ตอนที่ 3
ตระกูลเฉินมาเยือน
ห้วงความคิดของหานเฟิงนึกย้อนไปถึงวันวานในชีวิตที่แล้ว
ณ ห้องแห่งนี้ บนผ้าปูเตียงผืนนี้ ที่มีตัวมันในวัยสิบเจ็ดสิบแปดนอนคร่อมทับอยู่เหนือเรือนร่างอันเปลือยเปล่าของหญิงสาว
เป็ภาพฉากการร่วมรักระหว่างมันกับนางอย่างหิวกระหาย ทั้งยังดุดันรุนแรงยิ่ง จนบางครั้งบางคราที่นางเ็ปจนต้องหลั่งน้ำตา แต่มันก็หาได้เคยใส่ใจ เพราะหนึ่งนั้นเป็นางไม่อ้อนวอนร้องขอ และสองเป็มันเห็นว่านางที่ได้ตบแต่งเข้ามาเป็ภรรยาก็เพียงแค่สิ่งบำเรอความใคร่ในกามารมณ์ของมัน
หาได้จำเป็ต้องใส่ใจ ว่านางจะรู้สึกเช่นไร
เพียงสิ่งเดียวที่มันจะมอบและแสดงออกต่อนางคือความกระหายใคร่ ก็มิแปลก เพราะนางนั้นรูปร่างหน้าตางดงามยิ่ง งดงามจนเกินกว่าที่จะนำสตรีใดมาเปรียบ กระทั่งในชีวิตที่แล้วของมัน ที่แม้จะผ่านไปอีกเนิ่นนานหลายหมื่นปีก็ยังไม่อาจมองหาสตรีที่สามารถเทียบเคียงได้กับความงดงามของนาง
นางเรียกว่าเฉินเสวี่ยเอ๋อร์ เป็บุตรีคนที่สามของตระกูลเฉินหนึ่งในสี่ตระกูลผู้ทรงอิทธิพลแห่งเมืองเมฆาคล้อย จะกล่าวไปนางกับมันมีพันธะหมั้นหมายกันั้แ่ครั้งที่มีอายุได้เพียงแค่สิบสองขวบ เป็การสมรสเพื่อผูกสัมพันธ์ระหว่างสี่ตระกูลใหญ่ ทุกๆรุ่นจะมีการสมรสเช่นนี้เรื่อยมา
แต่อันที่จริง คู่สมรสของมันต้องมิใช่เสวี่ยเอ๋อร์ ที่ผู้ใหญ่ทางฝ่ายของมันไปทาบทามสมควรต้องเป็บุตรีคนรองเฉินเยว่ซิน ที่เกิดก่อนเสวี่ยเอ๋อร์ได้ไม่นาน หากทางตระกูลเฉินมิยอมยกให้ เป็เพราะตัวมันในตอนนั้นเริ่มมีชื่อเสียงในทางที่ไม่ดีขึ้นมาแล้ว ไม่ว่าจะเื่การจับจ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย ทั้งเื่ความเกียจคร้านในหน้าที่การงานและการฝึกปรือ ทั้งไหนจะเื่ที่ชอบวางอำนาจบาตรใหญ่ต่อผู้คน จะกล่าวไปตัวมันยังถูกเรียกหากันอย่างลับๆจากผู้คนในเมืองว่า “ ขยะแห่งตระกูลหลี่” และด้วยเหตุผลนานับประการข้างต้น ตระกูลเฉินจึงเลือกที่จะยกเฉินเสวี่ยเอ๋อร์ บุตรสาวอันเกิดจากอนุภรรยาที่เสียชีวิตไปั้แ่ครั้งที่หญิงสาวอายุได้เพียงแค่ห้าขวบปีให้กับมันแทน
ทว่า เฉินเสวี่ยเอ๋อร์ที่นอกจากกำพร้ามารดาั้แ่เด็ก นางยังมีร่างกายที่ไม่ค่อยแข็งแรง นางเจ็บป่วยด้วยโรคความเย็นที่รักษาไม่หาย นางไม่อาจฝึกตน จึงเป็ได้แค่หญิงสาวธรรมดา หากยังคงเป็หญิงสาวธรรมดาที่หน้าตาสะสวยงดงามยิ่ง งดงามจนทำให้ผู้เป็พี่สาวต่างมารดารู้สึกอิจฉา จนมักจะสรรหาวิธีการต่างๆนานามากลั่นแกล้งนางอยู่เป็ประจำ
