ที่มหาวิทยาลัย จณิสตากลายเป็เพื่อนร่วมเรียนของอธิบดีเกือบทุกคาบเพราะลงเรียนเหมือนกันหลายวิชา และชายหนุ่มหน้าหวานก็มีเพื่อนเพิ่มขึ้นอีกมาก ส่วนหนึ่งคือคนที่เป็เพื่อนของจณิสตาอยู่แล้ว เพราะเธอเรียนที่นี่มาก่อน และอีกส่วนหนึ่งคือเพื่อนที่เรียนด้วยกัน และกำลังจะทำงานกลุ่มร่วมกันอีกด้วย
“ออโต้ นายว่างานของอาจารย์ปนัดดา พวกเราจะไปทำกันที่ไหนดี” คณิตเดินมานั่งลงข้าง ๆ อธิบดีที่โต๊ะในโรงอาหาร เอ่ยถามถึงเื่งานกลุ่ม
“เราว่าก่อนอื่นพวกเราแบ่งหัวข้อกันไปหาข้อมูลก่อนดีกว่า อาทิตย์หน้าค่อยนัดเจอกัน เอาข้อมูลของแต่ละคนมาเรียบเรียง สรุปว่าจะนำเสนอออกมาแบบไหน แล้วค่อยหาที่รวมตัวไปน่าจะดีกว่ารึเปล่า” จณิสตาที่เดินตามหลังมาได้ยิน จึงเอ่ยเสนอความคิดของตัวเองขึ้น พร้อมกับหย่อนก้นนั่งลงฝั่งตรงข้ามกับสองหนุ่ม แล้วหันไปถามอีกสองสาวที่นั่งลงพร้อมกัน “...ขวัญกับเปิ้ลเห็นด้วยมั้ย”
“เห็นด้วยจ้า ดีเหมือนกันจะได้ไม่ต้องเสียเวลา” ขวัญอุษาพยักหน้าเห็นด้วย
“อือ ฉันก็เห็นด้วย” ปาริฉัตรเอ่ยรับด้วยเช่นกัน
“ถ้าเสียงส่วนใหญ่ว่าอย่างนั้น สองหนุ่มอย่างเราก็ไม่มีปัญหา ใช่มั้ยออโต้” คณิตหันมาตบบ่าหนุ่มหน้าหวานเอ่ยถามความคิดเห็นในท้ายประโยค
“อือ ได้หมดถ้าสดชื่น ฉันก็ไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว ว่าไงว่าตามกัน” อธิบดีเอ่ยตอบ ก่อนจะถามอะไรบางอย่างที่คาใจ “ว่าแต่พวกนายเดินผ่านช่องตึกนั้นมา เห็นอะไรผิดปกติรึเปล่าวะ”
“อะไรผิดปกติวะ ฉันไม่เห็นมีอะไร” คณิตถามกลับด้วยความสงสัย
“เออนั่นสิ” จณิสตาเองก็อยากรู้เช่นกัน
“ฉันเหมือนเห็นมีคนแอบอยู่มุมตึก พอฉันหันไปมอง ก็เห็นเหมือนเขารีบหลบเข้าข้างเสาไปเลย”
“ตาฝาดรึเปล่า...” คณิตถาม
“ปัญหาของคนหล่อมั้ง เลยมีคนแอบมอง” จณิสตาแย้มยิ้ม เอ่ยแซวเพื่อนไป และบอกข้อสันนิษฐานของตัวเองไปด้วย ก็เพื่อนของเธอหล่อจริง ๆ นี่นา ระดับที่เรียกว่าสามารถเดินเข้าวงการบันเทิงได้แบบสบาย ๆ เลยแหละ
“เออ ไม่มีใครเห็นก็ไม่เป็ไร สงสัยฉันจะตาฝาดไปจริง ๆ งั้นมาเข้าเื่งานกันดีกว่า ใครจะเอาหัวข้ออะไรว่ามา”
แล้วทั้งห้าคนก็คุยกันเื่งาน ก่อนจะได้ข้อสรุป และแยกย้ายจากกัน
ทางด้านทนายความฝีมือดีอย่างปกป้อง วันนี้ก็ได้สร้างความแปลกใจให้กับอรสุรางค์ เพื่อนร่วมงานสาวเป็อย่างมาก เนื่องจากปกติเพื่อนหนุ่มจะพยายามรักษาระยะห่างกับเธอ แต่วันนี้เขากลับเป็คนมาชวนเธอไปกินอาหารกลางวันด้วยกันเสียเอง ถึงแม้จะ แปลกใจแต่เธอก็ดีใจเป็ที่สุด หญิงสาวแอบชอบเพื่อนร่วมงานหนุ่มมานานแล้ว แต่เป็เพราะปกป้องเอง ที่ไม่เปิดโอกาสให้เธอได้พูดหรือแสดงออกถึงความรู้สึกที่มี จึงได้แต่เก็บงำไว้ภายในใจมาตลอด
