1 ชั่วยามผ่านไป
เจียวมี่ก็เดินนวยนาดมาหยุดที่ประตูหน้าห้องฝึกรับแขก
“สองคนนั้นเป็อย่างไรบ้าง”
นางเอ่ยถามผู้คุมซ่องสองนายที่เฝ้าห้องนี้เอาไว้
“เสียงเงียบไปนานแล้วขอรับคาดว่าคงจะนอนกระเส่ากอดกันกลม”
ผู้คุมซ่องนายหนึ่งรีบเอ่ยรายงานยิ้มๆเพราะตลอดระยะเวลาที่เขายืนเฝ้าอยู่ด้านนอกนั้นได้ยินเสียงกรีดร้องของทั้งคู่ดังเป็ระยะๆ อีกทั้งยังมีเสียงโครมครามแววมาให้ได้ยินไม่ขาดสาย และเพิ่งเงียบเสียงลงไปราว ๆครึ่งชั่วยามก่อนที่นายหญิงจะมาถึง
เจียวมี่พยักหน้ารับทราบแล้วปรายตาส่งสัญญาณให้ผู้คุมซ่องเปิดประตู
แอ๊ด.........
ภาพแรกที่ปรากฏสู่สายตาของเจียวมี่คือเหมยฮวานั่งอย่างหมดอาลัยตายอยู่ที่โต๊ะ ผมเผ้ายุ่งเหยิงแต่เสื้อผ้ามิได้หลุดลุ่ยแต่ประการใดคิ้วที่บรรจงวาดจนสวยขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัย
“เหมยฮวา เ้าสอนงานเฉินเฉิงเรียบร้อยแล้วรึ”
“จะสอนได้อย่างไร บุรุษโฉมงามของท่านเอาแต่วิ่งหนีข้าข้าจนปัญญาที่จะสอนเขาแล้ว”
เหมยฮวาตอบด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยนางเคยเป็สตรีอันดับหนึ่งในหอคณิกามาก่อน จากนั้นก็ผันตัวมาเป็ครูฝึกเื่บนเตียงให้กับบรรดาบุรุษหนุ่มของหอไซ้ยเกอผู้ชายผ่านมือนางมานับพันคาดไม่ถึงว่าวันนี้จะถูกเด็กหนุ่มปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมฉีกหน้าเอาเสียได้
“แม้แต่เ้าก็ปราบเขาไม่ได้เชียวรึ”
เจียวมี่โพล่งออกมา
เหมยฮวาพยักหน้ายอมรับความพ่ายแพ้อย่างสิ้นท่าเจียวมี่ถึงกลับเอามือลูบอกแล้วสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อระงับความโกรธพลางปลอบตนเองว่า หากอยากได้เพชรดีไว้ประดับหอต้องใจเย็น ๆ
“แล้วเ้าเด็กหนุ่มนั่นอยู่ที่ใด”
“ตรงนู้น”
เหมยฮวาชี้มือไปที่หน้าต่าง
เจียวมี่เบิกตากว้างแล้วเอ่ยเสียงดังลั่นด้วยความตื่นตระหนกว่า
“เ้าอย่าบอกนะว่ามันะโลงจากหอตายไปแล้ว !”
“ไม่ใช่ท่านมาดูนี่”
เหมยฮวาลากมือแม่เล้ามาที่หน้าต่างแล้วชี้ให้ดูบุรุษในอาภรณ์หลุดลุ่ย ยืนอยู่บนหลังคาชั้นสอง พลางเกาะขอบหน้าต่างชั้นสามของหอเอาไว้แน่น
“เ้าลงไปทำอะไรรีบขึ้นมาเดี๋ยวนี้นะ”
คราวนี้นางโกรธจนควันออกหูแล้วจริง ๆ นางหมดเบี้ยไปกับบุรุษรูปงามผู้นี้ไปมากโข แต่เขากลับไม่เชื่อฟังนางแม้แต่น้อยและหากเขาผลัดตกลงไปตาย ชื่อเสียงหอไซ้ยเกอจะเสื่อมเสียแค่ไหนชาวบ้านต้องเอานางไปวิจารณ์แน่ ๆ ว่า บังคับบุรุษให้ขายตัว !