ชีวิตของเสวี่ยเอ๋อร์ในตระกูลเฉินจึงนับได้ว่าน่าเวทนาสงสารนัก มารดาก็เสียชีวิต บิดาก็ไม่ค่อยเหลียวแล พี่น้องก็ยังไม่ค่อยจะรักใคร่ กระทั่งข้ารับใช้ก็ยังคล้ายว่าจะเฉยชาต่อนาง และด้วยสภาพแวดล้อมเช่นนั้น จึงบ่มเพาะให้นางกลายเป็คนเงียบๆ ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจา ทั้งยังไม่ชอบที่จะแสดงออกทางอารมณ์
กระทั่งที่หญิงสาวอายุได้สิบเจ็ดก็ตบแต่งเข้าสู่ตระกูลหลี่ นางจึงคล้ายจะมีชีวิตที่ดีขึ้น บิดามารดาของหานเฟิงสนใจใส่ใจรักใคร่ในตัวนาง เมื่อรู้ว่านางป่วยก็สรรหาอาหารเสริมยาบำรุงมาให้ กระทั่งยังตามหาหมอเก่งๆมาตรวจดูอาการป่วยให้กับนางอยู่เป็ประจำ นางมีชีวิตความเป็อยู่ที่ดียิ่ง มีความสุขยิ่ง หากจะถามหาความทุกข์เพียงหนึ่งเดียวก็คงจะเป็สามีของนาง
สามีที่ไร้น้ำใจใช้นางเป็เพียงสิ่งบำเรอความใคร่ โดยไม่เคยสนใจใส่ใจเื่ใดอื่น ทุกค่ำคืนมันจะต้องได้ร่วมรักเสพสุขกับนางจนสมใจ โดยไม่เคยคิดจะถามไถ่ความสมัครใจ ว่านางนั้นยินยอมพร้อมใจให้กับมันบ้างหรือไม่ ทั้งท่วงท่ากามสวาทของมันก็มากมายยิ่ง ทั้งยิ่งมาก็ยิ่งดุดันรุนแรง มันไม่คิดที่จะถนอมร่างกายอันบอบบางอ่อนแอของนางแม้แต่น้อย นางที่บางครั้งก็เ็ปจนต้องหลั่งน้ำตาออกมาเงียบๆ หากด้วยนิสัยของนาง นางจึงไม่ตัดพ้อต่อว่ากับชายหนุ่มเลยแม้แต่ครึ่งคำ ทุกค่ำคืนเป็อยู่เช่นนี้ หากจะเว้นก็แต่วันที่นางมีระดู
เสวี่ยเอ๋อร์แต่งเข้าตระกูลหลี่ตอนอายุสิบเจ็ด กระทั่งที่นางอายุสิบเก้า อาการป่วยของนางก็เริ่มหนักขึ้น ร่างกายของนางเริ่มอ่อนแอลงอย่างไม่มีสาเหตุ กระทั่งว่าจะสรรหาโอสถอาหารเสริมใดหรือตามหาแพทย์หมอผู้เชี่ยวชาญจากที่ใดมารักษาอาการก็ยังไม่อาจรั้งไฟชีวิตที่ค่อยๆมอดดับลงของนางได้ กระทั่งหนึ่งปีต่อมานางก็สิ้นใจ
นางสิ้นใจภายใต้เรือนกายของหานเฟิง
หานเฟิงในยามนั้นเพียงคิดว่าเสียดายยิ่ง ที่สิ่งบำเรอความใคร่อันงดงามผู้นี้ได้หายไปจากชีวิตของตนอย่างที่ไม่มีวันหวนคืนกลับ มันพร่ำบอกกับตัวเองอยู่เช่นนั้น หากในทุกคืนวันมันกลับต้องนอนร่ำไห้หลั่งน้ำตา มันคิดถึงนางยิ่ง แม้จะไม่เคยบอกรัก แม้จะคล้ายว่าไม่เคยใส่ใจ หากทุกวันคืนที่ได้ร่วมรักกันก็บังเกิดเป็จิตปฏิพัทธ์รักใคร่ แท้จริงมันกลับสนใจใส่ใจนาง หากจะติดก็ตรงที่นิสัยเย่อหยิ่งถือดี จึงไม่ใคร่ที่จะแสดงความรู้สึกออกมา ทว่า กว่าที่มันจะรู้ตัวว่าได้ทำพลาดไปก็สายไปเสียแล้ว มันได้เสียนางไปอย่างที่ไม่มีวันหวนคืนกลับมา...
