลูกน้องที่เมืองไทยแล้วได้รับรายงานว่ายังช่วยเหลือศิศิรากลับมาไม่ได้แถมตอนนี้เครื่องติดตามตัวที่เขาได้ทำขึ้นมาเป็พิเศษเพื่อเธอก็ได้หลุดออกจากตัวเธอเป็ที่เรียบร้อยแล้วตอนนี้จึงไม่อาจรู้ได้ว่าน้องสาวเขาถูกคนร้ายพาตัวไปอยู่ที่ไหนในเมืองไทย
ถ้วยชาอย่างดีถูกปาทิ้งจนแตกเป็เสี่ยงๆจากนั้นจานขนมก็ตามไปติดๆ และตามด้วยแฟ้มเอกสารที่อยู่บนโต๊ะอัลเฟรโด้ทุบกำปั้นลงบนโต๊ะปังใหญ่ด้วยความเจ็บใจที่ไม่อาจช่วยน้องสาวได้ เขาโทษตัวเองที่หลงใจอ่อนไปกับเธอเพราะหากเขาไม่อนุญาตให้เธอเดินทางไปเมืองไทยเื่แบบนี้ก็คงไม่เกิดขึ้นเขาไม่น่าประมาทฝีมือของศัตรูเกินไปนักเลย เพราะขนาดไปอยู่ไกลถึงเมืองไทยแล้วมันยังตามไปจับตัวได้อีก
ตอนแรกชายหนุ่มแน่ใจว่าต้องเป็ฝีมือของอันเจโลซึ่งเป็คู่แข่งทางธุรกิจของเขาอย่างแน่นอนเพราะอีกฝ่ายอยากได้งานประมูลสร้างถนนชิ้นนี้มากและเคยส่งคนมาขู่เขาแล้วด้วย แต่พอฟังคำรายงานของลูกน้องก็ทำให้เขาเกิดความลังเลใจขึ้นมาเมื่อลูกน้องของเขายืนยันหนักแน่นว่าคนที่พาตัวศิศิราไปนั้นเป็เ้าของโรงแรมอัสโตโน่ที่พวกเขาไปพักอยู่
“ทำไมคนพวกนั้นต้องจับตัวคาริน่าไปด้วยนะหรือว่ามันจะเป็พวกเดียวกัน”อัลเฟรโด้สันนิษฐานด้วยความสงสัย แม้จะไม่เคยรู้จักคนในตระกูลอัสโตโน่มาก่อนเพราะธุรกิจไม่ได้เกี่ยวข้องกันแถมยังอยู่กันคนละประเทศแต่เขาก็พอได้ยินชื่อเสียงมาบ้างเนื่องจากตระกูลอัสโตโน่ร่ำรวยมหาศาลติดอันดับมหาเศรษฐีลำดับต้นๆ ของอิตาลีเลยทีเดียวอัลเฟรโด้รู้สึกกังขานักว่าพวกตระกูลอัสโตโน่เป็พวกเดียวกับอันเจโลหรือเปล่าหรือว่าเป็พวกอื่นที่จ้องจะทำลายธุรกิจเขาเหมือนกันกันแน่
ชายหนุ่มครุ่นคิดอย่างหนักก่อนจะจัดการโทรติดต่อคนของเขาให้สืบประวัติของเ้าของโรงแรมอัสโตโน่มาอย่างละเอียดโดยด่วนที่สุด
ฟานบิเอโก้ขับรถฝ่าความมืดมิดของยามราตรีมาเรื่อยๆอย่างไร้จุดหมายปลายทางและไม่รู้ด้วยว่าขณะนี้พวกเขากำลังอยู่ที่ไหนกันแน่ เขาขับหนีมาจนกระทั่งป่าหญ้าสองข้างทางกลายเป็บ้านคนติดๆกัน และคราวนี้ก็มีเสาไฟฟ้าคอยให้แสงสว่างนำทาง สิ่งเดียวที่รู้คือตอนนี้พวกเขาเข้ามาในเขตชุมชนแล้ว
เมื่อไม่มีรถตามมาอีกฟานบิเอโก้ก็ชะลอความเร็วลงจนเหลือระดับปกติก่อนจะเลี้ยวเข้าไปจอดในปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งเพื่อเติมน้ำมันและทำธุระส่วนตัว
“เ้านายจะเข้าห้องน้ำไหมครับผมจะดูแลคุณคาริน่าให้เอง” บอดี้การ์ดหนุ่มร้องถามเมื่อขับรถมาจอดที่หน้ามินิมาร์ชที่มีห้องน้ำอยู่ข้างๆ
“ไม่ล่ะ นายไปเถอะไม่ต้องห่วงฉันหรอก”
ฟานบิเอโก้ลังเลอยู่ครู่หนึ่งเมื่อไม่เห็นมีใครตามมาจริงๆ เขาก็วางใจไปเปลาะหนึ่ง จึงรีบลงจากรถไปเข้าห้องน้ำและตั้งใจว่าจะหากาแฟให้ตนเองและเ้านายดื่มแก้ง่วงด้วยเมื่อบอดี้การ์ดหนุ่มลงจากรถไปแล้วอัลแบร์โต้ก็ก้มลงมองคนร่างบางที่นอนหนุนตักเขาอยู่ด้วยสายตาห่วงใยเธอหลับลึกขนาดนี้คงโดนยาสลบมาแน่ๆ ซึ่งดูท่าแล้วพรุ่งนี้เช้าถึงจะตื่นเสียล่ะมั่งก็ดี...จะได้ไม่ตื่นขึ้นมาโวยวายตอนนี้ ชายหนุ่มคิดอย่างขำๆพลางใช้ปลายนิ้วเกี่ยวเส้นผมออกจากแก้มนวลใสจนหมดจึงเผยเสี้ยวหน้างดงามให้เขาได้ยลโฉมเป็รางวัล
อัลแบร์โต้มองเสี้ยวหน้าใสด้วยความพึงพอใจแม้แต่ยามไร้สติเธอก็ยังดูสวยจับตาและในยามตื่นก็ยิ่งดูสวยจับใจเขาเหลือเกินโดยเฉพาะดวงตากลมโตที่แฝงแววมั่นใจและดื้อรั้นเขาชอบมันนักจนอยากจะจ้องมองดวงตาคู่นี้บ่อยๆ พร้อมกับนึกอยากปราบพยศผู้เป็เ้าของไปด้วยเสมอ
