ตอนที่ 51 อย่าหาเรื่อง
เหลยจินและลูกน้องของเขานั่งรอเฉินอันหลานอยู่ในรถตลอดทั้งวัน แต่กลับไม่เห็นรถของคุณชายสามขับออกจากโรงแรมแม้แต่เงา จนกระทั่งถึงตอนนี้ที่เป็นเวลาสี่ทุ่มกว่า ๆ แล้ว เหลยจินที่เริ่มรู้สึกเอะใจกับอะไรบางอย่างจึงได้ตัดสินใจให้คนที่เหลือเฝ้าอยู่ที่นี่ ส่วนตัวเองก็พาลูกน้องอีกสองคนเดินเข้าไปดูสถานการณ์ในโรงแรม พวกเขาลงลิฟต์มาจนถึงลานจอดรถชั้น A ที่เหลยจินนำรถของเฉินอันหลานมาจอดเอาไว้ แต่หลังจากพบว่ารถคันนั้นยังคงจอดนิ่งอยู่ที่เดิม คนทั้งหมดจึงกดลิฟต์ขึ้นไปยังชั้นที่พักของคุณชายแล้วลงมือเคาะประตูทันที ทว่าเคาะอยู่นานสองนานก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะมีใครมาเปิดประตูให้ และก็เป็นในตอนนั้นเองที่ลูกน้องคนสนิทของเฉินหยินชิงค้นพบว่าตนเองถูกน้องชายของเจ้านายต้มจนเปื่อยเสียแล้ว รถยนต์ของคุณชายสามที่เจ้าตัววานให้เขาไปขับมาจอดทิ้งไว้ให้เป็นแค่ตัวล่อเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจเท่านั้น ครั้งนี้พวกเขาพลาดเพราะมัวแต่ให้ความสนใจกับรถคันนั้นว่าเมื่อไหร่จะขับออกมา นึกไม่ถึงว่าคุณชายของพวกเขาจะสามารถออกจากโรงแรมไปได้โดยที่เหลยจินและพวกไม่ทันรู้ตัว“พี่จิน เราจะทำยังไงกันดีครับ?”“จะทำยังไงได้ล่ะ ก็ออกตามหาสิ”“งั้นผมไปแจ้งคนอื่น ๆ ที่เหลือก่อนนะครับ”“ให้ไวเลย”หลังจากลูกน้องทั้งสองเดินออกไปแล้ว เหลยจินก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อโทรรายงานเฉินหยินชิงในทันที หลังจากอธิบายเรื่องราวคร่าว ๆ ให้เจ้านายได้ฟังแล้ว เหลยจินก็ได้ยินปลายสายสาดเสียงด่าทอด้วยความโกรธเกรี้ยวมาตามสายโทรศัพท์ กระทั่งคนเป็นลูกน้องให้คำมั่นกับเจ้านายว่าตนจะรีบพาเฉินอันหลานกลับมาให้ได้ เมื่อนั้นโทสะของเจ้านายจึงพอจะทุเลาลงได้บ้างหลังจากเฉินหยินชิงวางสายไปแล้ว เหลยจินก็เตรียมตัวจะออกไปตามหาเฉินอันหลานด้วยความรีบร้อนในทันที แต่แล้วในตอนนั้นเองสายตาของเขาก็ได้ปะทะเข้ากับหมิงจวงที่กำลังเดินมาทางนี้พอดี จากประสบการณ์ที่ถูกอีกฝ่ายสั่งสอนอย่างหนักหน่วงบนเรือเมื่อคราวก่อนทำให้เหลยจินรู้สึกตื่นตกใจอย่างช่วยไม่ได้ เขารีบเปิดทางให้คนที่กำลังเดินเข้ามาผ่านไปแต่โดยดีหมิงจวงเดินตรงเข้ามาคล้ายมองไม่เห็นใครอีกคนและมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้อง 1809“คือ…” เมื่อเห็นหมิงจวงกำลังจะสแกนคีย์การ์ดเพื่อเข้าไปในห้อง เหลยจินจึงได้เอ่ยเรียกอีกฝ่ายไว้คีย์การ์ดที่อยู่ในมือของหมิงจวงชะงักค้างไป ชายหนุ่มผินหน้ากลับมามองเหลยจินที่ยืนอยู่อีกทางหลังจากนิ่งไปชั่วครู่เหลยจินที่เดิมทีคิดจะถามข่าวคราวของเฉินอันหลานจากหมิงจวงเปลี่ยนใจในทันทีหลังจากเห็นสายตานั่น กอปรกับที่ชายหนุ่มรู้สึกเป็นกังวลว่าการแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปอาจไม่เป็นผลดีกับเฉินอันหลาน