ทว่า...วันนี้มันกลับมาแล้ว กลับมาจากในชีวิตที่แล้ว ทั้งเป็มันที่ได้เปลี่ยนนิสัยใจคอจนกลายเป็คนใหม่ เป็มันที่กว่าจะกี่หลายหมื่นปีผ่านพ้นไปก็ยังคงรักและคิดถึงนางอย่างสุดหัวใจเรื่อยมา แม้อาจกล่าวได้ว่าตัวมันและนางจะเพียงได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกันแค่สั้นๆ หากมันยังคงยืนกรานว่ามันรักนางยิ่ง รักยิ่งกว่าสตรีใดที่มันได้เคยพบพานหรือพาขึ้นเตียง มันกระทั่งยังไม่เคยลืมเลือนว่ารสััและกลิ่นอายของนางนั้นเป็เช่นไร
และในชีวิตนี้ มันก็จะไม่ยอมให้ภาพเหตุการณ์เช่นเดิมเกิดซ้ำขึ้นมาอีก ในชีวิตใหม่นี้จะไม่มีหานเฟิงที่ไร้น้ำใจต่อนาง ครั้งนี้มันจะปกป้องนาง มันจะสรรหาทุกวิถีทางเพื่อรักษานางให้หายป่วย ไม่ว่ามันจะต้องแลกมาด้วยสิ่งใด มันก็จะทำ มันจะแสดงให้นางรับรู้ว่าสำหรับมันแล้ว นางจึงเป็สิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตของมัน
“ เสวี่ยเอ๋อร์ ในชีวิตที่แล้วเป็ข้าที่เลวทรามต่ำช้าต่อเ้า หากในชีวิตนี้ข้าจะขอคืนทุกสิ่งอย่างให้แก่เ้า ไม่ว่าที่เ้า้าจะเป็ชีวิตของข้าก็ตาม”
รุ่งเช้าวันต่อมาหานเฟิงลุกขึ้นจากที่นอนั้แ่ที่ดวงตะวันยังไม่ทั้นโผล่พ้นขอบฟ้า มันรีบตรงดิ่งไปยังเรือนพักของบิดามารดา ทำหน้าที่เป็บุตรกตัญญู แม้ว่าพวกท่านจะอดรู้สึกแปลกใจ หากเพราะความยินดีจึงมิได้คิดใคร่สอบถาม
ยามสายหานเฟิงก็ยังติดสอยห้อยตามบิดา ดูแลกิจการงานของตระกูล เรียนรู้เื่ราวต่างๆ ช่วยแบ่งเบาภาระให้กับท่าน ตกเย็นก็กลับบ้านอยู่เป็เพื่อนคุยเล่นกับมารดา ตกค่ำทานอาหารพร้อมหน้าแล้วจึงกลับเข้าที่พักตน
หานเฟิงยามนี้นั่งขัดสมาธิเหม่อลอยอยู่บนเตียง ในห้วงความคิดของมันกำลังครุ่นคิดไปถึงเื่ราวต่างๆนานาที่จะต้องเกิดขึ้นในวันข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็เื่ราวที่มันได้ประสบพบพาน หรือแม้แต่เื่ราวที่มันเพียงได้ยินได้ฟังผ่านหูมา
“ ยังคงไม่มีเหตุการณ์พิเศษใดเกิดขึ้นในเร็ววันนี้”
“ เื่ที่สมควรเร่งด่วนที่สุดยังคงเป็ระดับพลังของข้า” ชายหนุ่มก้มมองฝ่ามือทั้งสองข้าง “ อายุก็สิบห้าแล้ว แต่ระดับพลังยังอยู่แค่ขอบเขตปราณรับรู้ขั้นที่สอง”
มันส่ายหน้าอย่างนึกเวทนาตัวเอง ซึ่งอันที่จริงมันตั้งใจที่จะเริ่มบ่มเพาะั้แ่เมื่อคืน หากเป็เพราะเื่ของเสวี่ยเอ๋อร์รบกวนจิตใจของมันมากจนเกินไป มันจึงไม่อาจตั้งสมาธิโคจรลมปราณ