ชายหนุ่มหัวเราะหึๆอยู่ในลำคอก่อนจะกวาดตามองไปทั่วเรือนร่างงามภายในชุดนอนสีชมพูหวานที่ทำให้หญิงสาวดูน่าหลงใหลไปทั้งเนื้อทั้งตัวจนกระตุ้นต่อมความใคร่ของผู้ชายให้กำเริบขึ้นมาอัลแบร์โต้มองด้วยสายตาวาววับ ใจเริ่มสั่นไหวเพราะนึกอยากจะเห็นอะไรๆภายใต้ชุดนอนใจแทบขาด แต่มนุษยธรรมและศักดิ์ศรีลูกผู้ชายที่ไม่เคยคิดปล้ำผู้หญิงคนไหนที่ไม่เต็มใจช่วยยับยั้งกิเลสใฝ่ต่ำในจิตใจของเขาเอาไว้ได้
อัลแบร์โต้กัดฟันกรอดก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่แล้วหยิบเสื้อสูทที่เขาถอดทิ้งไว้ข้างๆตัวมาคลี่ออกห่มร่างบางเอาไว้เพื่อที่เขาจะได้ไม่ต้องเห็นภาพอันวาบหวามใจอีก
“กาแฟครับเ้านาย” ฟานบิเอโก้ยื่นแก้วกระดาษที่มีกาแฟร้อนๆอยู่ให้กับผู้เป็นายหลังจากเข้ามานั่งในรถเรียบร้อยแล้ว
“ขอบใจ” อัลแบร์โต้รับมาดื่มด้วยความพึงพอใจเพราะเขากำลังคิดอยากได้กาแฟสักแก้วอยู่พอดี
“ผมสอบถามเด็กปั๊มแล้วนะครับเขาว่าตอนนี้เราอยู่ห่างจากถนนใหญ่ไม่มากนักถ้าเราขับไปตามเส้นทางที่เขาบอกประมาณครึ่งชั่วโมงก็จะถึงถนนใหญ่ที่จะไปพัทยาได้ครับ”
“งั้นเหรอ ถ้าอย่างนั้นก็ไปตามทางที่เด็กปั๊มบอกก็แล้วกันถ้าออกไปถนนใหญ่ได้แล้วคงพอรู้ว่าจะไปที่ไหนได้ยังไงบ้าง”
คำพูดของเ้านายหนุ่มฟังดูแปลกๆฟานบิเอโก้จึงอดถามไม่ได้
“เราจะไม่พาเธอกลับโรงแรมหรือครับ”
“ยังเราจะยังไม่พาเธอกลับโรงแรมตอนนี้หรอก ที่นั่นดูเหมือนจะไม่ปลอดภัยสำหรับเธอเสียแล้วตอนนี้พวกเราต้องหาที่พักที่พอจะปลอดภัยเสียก่อนแล้วค่อยคิดกันต่อว่าจะเอายังไงต่อไป”
“ครับ” บอดี้การ์ดหนุ่มรับคำแล้วหันไปจัดการสตาร์ทรถขับออกจากปั๊มน้ำมันไปตามเส้นทางที่เด็กปั๊มบอก
บนเตียงนุ่มร่างบางในชุดนอนสีชมพูหวานยังคงนอนนิ่งด้วยท่าทางสบายๆ จวบจนเวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมงได้เปลือกตาที่ปิดสนิทอยู่ก็ค่อยๆ เปิดขึ้นพร้อมกับผู้เป็เ้าของก็เริ่มบิดตัวไปมาเพื่อไล่ความเมื่อยขบออกไปหญิงสาวพลิกตัวนอนหงายแล้วกะพริบตาถี่ๆ เพื่อปรับสภาพสายตาให้ชินกับภาพตรงหน้าคิ้วเรียวสวยขมวดมุ่นด้วยความสงสัยเมื่อเห็นเพดานห้องพักของตนเองเปลี่ยนไปเธอนอนคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะลุกพรวดขึ้นนั่งอย่างตื่นตระหนกเมื่อจดจำเหตุการณ์เมื่อคืนได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
“เราถูกจับตัวมา” ศิศิราพึมพำหน้าซีดเผือด ดวงตาเต็มไปด้วยแววหวาดหวั่นใจก่อนจะรีบก้มหน้าลงมองสำรวจตัวเองแล้วถอนใจออกมาด้วยความโล่งอกที่ทุกอย่างยังเป็ปกติเหมือนเดิมความรู้สึกแปลกๆ ของร่างกายก็ไม่มีแสดงให้เห็นว่าเธอยังไม่ได้ถูกล่วงเกินแต่อย่างใดทั้งสิ้นหญิงสาวกวาดตามองไปทั่วห้องพักที่นอนอยู่ซึ่งเป็ห้องพักธรรมดาๆ เท่านั้น มีเสียงอะไรบางอย่างดังขึ้นแว่วๆให้ได้ยินเธอจึงเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจแล้วก็ได้รู้ว่ามันคือเสียงอะไร
“เสียงคลื่นนี่นานี่เราอยู่ที่ทะเลอย่างนั้นเหรอ”
ยังไม่ทันที่ศิศิราจะได้คิดอ่านทำเช่นไรต่อไปบานประตูหน้าห้องก็ถูกเปิดเข้ามาพร้อมกับร่างสูงใหญ่ของผู้ชายคนหนึ่งหญิงสาวรีบคว้าชายผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวทันทีเพราะชุดนอนของเธอมันล่อแหลมยิ่งนักทว่าพอเห็นหน้าคนเข้ามาได้ถนัดตา เธอก็อ้าปากค้างด้วยความใระคนคาดไม่ถึง
“คุณ!”