เขาจึงได้โบกมือไปมาตรงหน้าอีกฝ่ายพร้อมกับแย้มรอยยิ้มแล้วกล่าว“ไม่มีอะไร”หมิงจวงชำเลืองมองเหลยจินเล็กน้อยโดยไม่พูดอะไร จากนั้นจึงแตะคีย์การ์ดแล้วเปิดประตูเข้าไปในห้อง“เป็นคนแปลก ๆ ทั้งคู่เลย…”เหลยจินรู้สึกเป็นกังวลที่คนพวกนี้ยังคงวนเวียนอยู่แถวนี้ ตอนอยู่บนเรือพวกเขาก็เป็นเพื่อนข้างห้องของเฉินอันหลาน ตอนนี้เข้ามาในเมืองหวากังก็ยังมาอยู่ห้องตรงข้ามอีก ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเฉินอันหลานโชคไม่ดี หรือว่าคนพวกนี้จงใจกันแน่…เหลยจินไม่อาจคาดเดาคำตอบของคำถามนั้นได้ และเขาก็ไม่มีเวลามานั่งคาดเดาเรื่องเหล่านี้แล้วด้วย หลังจากยืนอยู่หน้าประตูและพึมพำอยู่กับตัวเองพักหนึ่ง เหลยจินก็รีบร้อนเดินออกไปในทันทีเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าด้านนอกประตูจากไปด้วยความรีบร้อนแล้ว หมิงจวงที่นั่งอยู่หลังบานประตูจึงได้ลุกขึ้นยืนแล้วเดินตรงไปที่ห้องอ่านหนังสือ‘ก๊อก ก๊อก ก๊อก’“นายน้อยครับ นี่ผมเอง หมิงจวง”“เข้ามา”หมิงจวงเปิดประตูเข้าไปในห้องอ่านหนังสือ ภายในห้องเขาเห็นลานเซลอตที่กำลังอ่านเอกสารอยู่ที่โต๊ะทำงาน ห่างจากเจ้านายของเขาไปไม่ไกลนักคือเว่ยเชียนเฉินที่นั่งอยู่บนโซฟาและกำลังส่งสายตาร้องขอความช่วยเหลือมาทางเขาอย่างสุดชีวิตหมิงจวงสาวเท้าเข้าไปในห้อง ชายหนุ่มเห็นโต๊ะกระจกตัวหนึ่งที่วางอยู่ด้านหน้าเพื่อนสนิท บนโต๊ะตัวนั้นเต็มไปด้วยเศษเปลือกลูกอมและก้านพลาสติกวางอยู่เกลื่อนกลาด นอกจากนี้บนโซฟาที่เว่ยเชียนเฉินนั่งยังมีถุงพลาสติกใบใหญ่ซึ่งภายในบรรจุอมยิ้มจำนวนมากวางอยู่อีกถุง“เสี่ยวหมิงหมิง…” เป็นเสียงของเว่ยเชียนเฉินที่ร้องขอความช่วยเหลือจากหมิงจวงหมิงจวงจ้องมองเว่ยเชียนเฉินที่ริมฝีปากมันวาวและบวมเจ่อ ชายหนุ่มแทบไม่ต้องเดาเลยว่าเพื่อนสนิทคงจะถูกนายน้อยลงโทษอีกแล้ว แต่ดูเหมือนครั้งนี้จะค่อนข้างหนักหน่วงไปสักหน่อย ปากของเว่ยเชียนเฉินตอนนี้แทบไม่สามารถอ้าออกได้แล้วหลังจากกินอมยิ้มเข้าไปในปริมาณที่มากขนาดนั้น หมิงจวงเดินผ่านหน้าเว่ยเชียนเฉินไป เขานำเอกสารที่อยู่ในมือยื่นให้กับลานเซลอตพร้อมกับโค้งหัวให้ด้วยความเคารพแล้วจึงเอ่ยปาก“นายน้อยครับ ทางนั้นตอบรับแล้วครับ ไม่มีปัญหาอะไร เจสันให้คำมั่นมาทางโทรศัพท์ว่าเขาจะจัดการเรื่องลูกสาวของเขาให้เรียบร้อย เขาขอให้ผมบอกเรื่องนี้กับนายน้อยครับ และขอให้นายน้อยโปรดวางใจ”ลานเซลอตพิจารณาเอกสารที่อยู่ในมือเงียบ ๆ ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองลูกน้องคนสนิทที่กำลังยืนรายงานอยู่หมิงจวงชำเลืองมองไปทางเว่ยเชียนเฉินที่นั่งเงียบมาพักใหญ่แล้ว จากนั้นจึงเอ่ยเปิดประเด็นใหม่ขึ้น“นายน้อยครับ มีอีกเรื่องครับ”“ว่ามา”“ตอนที่ผมกำลังจะกลับห้อง ผมได้ยินเหลยจินโทรหาคุณชายรองตระกูลเฉิน ท่าทางของเขาดูเป็นกังวลมากทีเดียวครับ ดูเหมือนว่าจะเกี่ยวข้องกับห้องตรงข้าม”ห้องตรงข้าม?