“ป้องเสาร์นี้ว่างมั้ย” อรสุรางค์ตัดสินใจรวบรวมความกล้า เอ่ยถามชายหนุ่มเมื่อกลับเข้ามาในออฟฟิศ หลังจากที่ไปรับประทานอาหารกลางวันกันมา
“อือ ว่างอยู่นะ ออยมีอะไรรึเปล่าครับ” ปกป้องที่นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานของตนเอง หันไปตอบเ้าของคำถาม
“คือเสาร์นี้ทุกคนที่บ้านออยเขาจะไปเที่ยวตลาดน้ำกันหมด แต่ออยไม่อยากไป มันร้อน แล้วคนก็เยอะ เลยว่าจะชวนป้องไปเดินดูต้นไม้กัน ออยอยากจัดสวนที่บ้านใหม่น่ะ แต่ว่าไม่ค่อยมีความรู้เื่ต้นไม้ อยากให้ป้องช่วยไปแนะนำให้หน่อย จะได้มั้ยคะ” อรสุรางค์รู้ว่าปกป้องชอบต้นไม้ ชอบจัดสวน เพราะบ่อยครั้งที่เธอได้ยินชายหนุ่มพูดถึงเื่การซื้อต้นไม้และจัดสวนเองที่บ้าน จึงได้ใช้หัวข้อนี้เปิดทางให้ตนเอง
“อืม...เอาสิ ถ้าอย่างนั้นเสาร์นี้ผมไปรับออยที่บ้านก็ได้ สัก เก้าโมงดีมั้ย” คนถูกชวนคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ตอบตกลง พร้อมเสนอตัวเป็สารถีให้คนชวนอีกด้วย
“ได้ไงล่ะ เกรงใจป้องแย่เลย ให้ป้องมาช่วยงานแล้ว ยังจะให้ป้องลำบากขับรถไปรับออยอีกได้ไง เดี๋ยวออยขับรถไปรับป้องที่บ้านเองดีกว่า ป้องส่งโลเคชันให้ออยแล้วกันนะ เอาตามนี้นะ แล้วเจอกันพรุ่งนี้ ออยต้องรีบไปศาลก่อนแล้ว” พูดจบอรสุรางค์ก็รีบไปคว้ากระเป๋าเอกสารบนโต๊ะ แล้วเดินออกจากออฟฟิศไปทันที
อันที่จริงเธอก็ไม่ได้รีบอะไรขนาดนั้น เพียงแต่ว่าไม่อยากฟังคำปฏิเสธจากชายหนุ่ม เพราะเธอ้าอยากจะไปรู้จักบ้านของเขา ด้วยความเชื่อที่ว่าหากได้เข้าไปที่บ้านของเขาก็เท่ากับว่าความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขาได้ก้าวหน้าไปอีกหนึ่งขั้น
อธิบดีกำลังจะเดินออกไปรอรถที่ป้ายรถประจำทาง ระหว่างทางที่เดิน สายตาของใครสักคนก็เข้ามาก่อกวนความรู้สึกเขาอีกแล้ว ทั้งที่ชายหนุ่มพยายามจะไม่ใส่ใจ และคิดคล้อยตามความเห็นของจณิสตาที่บอกว่า ก็คงเป็สาว ๆ ทั่วไปที่ชื่นชมคนหน้าตาดีแอบมอง ทว่าความรู้สึกของเขามันกลับบอกว่าคนที่มองเขาอยู่ไม่น่าจะใช่บรรดาสาว ๆ ที่แอบมองคนหน้าตาดีทั่วไป ดังนั้นแทนที่ชายหนุ่มจะเดินต่อให้พ้นตึกเพื่อออกจากรั้วมหาวิทยาลัยไป เขาก็แอบหลบเข้าไปในตึกเรียนแทน และหลบอยู่ข้างกำแพงตึกด้านในนั่นเอง