“ ยังคงเป็เคล็ดหยางเทวะพิสุทธิ์จึงประเสริฐสุด แม้ในตอนนี้ตัวข้าจะยังไม่ได้เส้นชีพจรลมปราณหยางพิสุทธิ์ แต่ก็ยังสามารถบ่มเพาะไว้เป็รากฐานเพื่อรอคอยโชควาสนาที่จะเข้ามาในวันข้างหน้าได้”
ชายหนุ่มครุ่นคิด คล้ายจะมีความลังเลกังวลอยู่บ้าง
“ ทว่า… เคล็ดหยางเทวะพิสุทธิ์ขอบเขตสมบูรณ์อย่างมากที่สุดทำได้เพียงแค่ยกระดับพลังจากระดับมนุษย์ให้ฝ่าเข้าสู่ระดับ์ แต่ถ้า้าจะยกระดับพลังจากระดับ์ให้ฝ่าเข้าสู่ระดับายังคงต้องใช้เคล็ดหยินหยางเทวะควบคู่ไป ทว่า เคล็ดหยินหยางเทวะเป็เคล็ดบำเพ็ญคู่กามสูตร ซึ่งกำหนดชัดว่าฝ่ายชายจำต้องมีเส้นชีพจรลมปราณหยางพิสุทธิ์ กับฝ่ายหญิงที่ต้องมีเส้นชีพจรลมปราณหยินพิสุทธิ์ แต่จะหาสตรีที่มีเส้นชีพจรลมปราณหยินพิสุทธิ์สักคนนั้นกลับยากเย็นยิ่ง ทั้งใน่ชีวิตสามหมื่นปีที่แล้วมาของตัวข้ากลับเคยพบพานเพียงแค่ไม่กี่คน ทั้งแต่ละคนยังเป็ตัวตนอันสูงส่งที่ระดับพลังของข้าในยามนั้นไม่อาจจะเอื้อมถึง”
ชายหนุ่มส่ายหน้าอย่างอับจนหนทาง ก่อนจะหวนนึกไปถึงเื่ราวที่มันได้สร้างเป็ความวุ่นวายไปจนทั่วทั้งห้วงดาราจักร
“ หรือไม่ก็ต้อง่ชิงแก่นหยินพรหมจรรย์ของสตรีนับพันหมื่นมาเป็สรรพยากรในการบ่มเพาะเหมือนกับครั้งที่แล้ว”
ชายหนุ่มส่ายศีรษะอีกครา เป็การตัดสินใจอย่างเด็ดขาด
“ หากต้องให้ข้าไปเที่ยวพรากพรมหจรรย์ของสตรีนับพันหมื่นเช่นครั้งนั้นอีก ข้าคงต้องขอปฏิเสธ หวังเพียงว่าวันข้างหน้าจะมีโอกาสได้พบพานสตรีผู้ถือครองเส้นชีพจรหยินพิสุทธิ์ ทั้งคาดหวังให้นางจะยินยอมพร้อมใจร่วมบำเพ็ญคู่กามสูตรกับข้าก็เป็พอ หาไม่แล้วข้าจะหาหนทางอื่นฝ่าเข้าสู่ระดับาแทน”
ชายหนุ่มนั่งขัดสมาธิ สองมือขัดประสานวางไว้บนตัก ปากขมุบขมิบเป็การเริ่มบริกรรมคาถา เป็ตามแนวเคล็ดวิชาหยางเทวะพิสุทธิ์ที่มันยังคงเลือกเดิน
แม้ว่าหานเฟิงจะมีโอกาสได้หวนกลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง หากยังคงเลือกที่จะหวนคืนกลับขึ้นไปสู่จุดสูงสุด นั่นเพราะมันยังไม่ลืมว่า ในห้วงดาราจักรยังมีจอมมารตัวร้ายที่เที่ยวทำลายดวงดาวต่างๆอย่างอสูรโลกาอยู่ และการที่อสูรโลกามีพลังระดับาทัดเทียมกับตัวมันในครั้งนั้น จึงมีเพียงคนที่ก้าวเข้าสู่ระดับาเช่นกันถึงจะสามารถปะมือกับมันได้ ซึ่งชายหนุ่มไม่เคยคิดหวังว่าจะปรากฏคนอื่นๆที่ประสบพบพานโชควาสนาจนสามารถก้าวเข้าสู่ระดับาได้สำเร็จ เพราะในชีวิตที่แล้วนั้นไม่เคยมี และในชีวิตนี้ก็สมควรที่จะไม่มีเช่นเดียวกัน ดังนั้นแล้วหน้าที่ที่จะต้องจัดการกับอสูรโลกา ก็คงมีแค่มันที่เคยฝ่าเข้าสู่ระดับามาก่อน ซึ่งมันก็ไม่ทราบอีกเช่นกันว่าต้นกำเนิดของอสูรโลกามาจากที่ใด หาไม่แล้วมันคงได้ใช้วิธีขจัดภัยร้ายั้แ่ต้นตอ