“ข้าไม่ขึ้น....จนกว่าท่านจะรับปากว่า จะไม่ให้ข้าทำงานรับแขกเป็อันขาด”
เฉินเฉิงตะเบ็งเสียงตอบกลับมาเขายอมตายดีกว่ายอมนอนกับสตรีหนังหย่อนหน้าเหยี่ยวเ่าั้ ! แม้ในชาติภพที่แล้วเขาจะเป็ฮ่องเต้ที่ลุ่มหลงในอิสตรีมีสนมนับพันก็เถอะ แต่อย่างน้อยพวกนางก็เป็หญิงงามทั้งสิ้น ไม่เหี่ยวไม่หย่อนเหมือนสตรีที่มาเยือนที่หอนี้
“เฉินเฉิง! เ้าอย่าได้คืบแล้วจะเอาศอก !”
เจียวมี่ชี้นิ้วไปที่เฉินเฉิงด้วยความเกรี้ยวกราดจากนั้นก็ระบายโทสะออกมาเป็คำพูดว่า
“ผอมบางเช่นเ้าแม้แต่แรงฆ่าไก่สักตัวยังไม่มีมีดีอย่างเดียวก็แค่รูปโฉม ข้าให้เ้ารับแขกก็ถือว่าเมตตาเ้ามากแล้ว ที่สำคัญบุรุษรับแขกสมัยนี้ล้วนมีหน้ามีตาทั้งสิ้นเป็รองก็เพียงแค่ชายบำเรอของจักรพรรดินีก็เท่านั้น”
“....ชายบำเรอ...จักรพรรดินี .... ก็คือ สามีที่คอยปรนนิบัติเฟิ่งอี๋นะสิ...”
เฉินเฉิงพึมพำเบาๆ อย่างครุ่นคิดบางอย่าง
“บุรุษอ่อนแอเช่นเ้าถ้าข้าไม่เก็บมาดูแลเ้าก็ตายอยู่ข้างถนนไปแล้ว”
เสียงเจียวมี่หวีดแหลมขึ้นแต่เฉินเฉิงยังคงจมอยู่กับความคิดของเองจึงไม่รับรู้ว่านางพูดว่าอะไรจึงยังคงนิ่งเฉยไม่โต้ตอบอันใด แม่เล้าเห็นดังนั้น ยิ่งเดือดดาลมากขึ้นจึงตวาดขึ้นอีกว่า
“เ้าหูหนวกรึไง!”
“ข้าจะเป็ชายบำเรอของจักรพรรดินี !”
เฉินเฉิงโพล่งในสิ่งที่เขาคิดออกมา
บรรดาผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์นิ่งชะงักไปชั่วครู่เจียวมี่ที่ยังโมโหไม่หายจึงถลึงตาใส่เขา แล้วปรามาสต่อไปว่า
“ขอทานข้างถนนเช่นเ้าแม้แต่เอามือไปแตะที่กำแพงวังหลวงยังไม่ได้เลย แล้วจะเอาสิทธิ์อะไรไปเป็ชายบำเรอจักรพรรดินีฝัน....”
“ข้าเป็หลานแม่ทัพหลี่!”
เฉินเฉิงะโขัดขึ้นมาประโยคเดียวเจียวมี่ถึงกับหุบปากแทบไม่ทัน นางตาโตเอ่ยคล้ายคนติดอ่างในฉับพลันว่า
“เมื่อกี้เ้าว่าอะไรนะ”
“ข้าเป็หลานแม่ทัพหลี่ด้วยศักดิ์นี้คงจะเพียงพอให้มีสิทธิ์เป็ชายบำเรอในวังหลวงได้กระมัง”
เฉินเฉิงตอบชัดถ้อยชัดคำแววตาของเขาเริ่มมีประกายแวววาวขึ้นมาบ้างแล้ว ส่วนบรรดาผู้ที่อยู่ในหอไชยเกอต่างสบตากันไปมา
...............................................................................