“ตื่นแล้วเหรอรู้สึกยังไงบ้าง” อัลแบร์โต้เอ่ยถามด้วยรอยยิ้มแจ่มใสเมื่อครู่นี้หลังจากตื่นนอนแล้วเขาก็ออกไปยืนสูดอากาศบริสุทธิ์ข้างนอกบังกะโลกับฟานบิเอโก้เมื่อคืนนี้พวกเขาขับรถกันมาจนถึงพัทยาตอนแรกก็ว่าจะนอนพักที่โรงแรมแถวนั้นแต่พอคิดว่ามีผู้คนพลุกพล่านเกินไปเขาจึงให้ลูกน้องขับรถเลยจากบริเวณแหล่งท่องเที่ยวออกมาอีกไกลพอสมควรจนพบรีสอร์ตแห่งนี้ซึ่งมีบังกะโลเป็ส่วนตัวให้เช่าอยู่หลายหลังเขาจึงตกลงใจใช้ที่นี่เป็แหล่งซ่อนตัวชั่วคราว
ชายหนุ่มมองคนเพิ่งตื่นนอนด้วยสายตาพึงพอใจเพราะแม้ในยามเพิ่งตื่นเช่นนี้เธอก็ยังดูสวยและน่าปรารถนาสำหรับเขาเสมอเมื่อคืนนี้กว่าเขาจะข่มตาให้หลับลงได้แทบแย่เนื่องจากสายตาของเขามักคอยวนเวียนไปยังร่างบางที่นอนอยู่บนเตียงเสมอจนเขาต้องนั่งหันหลังให้นั่นแหละถึงได้สงบจิตสงบใจลงได้บ้างผู้หญิงคนนี้ชักอันตรายต่อเขาเสียแล้วสิเพราะเธอช่างมีอิทธิพลต่อความรู้สึกเขามากมายเหลือเกินอย่างน่าประหลาดใจ
“คุณ...นี่คุณเป็คนลักพาตัวฉันมาอย่างนั้นเหรอฮะ!” เธอตวาดถามด้วยความโมโห รู้สึกผิดหวังและแค้นเคืองปะปนกันไปหมด เพราะเธอไม่คิดเลยว่าเขาจะเป็คนชั่วช้าได้ถึงเพียงนี้
“เดี๋ยวนะ...ผมว่าคุณกำลังเข้าใจอะไรผิดแล้วล่ะ” เขารีบยกมือขึ้นห้ามแต่เธอก็ไม่สนใจอะไรอีกต่อไปแล้ว นอกจากจะเอาตัวให้รอดออกไปจากที่นี่ให้ได้เท่านั้นดังนั้นหญิงสาวจึงลุกลงจากเตียงแล้วคว้าโคมไฟที่ทำจากกะลามะพร้าวอย่างสวยงามขึ้นมาหมายจะใช้ป้องกันตัวอย่างรวดเร็ว
“ไม่ผิดหรอกถ้าคุณไม่ได้ลักพาตัวฉันมาแล้วฉันจะมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกันฮะ คนเลว! ฉันไม่คิดเลยว่าคุณจะชั่วช้าได้ถึงเพียงนี้”
“เฮ้...นี่คุณจะบ้าไปกันใหญ่แล้วนะผมไม่ใช่คนที่จับตัวคุณมาซะหน่อย” อัลแบร์โต้พูดแล้วเดินเข้าหาแต่ต้องหยุดชะงักเมื่อศิศิราทุ่มโคมไฟเข้าใส่
“อย่าเข้ามานะ! นี่แน่ะ”
“นี่คุณบ้าไปแล้วหรือไงฮะฟังผมอธิบายก่อนสิ”
“ไม่ฟังถ้าคุณเข้ามาอีกฉันจะ...ฉันจะ...”พูดไปแล้วก็เหลียวซ้ายแลขวาหาอุปกรณ์ช่วย พอเห็นเครื่องโทรศัพท์ปุ๊บเธอก็หยิบขึ้นมาถือทันทีก่อนจะพูดข่มขู่เสียงสูง“อย่าเข้ามานะ! ถ้าเข้ามาฉันจะเอาโทรศัพท์ฟาดคุณให้หัวแบะเลยคอยดูสิ”
ชายหนุ่มยืนเท้าสะเอวดูแม่เสือสาวที่พอหมดฤทธิ์ยาก็ลุกขึ้นมาอาละวาดอย่างรู้สึกขบขันแต่เขาไม่ยิ้มแถมยังแสร้งทำหน้าเหี้ยมใส่เธออีกขณะสาวเท้าเข้าไปหาโดยไม่คิดกลัวเกรงสิ่งที่อยู่ในมือเธอเลยสักนิดเดียวพร้อมกับพูดท้าทายเสียด้วย
“เอาสิ ถ้ากล้าก็ฟาดมาเลย”
“อย่าท้านะ ฉันทำจริงๆ ด้วยถอยออกไปนะ!”