“หายไปไหนแล้ววะ” เสียงพึมพำดังขึ้นจากนักศึกษาชายคนหนึ่ง ที่กำลังยืนอยู่ที่หน้าตึกเรียน หลังจากเดินเลยตึกไป แล้วก็เดินกลับมาที่หน้าตึกอีกครั้ง และตอนนี้เขาก็กำลังหันซ้ายหันขวากวาดสายตามองเหมือนกำลังหาใครอยู่
“มองหาใครอยู่เหรอ ใช่เรารึเปล่า” อธิบดีออกจากที่ซ่อนแล้วไปเอ่ยทักคนที่เขารู้สึกเหมือนเคยเห็นหน้ามาก่อน
“เออะ...เอ่อ...คือออ...” เสียงตอบอึกอักมาพร้อมกับอาการตะลึง
“นายใช่มั้ยที่คอยตามเรา แล้วก็คอยมองเราอยู่ตลอดน่ะ” อธิบดีเห็นอาการอึกอักของอีกฝ่าย ก็ยิ่งถามจี้ไปที่คนตรงหน้า
“คือ...”
“เราว่าหน้านายคุ้น ๆ ว่ะ เราเคยรู้จักกันมาก่อนรึเปล่า” อธิบดียังคงส่งคำถามให้คนตรงหน้าเพื่อคลายความสงสัย และความรู้สึก อึดอัดที่เกิดขึ้นกับเขา เริ่มั้แ่ที่เขาเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยแห่งนี้
นักศึกษาชายมองหน้าอธิบดีนิ่ง ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างตัดสินใจ แล้วเอ่ยตอบออกมา
“ใช่ เราสองคนเคยเจอกันมาก่อน กูชื่อต้อม เป็คนที่มึงช่วยเอาไว้จากเด็กช่างเมื่อหลายเดือนก่อน มึงจำได้รึเปล่า” ปกรณ์เอ่ยแนะนำตัวเองในที่สุด
“อ้อ ถึงว่าทำไมกูถึงได้คุ้นหน้ามึงนัก แล้วมึงไม่ได้เรียนอยู่ที่ชลบุรีเหรอ ทำไมมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ” เมื่อพบว่าเป็คนที่เคยช่วยไว้ สรรพนามที่ดูเป็ทางการก็เปลี่ยนไปทันที
“กูจบปวส.ก็เลยมาต่อที่นี่แหละ ไม่คิดว่าจะได้เจอมึง” ดวงตาคู่คมช้อนมองใบหน้าหวานของคนตรงหน้า ก่อนจะเอ่ยต่อเสียงเบากว่าเดิม “แม่งเหมือนพรหมลิขิตเลยเนอะ”
ประโยคสุดท้ายทำให้อธิบดีรู้สึกแปลก ๆ เพราะมันไม่น่าจะใช่ประโยคที่ผู้ชายจะพูดให้กัน จึงได้รีบพูดแก้
“พรหมลิขิตอะไรเล่า อย่างนี้เขาเรียกว่าทฤษฎีโลกกลมโว้ย นี่มึงตามกูมาั้แ่ที่เปิดเทอมใหม่ ๆ เลยใช่มั้ยเนี่ย” อธิบดีส่งคำถามเพื่อคลายความสงสัย ว่าคนตรงหน้าจะเป็เ้าของสายตาที่ทำให้รู้สึกเหมือนถูกจ้องมองอยู่บ่อยครั้งหรือเปล่า
“เปล่า...”
“หืม?...” ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะเข้าใจผิด
“กูเคยเจอมึงที่สวนสาธารณะเล็ก ๆ ก่อนถึงจตุจักรนั่นแล้ว แต่ว่าตอนนั้นเห็นหน้าไม่ชัด เลยตามเพื่อจะหามุมดูหน้ามึงให้ชัด พอแน่ใจว่าใช่ กำลังจะเข้าไปทัก มึงก็รีบเดินออกจากสวนไปซะก่อน แล้ว กูก็ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะได้เจอมึงที่นี่อีก”
“แล้วจะมัวมาแอบตามทำไมวะ ทำไมไม่เข้ามาทักดี ๆ ทำเป็ไอ้พวกโรคจิตไปได้”
“กู...กำลังคิดอยู่”
“คิดอะไรวะ?” อธิบดีเอียงคอถามคนตรงหน้าด้วยความสงสัย
“กู...เห็นมึงเดินกับผู้หญิง”
“แล้ว?”