ลานเซลอตชะงักไปหลังจากได้ยินประโยคนั้น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับหมิงจวงที่ยืนอยู่ด้านหน้า พร้อมกับดวงตาที่หรี่แคบลง“เขาออกไปแล้วเหรอ?”“น่าจะเป็นอย่างนั้นครับ ไม่งั้นเหลยจินคงไม่มีท่าทีร้อนรนขนาดนี้” หมิงจวงกล่าว เขาชำเลืองไปทางเว่ยเชียนเฉินเล็กน้อยก่อนที่เสียงของเขาจะขาดห้วงไป และเริ่มเอ่ยขึ้นอีกครั้งหลังจากนั้น“คุณชายสามของตระกูลเฉินแค่ออกไปข้างนอก แต่คุณชายรองตระกูลเฉินกลับโมโหเหลยจินเป็นฟืนเป็นไฟผ่านสายโทรศัพท์ มิหนำซ้ำเหลยจินยังรับปากเจ้านายซ้ำ ๆ ว่าจะหาตัวคุณชายเฉินให้พบ ผมว่าเรื่องนี้ไม่ปกติครับ นายน้อยอยากจะให้ผมลองตรวจสอบดูไหมครับ?”“มันอาจจะเป็นเรื่องภายในของตระกูลเฉิน”“สินค้าบางส่วนบนเรือที่หายไป ไม่แน่ว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับตระกูลเฉินก็ได้นะครับ?”“หือ?”“บางทีเราอาจจะพบอะไรบางอย่างจากเบาะแสนี้ก็เป็นได้ครับ”ลานเซลอตเงียบไปพักหนึ่ง จากนั้นจึงปิดเอกสารในมือลงและออกคำสั่งให้หมิงจวงไปสืบเรื่องนี้มาให้ได้ หมิงจวงถือโอกาสหาข้ออ้างช่วยเว่ยเชียนเฉินว่าเขามีความสามารถด้านคอมพิวเตอร์ ซึ่งจำเป็นอย่างมากในการใช้ระบุพิกัดของเฉินอันหลาน ลานเซลอตถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยปากอนุญาตให้หมิงจวงพาคู่หูของเขาออกไปได้ทันทีที่ก้าวขาออกมาจากห้องอ่านหนังสือได้ เว่ยเชียนเฉินก็รีบพุ่งตรงไปที่ห้องอาบน้ำแล้วเปิดก๊อก จากนั้นจึงใช้ปากรองน้ำที่ไหลออกมาอย่างรวดเร็วหมิงจวงเดินไปนั่งที่อีกฝั่ง เขากอดอกและจ้องเขม็งไปทางเว่ยเชียนเฉิน จากนั้นจึงเปิดปากพูด“ทำไมนายคอยจ้องแต่จะหาเรื่องเฉินอันหลานได้ทั้งวัน?”“ฉันแค่ทนดูหน้าหมอนั่นไม่ได้” เว่ยเชียนเฉินพูดด้วยความโกรธ“เขาทำให้นายไม่พอใจที่ตรงไหน?”“ก็แล้วเขามีค่าที่ตรงไหน นายถึงต้องมาพูดเพื่อเขา!?”“ฉันไม่ได้พูดเพื่อเขา ฉันแค่เตือนนายแทนนายน้อย อย่าไปหาเรื่องกับเขาอีก” หมิงจวงหยิบผ้าขนหนูขึ้นมาและยื่นมันให้กับเว่ยเชียนเฉินที่กำลังล้างปากตัวเองอยู่ “นายน้อยกำลังสนใจเขาอยู่ นายควรจะจำใส่ใจไว้”“เพราะงั้นนายถึงได้จงใจยุให้นายน้อยตามหาไอ้ไก่อ่อนนั่น เดี๋ยวนะ…” เว่ยเชียนเฉินคล้ายนึกเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้ เขาหยุดล้างปากตัวเองและยืนนิ่งอยู่หน้าอ่างล้างหน้าพักใหญ่ จากนั่นจึงค่อย ๆ หันกลับมามองหน้าหมิงจวง“อย่าบอกนะว่าคนที่อยู่ในห้องของนายน้อยคืนนั้นคือเขา…”“พึ่งรู้หรือไง?”“…”เว่ยเชียนเฉินรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย หลังจากนั้นเว่ยเชียนเฉินก็หยิบผ้าขนหนูจากมือของหมิงจวงไปเช็ดปากตัว เช็ดไปได้สักพักก็นึกเรื่องที่ทำให้ตกใจได้อีกเรื่องงั้นไอ้ไก่อ่อนก็เป็นโอเมก้าน่ะสิ!?“ถ้านายล้างเสร็จก็ออกไปหาคนกันได้แล้ว”“นายจะไปหาใคร?”“จะใครอีกล่ะ ถ้าไม่ใช่เฉินอันหลาน”เว่ยเชียนเฉินไม่พูดพร่ำทำเพลงอีกต่อไป เขาจัดการโยนผ้าขนหนูในมือทิ้ง จากนั้นจึงรีบเดินตามหมิงจวงออกไปทำงาน