“ไม่”
เพียงสิ้นคำตอบของเขา ศิศิราก็ทุ่มเครื่องโทรศัพท์ใส่ทันทีอัลแบร์โต้ยกมือขึ้นรับเพียงมือเดียวเท่านั้น ส่วนมืออีกข้างเขาเกี่ยวหมับเข้ากับเอวบางของเธอไว้อย่างรวดเร็วซึ่งกว่าหญิงสาวจะรู้ตัวว่าพลาดท่าเสียแล้วก็เมื่อถูกชายหนุ่มรัดร่างนุ่มเข้าไปแนบกับร่างแกร่งของเขาเรียบร้อยแล้วนั่นแหละ
“กรี๊ด!! คนบ้า คนเลว ปล่อยฉันนะ ปล่อยๆ”เธอร้องะโลั่นเพื่อหวังให้ใครได้ยินจะได้เข้ามาช่วย ซึ่งเขาก็รู้ทันจึงปิดปากเธอทันทีด้วยเรียวปากร้อนๆของเขาเสียเลย ศิศิราเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงเมื่อถูกจูบโดยไม่ทันตั้งตัวแบบนี้เสียงกรีดร้องของเธอดังอึกอักอยู่ในลำคอ ก่อนจะมีเสียงเครื่องโทรศัพท์ตกพื้นดังขึ้นเพราะเธอดันเผลอปล่อยมือหญิงสาวยืนมึนงงอยู่เพียงครู่พอตั้งสติได้ก็เริ่มดิ้นรนสุดแรงเรียกว่ามีแรงเท่าไรเธอปล่อยออกมาไม่ยั้งแต่ก็ยังไม่สามารถหลุดพ้นจากอ้อมแขนแกร่งของเขาไปได้
ศิศิรารู้สึกหวาดกลัวและเหมือนกับกำลังจะหายใจไม่ออกเธอพยายามต่อสู้จนทำให้ร่างทั้งสองเสียหลักล้มลงไปนอนบนเตียงด้วยกัน
“ปล่อยนะ ได้โปรดเถอะ อย่าทำอะไรฉันเลยฉันขอร้อง”เธออ้อนวอนเสียงสั่นเครือเมื่อริมฝีปากได้รับอิสระดวงตางามบัดนี้มีหยาดน้ำใสเอ่อคลอ แววตาแสดงชัดว่ากลัวมากแค่ไหนซึ่งสิ่งนี้เองที่ช่วยฉุดรั้งสติของอัลแบร์โต้ให้กลับคืนมาได้หลังจากที่มัวเมาอยู่กับรสจูบแสนหวานปานน้ำผึ้งอยู่นานชายหนุ่มสบตาคู่สวยนิ่งก่อนจะถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความเสียดายใจแทบขาดแต่ก็ดีแล้วที่เธอหยุดเขาเอาไว้ได้เพราะไม่อย่างนั้นเขาคงต้องเสียใจกับการกระทำของตนเองแน่ๆหากเขาลืมตัวข่มเหงน้ำใจเธอไปซึ่งมันผิดวัตถุประสงค์ที่เขาช่วยเธอไว้อย่างสิ้นเชิง
“อย่าร้องไห้” เขาปลอบเสียงแหบพร่านิดๆ “ผมไม่ทำอะไรคุณหรอก ถ้าคุณจะยอมฟังผมอธิบายดีๆและไม่อาละวาดอีก”
“ฉันยอมค่ะ ฉันยอมฟังแล้ว” เธอรีบผงกศีรษะรับทันที
“โอเค งั้นก็ลุกขึ้นมานั่งคุยกันดีกว่าขืนนอนคุยกันอยู่อย่างนี้ผมคงอดใจปล้ำคุณไม่ได้แน่ๆ”อัลแบร์โต้ผละตัวออกจากเรือนร่างบางพลางฉุดแขนเธอให้ลุกขึ้นนั่งตามแก้มของศิศิรานั้นแดงก่ำเนื่องด้วยรู้สึกทั้งอายและโกรธในคราวเดียวกันเมื่อลุกขึ้นนั่งได้แล้วหญิงสาวก็จัดผ้าผ่อนของตัวเองให้เข้าที่ให้เรียบร้อยโดยมีชายหนุ่มนั่งมองตาปรอยด้วยความเสียดายก่อนเขาจะรีบปรับสายตาให้เป็เคร่งขรึมเมื่อเธอเงยหน้าขึ้นสบตาด้วย
“พร้อมจะฟังหรือยัง” เขาถามซึ่งเธอก็พยักหน้าให้
“ค่ะ”
“ผมไม่ได้ลักพาตัวคุณมาแต่ผมเป็คนช่วยคุณเอาไว้ต่างหากล่ะ”
“ช่วยฉันไว้” เธอทวนคำและมองอย่างไม่ค่อยเชื่อถือนัก จนคนถูกมองร่ำๆอยากจะจูบสั่งสอนอีกสักยกสองยกนัก
“ใช่คุณลองทบทวนเหตุการณ์เมื่อคืนดูดีๆ สิว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างและผมก็ขอยืนยันด้วยเกียรติของผมว่าผมไม่ใช่คนลักพาตัวคุณมาจริงๆเพราะผมไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องทำแบบนั้น ผมจะลักพาตัวคุณมาทำไมล่ะในเมื่อเราเพิ่งจะรู้จักกันแค่สองครั้งเองแถมผมก็ไม่ได้เดือดร้อนเื่เงินสักหน่อยจะได้ลักพาตัวลูกสาวมหาเศรษฐีมาเรียกค่าไถ่”