รุ่งเช้าวันต่อมาหลังจากทำหน้าที่เป็บุตรกตัญญูจนแล้วเสร็จ ชายหนุ่มก็มิได้ออกไปกับบิดา หากวันนี้มันเลือกที่จะรั้งอยู่ในตระกูล ฝึกทบทวนวิชาฝีมือให้กับตนเอง
บนสนามฝึกประลองเล็กๆ เป็หานเฟิงที่กำลังร่ายรำกระบี่อย่างอ่อนช้อย ร่างของมันชุ่มโชกไปด้วยหยาดเหงื่อจนชุดผ้าผืนบางแนบชิดติดกับเรือนกาย มันฝึกวิชาฝีมือเช่นนี้มากว่าสองชั่วยามแล้ว ซึ่งก็ไม่ได้มีเพียงแค่กระบี่ หากมีทั้งดาบ มีด ง้าว ทวน หอก กระทั่งธนู
“ หานเฟิง เที่ยงแล้ว ไปทานข้าวกับแม่เถอะลูก”
ชายหนุ่มที่ได้ยินเสียงเรียกของมารดาก็รั้งกระบี่กลับ มันะโลงจากแท่นประลอง เดินเอากระบี่ไปเก็บ ก่อนจะสาวเท้าเดินเข้าหาผู้เป็มารดา
“ พักนี้เ้าทำตัวแปลกไปจนพ่อกับแม่เริ่มสงสัยแล้วว่าเ้ายังใช่หานเเฟิงลูกของแม่อยู่หรือไม่?”
สุ่ยอิงกล่าวหยอกเย้า เรียกเสียงหัวเราะเล็กๆให้กับชายหนุ่ม
“ ท่านแม่กล่าวเกินไปแล้ว จะอย่างไรลูกก็ยังเป็บุตรชายของท่าน”
แม้ปากจะคุยกันหากเท้าก็ยังคงก้าวเดินไปตามเส้นทางหินเขียวที่ทอดยาวตัดผ่านสวนหย่อม
“ ว่าแต่เ้าเถอะไปเรียนกระบวนท่าการใช้อาวุธเ่าั้มาจากที่ใด แม่เพียงจำได้ว่าบิดาเ้าเคยสอนเ้าแค่กระบี่ ไฉนทั้งดาบ ทวน หอก ง้าว กระทั่งธนูเ้าก็ใช้เป็หมด”
“ เพียงกระบวนท่าพื้นฐานที่ลูกฝึกฝนไปตามตำรา หาใช่กระบวนท่าล้ำลึกอันใด”
สุ่ยอิงพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ท่านแม้จะเป็ผู้ฝึกตน แต่ก็เพียงแค่ฝึกฝนเพื่อให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงและมีอายุยืนยาว ท่านหาได้ฝึกฝนมาในแนวทางของการต่อสู้ จึงไม่ได้รู้ลึกถึงการฝึกอาวุธของชายหนุ่มบนลานประลอง ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละกระบวนท่าที่ชายหนุ่มร่ายร่ำย่อมมิใช่เพียงกระบวนท่าพื้นฐาน ตัวมันที่ในชีวิตที่แล้วได้ชื่อว่าเทพาก็เพราะว่ามันไร้พ่าย หากแท้จริงแล้วจากคำว่าไร้พ่ายนั้นมาจากพร์ความสามารถในเชิงศัสตราที่หลากหลายของมัน
แม้ว่าร่างกายของมันในตอนนี้จะอ่อนแอและไม่คุ้นเคยกับอาวุธหลายประเภท แต่หลังจากที่มันทดลองทบทวนจากความทรงจำก็พบว่าตนยังคงสามารถใช้งานออกมาได้ดีในระดับหนึ่ง