“กูก็คิดอยู่ว่ามึงจะชอบผู้หญิง”
“กูจะชอบผู้หญิงหรือผู้ชาย แล้วมันเกี่ยวอะไรกับที่มึงจะมาทักกันดี ๆ วะ”
“ก็ถ้ามึงชอบผู้หญิง กูก็ว่าจะถอยแล้วตัดใจ ไม่เข้าไปยุ่งกับมึง แต่ถ้ากูแน่ใจว่ามึงชอบผู้ชายได้ กูก็จะเข้าหามึง เพราะนั่นหมายความว่ากูจะจีบมึง”
“...” คำตอบของคนตรงหน้าทำเอาอธิบดียืนอึ้ง ทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ
“แต่มึงมาจับได้ซะก่อน เพราะฉะนั้นไม่ว่ามึงจะชอบผู้หญิงหรือผู้ชาย กูก็จะจีบมึงละนะ”
“เฮ้ย! อะไรของมึงวะ เพิ่งเจอหน้ากันได้สองครั้ง มึงก็จะจีบกูเนี่ยนะ” อธิบดีหน้าเหวอกับคำตอบที่ได้ฟัง
“นั่นมึงไง แต่กูเห็นมึงมานานแล้ว เห็นั้แ่ไปนอนเจ็บอยู่ต่อหน้ามึงที่ชลบุรี แล้วพรหมลิขิตก็ให้กูมาเจอมึงอีกครั้งที่กรุงเทพฯ ในสวนสาธารณะนั่น ตอนนั้นกูยังไม่แน่ใจว่าจะได้เจอมึงอีกรึเปล่า จนกระทั่งมาเจอว่าเราเรียนที่นี่เหมือนกัน” ปกรณ์อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น “ในเมื่อพรหมท่านลิขิตไว้ เพราะงั้นกูก็ตัดสินใจแล้ว ว่ากูจะจีบมึงั้แ่ตอนนี้เลย แต่ก่อนอื่นกูต้องขอบใจมึงมาก ที่วันนั้นใจดีช่วยกูเอาไว้ ทั้งที่มึงจะปล่อยกูให้นอนอยู่กับพื้นรอไอ้พวกเวรนั่นมากระทืบก็ได้ แต่มึงเลือกที่จะพากูหนีไอ้พวกเวรนั้นไปด้วยกัน”
“อือ เื่นั้นช่างมันเหอะ ถึงไม่ใช่มึงกูก็ช่วยอยู่ดี มึงไม่ต้องถือเป็บุญคุณจนเอามาจีบกูหรอก กูว่ามึงไปหาคนอื่นจีบเหอะ มึงกับกูเป็เพื่อนกันก็พอ เอาไว้เจอกันใหม่ วันนี้กูไปละ” อธิบดีตบไหล่คนตรงหน้าเบา ๆ ก่อนจะเดินเบี่ยงคนที่ตัวใหญ่กว่าออกไป เพื่อจะไปรอรถตามที่ตั้งใจไว้ตอนแรก
“เดี๋ยวสิวะ จะชิ่งกันอย่างนี้ได้ไง กูเป็ประเภทพูดคำไหนคำนั้นซะด้วยสิ มึงจะไปรอรถใช่มั้ย กูไปรอเป็เพื่อน” ปกรณ์จะไม่ปล่อยให้คนหน้าหวานจากไปเฉย ๆ แน่นอน อย่างน้อยวันนี้เขาต้องได้อะไรติดมือมาบ้างแหละ จะเบอร์โทร จะไลน์ หรือแอดเพื่อนในเฟซก็ยังดี
----------------------------------------------
เื่นี้มีเป็อีบุ๊กแล้วนะคะ สนใจอ่านกันยาว ๆ แบบไม่สะดุด สามารถไปหาโหลดได้ที่ www.mebmarkert.com พิมพ์ชื่อเื่ หรือ ลูกตุ้มเงิน แล้วกดค้นหาได้เลยค่ะ