“คุณอาจลักพาฉันมาย่ำยีก็ได้นี่นาเพราะคุณแสดงออกชัดว่าจะจีบฉัน พอฉันไม่เล่นด้วยคุณอาจโกรธเลยทำแบบนี้”
“เฮ้อ...ทำคุณบูชาโทษโปรดสัตว์ได้บาปแท้ๆเลยเรา” เขาถอนใจพลางบ่นอุบศิศิราเลิกคิ้วสูงพร้อมถามอย่างแปลกใจ
“คุณรู้สุภาษิตไทยด้วยเหรอคะ”ที่เธอแปลกใจเพราะคิดว่าเขาแค่พูดภาษาไทยได้พื้นๆ เท่านั้นจึงไม่คิดว่าเขาจะรู้คำสุภาษิตไทยด้วย
“ก็รู้เป็บางประโยคเพราะแม่ผมสอน”
“แม่คุณเป็คนไทยเหรอคะ”
“นี่คุณ...อย่ามัวถามนอกเื่ได้ไหมทบทวนความจำเข้าสิ ผมจะได้หายจากการเป็ผู้ร้ายสักที”เขาเอ็ดใส่อย่างรำคาญ หญิงสาวเลยค้อนให้ขวับหนึ่งอย่างหมั่นไส้ก่อนจะนึกทบทวนเหตุการณ์เมื่อคืนนี้
“เมื่อคืนนี้มีผู้ชายสองคนลอบเข้ามาในห้องพักของฉันพวกเขาทุบตีจนสาวใช้ของฉันาเ็สาหัส ส่วนฉันพวกเขาใช้ยาสลบโปะหน้าจนฉันสลบไปแล้วฉันก็ไม่รู้เื่อะไรอีกเลยจนกระทั่งตื่นขึ้นมาเจอหน้าคุณนี่แหละค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นผมจะเล่าในส่วนของผมให้คุณฟังแล้วกัน” ว่าแล้วอัลแบร์โต้ก็เล่าให้หญิงสาวฟังว่าเขาไปเจอเธอได้ยังไงและเกิดอะไรขึ้นบ้างซึ่งขณะที่เขาเล่าให้ฟังถึง่แย่งชิงตัวเธอนั้นศิศิราก็ขนลุกด้วยความหวาดกลัวเนื่องจากไม่เคยเผชิญกับเหตุการณ์ร้ายแรงเช่นนี้มาก่อนเลยและนับว่าเธอโชคดีที่ไม่เป็อะไรมากตอนที่รถเกิดอุบัติเหตุ
“พวกนั้นตายหมดเลยเหรอคะ”
“ใช่”เขาตอบปดเพื่อตัดปัญหาไม่ให้เธอหวาดกลัวในตัวเขา ก่อนจะถาม “ถามแบบนี้แสดงว่าเชื่อแล้วใช่ไหมว่าผมไม่ได้ลักพาตัวคุณมา”
“ค่ะ ขอโทษนะคะที่กล่าวหาคุณและก็ขอบคุณด้วยที่ช่วยฉันไว้” ศิศิรายอมเอ่ยปากขอโทษและขอบคุณเขาจากใจจริง อัลแบร์โต้จึงยิ้มอย่างพอใจแล้วถามด้วยความสงสัยใคร่รู้
“ไม่เป็ไรผมไม่ถือโทษโกรธคุณหรอกว่าแต่คุณพอจะบอกผมได้ไหมว่าคุณไปมีเื่กับใครเข้าถึงได้ถูกจับตัวแบบนี้”
หญิงสาวนิ่งเงียบไปด้วยลังเลใจว่าควรเล่าความจริงให้เขาฟังดีหรือไม่ซึ่งดูเหมือนชายหนุ่มจะอ่านท่าทีของเธอออกเขาจึงได้พูดออกมาอีก
“บอกความจริงผมมาดีกว่านะคาริน่าผมจะได้ช่วยคุณได้ยังไงล่ะ”
ศิศิราสบตากับดวงตาคมกริบที่ฉายแววจริงใจให้ด้วยความรู้สึกหลากหลายก่อนจะถอนใจออกมาแล้วยอมเปิดปากเล่าความจริงให้ฟังทั้งหมดอัลแบร์โต้ฟังแล้วก็พยักหน้าอย่างเข้าใจโดยไม่มีคำถามอะไรเลยเพราะเื่ขัดแย้งทางธุรกิจและเื่เล่นสกปรกเพื่อให้ได้ชัยชนะแบบนี้นั้นเขาผ่านมาแล้วอย่างโชกโชนนับจากรับงานของโรงแรมมาดูแลเองต่อจากบิดา
“ผมเข้าใจแล้ว คุณไม่ต้องกลัวนะผมกับคนของผมจะคุ้มครองคุณกลับสเปนเอง”
“ไม่เอาหรอกค่ะฉันยังไม่กลับสเปนหรอก” ศิศิราบอกเสียงแข็งเพราะตั้งใจเอาไว้แล้วว่าจะกลับบ้านเกิดให้ได้แม้จะมีเหตุการณ์ชวนระทึกขวัญแบบนี้ก็ตามแต่เธอก็ยังมั่นใจว่าพวกศัตรูของพี่ชายไม่รู้จักบ้านของเธออย่างแน่นอน
“ทำไมล่ะคุณน่าจะกลับสเปนนะ จะได้ปลอดภัย”อัลแบร์โต้ถามอย่างไม่เข้าใจ
“ฉันมีที่ที่ฉันคิดว่าปลอดภัยที่สุดแล้วค่ะฉันจะไปซ่อนตัวอยู่ที่นั่นอย่างที่ตั้งใจเอาไว้”
“ที่ไหน”
เธอมองหน้าเขานิ่งก่อนยอมเปิดเผยให้ทราบ