เดินไปคุยไปได้ไม่นานสองแม่ลูกก็เดินมาจนถึงโต๊ะอาหาร บนโต๊ะมีอาหารมากมายหลายจานที่ส่งกลิ่นหอมฉุยชวนให้รู้สึกอยากอาหาร ทั้งยังพบเห็นผู้เป็บิดาที่มานั่งรออยู่ก่อนแล้ว หลังจากที่ชายหนุ่มทักทายผู้เป็บิดาเล็กน้อยก็ประคองมารดาไปนั่งประจำที่ ก่อนที่คนทั้งหมดจะเริ่มลงมือรับประทานอาหารมื้อกลางวัน
“ ได้ข่าวว่าเ้ากำลังฝึกเพลงยุทธ์ เ้าสนใจจะเรียนจากอาจารย์เก่งๆดูบ้างหรือไม่? จะว่าอย่างไรถ้าพ่อจะลองทาบทามอาจารย์เ่าั้ให้มาสอนเ้าดู” หานซานกล่าวพูดกับบุตรชายหลังจากที่ท่านดื่มน้ำจนแล้วเสร็จ
“ คงต้องรบกวนท่านพ่อแล้ว” ชายหนุ่มไม่คิดปฏิเสธ เพราะเดิมมันก็ตั้งใจให้บิดาช่วยหาอาจารย์สอนเก่งๆมาสอนให้กับมัน ซึ่งแน่นอนว่าการเชิญอาจารย์มาสอนนั้นเป็เพียงแค่บทละครตบตา เพราะว่าการหวนกลับมาของมันยังคงต้องเป็ความลับที่ไม่อาจแพร่งพรายออกไป หนึ่งนั้นมันไม่้าถูกมองว่าเป็คนเสียสติ และสองมันไม่้าให้เหตุการณ์ในภายภาคข้างหน้าเกิดความเปลี่ยนแปลงไปเกินกว่าที่ควรจะเป็
และแล้วก็ผ่านไปอีกครึ่งปี ใน่ครึ่งปีมานี้หานเฟิงเพียงแค่ช่วยงานตระกูลกับฝึกยุทธ์กับบรรดาอาจารย์ที่บิดาสรรหามาให้ แรกๆที่ตัวมันไปปรากฏกายตามสถานที่ต่างๆ ก็ล้วนแต่สร้างความแปลกใจให้กับบรรดาผู้พบเห็นเป็อย่างยิ่ง กระทั่ง่เวลาต่อมายังบังเกิดเป็ข่าวลือที่หนาหูในเมืองเมฆาคล้อยว่าขยะแห่งตระกูลหลี่กำลังกลับใจ จนกระทั่งครึ่งปีผ่านพ้นไปทุกคนก็ทราบแน่แล้วว่าขยะแห่งตระกูลหลี่กำลังเปลี่ยนแปลงตัวเอง
บ่ายวันนี้หลังจากที่หานเฟิงรับประทานมื้ออาหารพร้อมหน้าบิดามารดาก็เลือกที่จะฝึกกระบวนวิชาที่สนามประลอง ซึ่งยามนี้มิได้มีเพียงแค่มันที่ยืนร่ายรำอยู่อย่างโดดเดี่ยว หากยังมีทั้งเสี่ยวหู่และต้าหู่ สองพี่น้องที่ถูกชายหนุ่มเรียกตัวให้มาช่วยเป็คู่ฝึกซ้อมของมัน
เสี่ยวหู่กับต้าหู่ต่างก็เป็ผู้ฝึกตน หากจะติดก็ตรงที่ทั้งสองคนไร้พร์ ระดับพลังจึงยังติดอยู่ในขอบเขตปราณพื้นฐานขั้นที่สิบ ทั้งยังติดอยู่ในจุดนี้มาเนิ่นนาน จะอย่างไรก็ยังไม่อาจหาหนทางฝ่าเข้าสู่ขอบเขตต่อไปได้เสียที ส่วนหานเฟิงที่ครึ่งปีมานี้มันกลับสามารถยกระดับชั้นย่อยของพลังจากขอบเขตปราณรับรู้ขั้นที่สองมาเป็ขั้นที่สิบได้ ซึ่งกล่าวไปก็นับว่ารวดเร็วดียิ่ง
“ นายน้อยมากพร์ เพียงครึ่งปีก็ใกล้จะฝ่าเข้าขอบเขตต่อไปแล้ว” เป็ต้าหู่กล่าว