“ที่เชียงรายค่ะบ้านเกิดของฉันเอง”
“คุณแน่ใจเหรอว่าพวกศัตรูของพี่ชายคุณจะไม่รู้น่ะ”
“ฉันแน่ใจค่ะเพราะเื่นี้มีแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ซึ่งส่วนมากก็เป็คนสนิทๆ กันทั้งนั้น”
“ความลับไม่มีในโลกหรอกนะยิ่งเื่บ้านเกิดของคุณไม่ใช่ความลับอะไรแล้วด้วยยิ่งไม่ใช่เื่ยากเลยที่จะตามสืบ” เขาเตือนอย่างหวังดีแต่เธอก็เชิดหน้าใส่แล้วตอบด้วยความมั่นใจเต็มพิกัด
“ยังไงฉันก็มั่นใจว่าบ้านฉันปลอดภัยอย่างแน่นอน”
“ดื้อที่สุด” ชายหนุ่มพึมพำอย่างอ่อนใจเขามองผู้หญิงอวดดีตรงหน้าอย่างมันเขี้ยวแต่ใจกลับเป็ห่วงหนักหนาสุดท้ายเขาจึงเอ่ยออกมาอย่างตัดสินใจดีแล้ว “โอเคไปซ่อนตัวอยู่บ้านคุณก็ได้ ผมก็ยังไม่เคยไปเที่ยวเชียงรายเลยเหมือนกัน”
ศิศิรามองคนพูดอย่างกังขาก่อนจะถามออกมาด้วยความไม่มั่นใจว่าตัวเองคิดถูกหรือเปล่า
“เดี๋ยวก่อนนะคะเมื่อกี้นี้คุณพูดว่าคุณยังไม่เคยไปเที่ยวเชียงรายเลยใช่ไหมคะอย่าบอกนะว่าคุณจะตามฉันไปด้วยน่ะ”
“คุณเข้าใจถูกต้องแล้วล่ะผมกับลูกน้องของผมจะตามไปคุ้มครองคุณจนกว่าคุณจะเดินทางกลับสเปนหรือไม่ก็จนกว่าพี่ชายคุณจะมารับที่เมืองไทย” อัลแบร์โต้ยืนยันเสียงหนักแน่นหลังจากตัดสินใจดีแล้ว เขาเป็ห่วงเธอมากห่วงจนไม่กล้าทิ้งเธอไปไหนเลย เขาจึงอยากดูให้แน่ใจว่าเธอปลอดภัยแล้วจริงๆ ถึงจะวางใจได้
“ไม่ได้นะคะคุณอย่าเอาตัวเองมาเสี่ยงเลยดีกว่าค่ะ”เธอรีบปฏิเสธทันควันด้วยความเป็ห่วงเขาเช่นกัน แต่ชายหนุ่มกลับยิ้มให้พลางยักไหล่เมื่อตอบ
“ผมยอมเสี่ยง ขอแค่ได้เห็นคุณปลอดภัยเท่านั้น”
“คุณต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ เลย” เธอพึมพำอย่างไม่เข้าใจ คราวนี้เขาเลยยิ้มใส่ดวงตาของเธอก่อนยอมรับอย่างอารมณ์ดี
“ผมคงบ้าไปแล้วจริงๆและคนที่ทำให้ผมบ้าก็คือคุณ...คาริน่า” เขาช่างเรียกชื่อเธอได้ไพเราะเหลือเกินจนหัวใจสาวเริ่มเต้นแรงขึ้นมา
“แต่ว่า...เรายัง...”
“ไม่ต้องกลัวว่าผมจะปล้ำคุณหรอกนะถ้าผมคิดจะทำจริงคุณคงไม่ได้นอนสุขสบายอยู่บนเตียงคนเดียวแบบนี้ทั้งคืนหรอก” อีกครั้งที่อัลแบร์โต้พูดจาเหมือนรู้ใจเธอไปเสียทุกอย่างเขายักคิ้วหลิ่วตาที่แสนจะกรุ้มกริ่มให้ศิศิรากลั้นยิ้มเอาไว้แล้วย่นจมูกให้อย่างน่ารักนักในสายตาของคนมองหญิงสาวยอมรับว่าชายหนุ่มพูดถูก หากเขาคิดจะล่วงเกินเธอจริงๆ คงทำไปนานแล้วและก็น่าแปลกที่เธอเชื่อในคำพูดของเขาได้อย่างสนิทใจ
“ก็ได้ค่ะ” ศิศิราใจอ่อนในที่สุด แล้วเธอก็ได้รับรอยยิ้มทรงเสน่ห์จากเขาเป็การตอบแทนซึ่งทำเอาหัวใจของเธอเต้นรัวจนต้องข่มใจไว้และเตือนตัวเองว่าอย่าไปหลงคารมผู้ชายเ้าชู้แบบเขาอย่างเด็ดขาดเชียวดังนั้นหญิงสาวจึงหลบตาเขาด้วยการก้มลงมองมือตัวเองก่อนที่นาทีต่อมาจะเงยหน้าขึ้นมาใหม่เมื่อคิดอะไรขึ้นมาได้บางอย่าง“ตายจริง! ฉันต้องโทรบอกพี่ชายฉันค่ะป่านนี้เขาคงเป็ห่วงฉันแย่แล้วล่ะ”
“นั่นสินะ ป่านนี้พวกบอดี้การ์ดของคุณคงโทรรายงานไปแล้วล่ะเอาโทรศัพท์ของผมโทรไปสิ” ว่าแล้วอัลแบร์โต้ก็ล้วงโทรศัพท์มือถือออกจากกระเป๋ากางเกงส่งให้ศิศิรากล่าวขอบคุณแล้วรับมาจะกดโทรแต่กลับพบว่าหน้าจอไม่ติด
“แบตหมดนี่คะ”
“อ้าว หมดเมื่อไรกัน” เขาพึมพำอย่างหงุดหงิดพอหันไปมองโทรศัพท์ของบังกะโลก็พบว่ามันนอนแอ้งแม้งแตกเป็สองส่วนอยู่บนพื้นแล้วศิศิรามองตามสายตาของเขาไปก็หันมายิ้มแหยๆ ให้อย่างรู้สึกผิดชายหนุ่มส่ายหน้าน้อยๆ ก่อนบอก “เอาไว้ฟานกลับมาจากซื้อของแล้วผมจะยืมโทรศัพท์ของเขาให้คุณก็แล้วกันนะ” พูดไม่ทันขาดคำประตูห้องก็ถูกเคาะเป็จังหวะห้าครั้งซึ่งเป็การส่งสัญญาณระหว่างเขากับลูกน้องคนสนิทอัลแบร์โต้จึงลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูออกก็พบฟานบิเอโก้ยืนถือถุงพะรุงพะรังอยู่หน้าประตู“นายมาพอดีเลย ขอยืมโทรศัพท์หน่อยสิ”
“ถูกขโมยไปแล้วครับ” ฟานบิเอโก้บอกอย่างเซ็งๆ ขณะเดินเข้ามาในห้อง เขาส่งยิ้มและค้อมศีรษะให้ศิศิรานิดหนึ่งเป็เชิงทักทายก่อนจะวางข้าวของที่ซื้อมาลงบนโต๊ะ
“ทำไมถึงถูกขโมยได้ล่ะ” อัลแบร์โต้ถามด้วยสีหน้าเหมือนไม่อยากจะเชื่อ ก็ใครจะไปเชื่อล่ะว่าบอดี้การ์ดฝีมือดีเยี่ยมอย่างฟานบิเอโก้จะไม่รู้ตัวจนถูกขโมยโทรศัพท์ไปได้แบบนี้
“ผมเดินหาซื้อของตามที่เ้านายสั่งที่ตลาดคนมันเยอะมากแถมผมยังถือของเต็มสองมืออีกพอมารู้ตัวอีกทีโทรศัพท์ของผมที่ใส่อยู่ด้านหลังกระเป๋ากางเกงก็หายไปแล้วล่ะครับ” บอดี้การ์ดหนุ่มเล่าให้ฟังอย่างอับอายและนึกเจ็บใจหัวขโมยนักโชคดีที่ตอนนั้นเขาถือกระเป๋าตังค์เอาไว้อยู่เพื่อเตรียมจะจ่ายค่าของ ไม่อย่างนั้นกระเป๋าตังค์คงได้อันตรธานหายไปด้วยแน่ๆ
อัลแบร์โต้ฟังแล้วก็หัวเราะลั่นออกมาไม่ได้มีความใหรือเคร่งเครียดอะไรสักนิดเดียวเลยชายหนุ่มเดินเข้ามาตบบ่าผู้เป็ทั้งลูกน้องและเพื่อนด้วยหนักๆสองทีก่อนว่าเสียงกลั้วหัวเราะ “ฉันว่านายน่าจะกลับไปฝึกมาใหม่นะฟาน”เมื่อแซวลูกน้องจนพอใจแล้ว ชายหนุ่มก็หันไปพูดกับศิศิราบ้าง “เดี๋ยวคุณไปอาบน้ำแต่งตัวใหม่นะ แล้วค่อยออกมากินข้าวกัน เสื้อผ้าของคุณผมสั่งให้ฟานซื้อมาให้แล้ว” ว่าแล้วเขาก็รับถุงกระดาษจากมือลูกน้องมาส่งให้หญิงสาว “ส่วนเื่โทรหาพี่ชายของคุณ เอาไว้เราไปขอใช้โทรศัพท์ที่เคาน์เตอร์ของรีสอร์ตก็ได้”
“ขอบคุณค่ะ” ศิศิรารับถุงกระดาษมาแล้วลุกขึ้นเดินเข้าห้องน้ำไปทันทีเพราะเธออยากอาบน้ำเต็มทนแล้วและที่สำคัญเธอไม่อยากตกอยู่ในสภาพวาบหวิวต่อหน้าผู้ชายสองคนในห้องหับมิดชิดเช่นนี้อีกต่อไป
ทันทีที่ประตูห้องน้ำปิดลงฟานบิเอโก้ก็เอ่ยถามเ้านายขึ้นมาทันทีด้วยน้ำเสียงแ่เบาพอให้ได้ยินกันเพียงสองคนเท่านั้นเพราะเขาไม่้าให้เื่ที่คุยกันเล็ดลอดไปถึงหูของคนที่อยู่ในห้องน้ำ
“แล้วเราจะทำอย่างไรกันต่อไปครับ”
“เราจะขึ้นเหนือไปเชียงรายกัน” อัลแบร์โต้ตอบ ฟานบิเอโก้ขมวดคิ้วพลางมองเ้านายอย่างไม่เข้าใจชายหนุ่มจึงเอ่ยเสริมต่อไปอีก “คาริน่าอยากไปซ่อนตัวที่บ้านเกิดของเธอมากกว่าจะกลับสเปน”ความจริงแล้วอัลแบร์โต้เคยคิดจะพาศิศิราลงใต้ไปซ่อนตัวที่เกาะบ้านพักริมทะเลของมาร์โก้มากกว่าแต่เพราะไม่อยากไปรบกวน่ฮันนีมูนของพี่ชาย เขาก็เลยยอมทำตามแผนการของเธอ
“ทำไมพวกเราต้องไปส่งเธอด้วยล่ะครับเราน่าจะพาเธอกลับโรงแรมแล้วให้พวกบอดี้การ์ดของเธอดูแลต่อไปมากกว่านะครับ”
“ไม่ตอนนี้ฉันไม่ไว้ใจใครทั้งนั้นนอกจากตัวฉันและนาย”อัลแบร์โต้บอกเสียงจริงจังไม่แพ้แววตาฟานบิเอโก้นิ่งอึ้งไปมองสบตาเ้านายอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถอนใจยาวๆ ออกมาอย่างหนักใจไม่ใช่ว่าเขากลัวหรืออะไรแต่เพียงแค่เขาไม่อยากให้เ้านายเอาชีวิตไปเสี่ยงโดยใช่เหตุเท่านั้นทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็อะไรกันเลยพอคิดมาถึงจุดนี้แล้วบอดี้การ์ดหนุ่มก็นิ่งงันไปเล็กน้อยเนื่องจากไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ตัวเองคิดเลยแต่มันจะมีเหตุผลอะไรล่ะที่จะทำให้คนเรายอมเสี่ยงชีวิตเพื่อกันได้อีก
“ผมอยากให้เ้านายคิดให้ดีๆอีกครั้งนะครับ”
“ฉันคิดดีแล้วอย่างถี่ถ้วนด้วย ฉันจะช่วยเธอจนกว่าเธอจะปลอดภัยหรือไม่ก็ให้พี่ชายเธอมารับด้วยตัวเองแล้วนั่นแหละฉันถึงจะยอมวางใจ”
“ถ้าอย่างนั้นเราควรบอกให้พี่ชายเธอรู้”
“ก่อนออกเดินทางฉันจะให้เธอติดต่อไป”
ทั้งสองหนุ่มหยุดสนทนากันเมื่อประตูห้องน้ำถูกเปิดออกอัลแบร์โต้หันไปมองแล้วอดยิ้มขันไม่ได้เมื่อเห็นศิศิราเดินออกมาจากห้องน้ำด้วยชุดเสื้อยืดสีขาวสวมทับด้วยเสื้อเชิ้ตลายทางตัวใหญ่ๆเปิดอกกับกางเกงยีนเบอร์ใหญ่กว่าตัวไปสองเบอร์จึงต้องคาดทับด้วยเข็มขัดลักษณะตอนนี้ของเธอจึงเหมือนเด็กทอมบอยไม่มีผิดซึ่งหากจะให้เหมือนจริงๆคงต้องมัดผมยาวสลวยนั้นไว้แล้วสวมหมวกแก๊ปอำพรางแทน
หญิงสาวเห็นสายตาขบขันของอัลแบร์โต้ก็ชักเขินๆขึ้นมาก่อนจะถามอย่างกังวลนิดๆ
“ฉันดู...ตลกมากเลยเหรอคะ”
“เปล่าหรอกดูน่ารักแบบแปลกๆ ดีต่างหากล่ะ” เขาตอบเสียงกลั้วหัวเราะเธอย่นจมูกใส่แล้วถามอีกเสียงงอนๆ อย่างเคยตัว เพราะชอบทำแบบนี้กับครอบครัวบ่อยๆ
“นี่เป็คำชมหรือว่าคำด่ากันแน่คะ”
“ชมสิคุณแต่งตัวแบบนี้ก็ดูหล่อดีเหมือนกันนะ นี่ถ้ารวบผมขึ้นแล้วสวมหมวกแก๊ปอีกสักใบคุณคงเหมือนเด็กผู้ชายแน่ๆแต่เป็ผู้ชายที่หน้าหวานมากเชียวล่ะ”
ศิศิราหัวเราะเบาๆก่อนจะหยิบหมวกแก๊ปที่อยู่ในถุงกระดาษออกมาชูให้เขาดูอัลแบร์โต้หัวเราะตามแล้วหันไปเอ่ยชมลูกน้องคนสนิท
“นายนี่รอบคอบเหมือนเดิมเลยนะเอาล่ะ ผมขอตัวอาบน้ำก่อนนะ ถ้าคุณหิวละก็ทานข้าวต้มก่อนได้เลยไม่ต้องรอฟานซื้อมาให้คุณแล้ว เดี๋ยวพอพวกเราทานข้าวเสร็จจะออกเดินทางกันทันที”บอกแกมสั่งเสร็จชายหนุ่มก็คว้าถุงกระดาษที่มีเสื้อผ้าของตนเองเดินเข้าห้องน้ำไปบ้าง
เมื่อทั้งสามคนทานข้าวต้มเสร็จเรียบร้อยแล้วอัลแบร์โต้ก็ไปขอใช้โทรศัพท์ของทางรีสอร์ตพร้อมกับเช็กเอ้าท์ออกด้วยศิศิราจัดการโทรทางไกลหาพี่ชายอยู่หลายนาทีก็ไม่มีคนรับสาย ทั้งที่เบอร์นี่เป็เบอร์ส่วนตัวของอัลเฟรโด้แท้ๆ
“พอเถอะ เอาไว้โทรใหม่ก็ได้เวลาที่โน่นดึกมากแล้วนี่พี่ชายคุณคงนอนอยู่” อัลแบร์โต้บอกศิศิราเห็นด้วยจึงวางสายไป ชายหนุ่มเลยจัดการจ่ายค่าที่พักรวมถึงค่าเสียหายที่เกิดขึ้นภายในบังกะโลด้วยจากนั้นทั้งสามคนก็ขึ้นรถแล้วขับออกจากรีสอร์ตไปจุดมุ่งหมายของการเดินทางคือจังหวัดเหนือสุดของประเทศไทยโดยไม่รู้เลยว่าพอพวกเขาขับรถออกไปเท่านั้นก็มีโทรศัพท์กลับมาทันที