“ ยังคงเป็เพราะโอสถสมุนไพรที่ท่านพ่อหามาประเคนให้ หาใช่เป็เพราะพร์อันใดตามที่เ้ากล่าวมา” หานเฟิงโบกมือปฏิเสธ “ มาเถอะ วันนี้ให้พวกเ้าใช้ดาบที่ถนัดรับมือกับข้าพร้อมกันทั้งสองคน และไม่ต้องลดขอบเขตพลังลงมา”
หานเฟิงควงพลองแปดเหลี่ยมในมือก่อนจะไคว่ไปทางด้านหลัง ส่วนเสี่ยวหู่กับต้าหู่นั้นต่างก็ใช้ดาบจริงของพวกมัน
“ นายน้อยโปรดระวัง” เสี่ยวหู่กล่าว มันควงดาบเยื้องย่างเข้าหาชายหนุ่ม
“ ยังคงเป็คำเดิม ดาบกระบี่ไร้ั์ตา หากพลาดพลั้งาเ็ขึ้นมาย่อมไม่อาจว่ากล่าวต่อกัน”
จบคำหานเฟิงควงพลองแปดเหลี่ยมในมือโถมเข้าใส่เสี่ยวหู่
เงาพลองพร่างพราวจนลายตา อีกด้วยระยะพลองที่มีเปรียบ เสี่ยวหู่จึงทำได้เพียงแค่ยกดาบฝืนต้านทานเอาไว้จนไม่อาจโถมกายขึ้นบุก หากทานอยู่ได้เพียงแค่ห้ากระบวนท่า แนวป้องกันก็ถูกด้ามพลองหวดทลวงจนได้แต่ต้องถอยร่นกลับไป ต้าหู่ที่เดิมยังคงยืนนิ่งจึงไม่อาจอยู่เฉย รีบถลันตัวเข้าช่วยน้องชายสะกัดกั้นเงาพลอง แต่สองคนร่วมมือกันก็ยังไม่อาจปิดกั้นเงาพลองที่เลื้อยฉกราวกับอสรพิษที่ว่องไว กระทั่งบังเกิดเป็เสียงดาบหล่นกระทบพื้นดังกังวาลใส จึงเห็นว่าต้าหู่ล้มลงไปแล้ว หากยังมิทันที่ชายหนุ่มจะได้เผด็จศึกเสี่ยวหู่เก็บชัย ก็พลันบังเกิดมีเสียงตบมือดังแทรกขึ้นมา
คนทั้งหมดพลันหยุดมือ ก่อนจะพากันหันมองไปตามเสียงตบมือของผู้มารวบกวน เมื่อมองไปก็เห็นว่าผู้มาเป็ชายหนุ่มรูปงามในชุดผ้ายาวสีเหลืองอ่อน ชายหนุ่มที่ดูไปอายุวัยประมาณสิบแปดปี ผิวกายขาว ใบหน้าหล่อเหล่าแลดูเป็ที่ต้องตาต้องใจของบรรดาอิสตรี
หานเฟิงมองมันอย่างครุ่นคิด พยายามค้นหาจากความทรงจำ กระทั่งครู่ต่อมาก็นึกออกว่าผู้มาเป็ใคร
เป็เฉินฟ่าน
นายน้อยแห่งตระกูลเฉิน พี่ชายคนโตของเสวี่ยเอ๋อร์ ในชีวิตนี้พวกมันสองยังไม่เคยพบพานกัน แต่ในชีวิตที่แล้วชายหนุ่มกลับคุ้นเคยกับมันยิ่ง ทั้งยังเคยรู้สึกเคียดแค้นชิงชังต่อมันยิ่ง
เพราะหนึ่งนั้นเฉินฟ่านผู้นี้ได้ใช้เื่การตายของเสวี่ยเอ๋อร์เป็ข้ออ้างสร้างความลำบากให้กับกิจการของตระกูลหลี่ และสอง เฉินฟ่านผู้นี้เคยต้องตาพึงใจเสวี่ยเอ๋อร์ ทั้งๆที่ต่างก็เป็พี่น้องร่วมบิดาเดียวกัน หากมันที่เลวชาติกลับมีความคิดอ่านเยี่ยงเดรัจฉาน กระทั่งว่าค่ำคืนก่อนที่เสวี่ยเอ๋อร์จะแต่งงานมันยังเคยที่จะพยายามขืนใจนาง หากโชคดีที่ครานั้นมันกระทำไม่สำเร็จ เป็เพราะบ่าวรับใช้ในบ้านไปพบเห็น จึงสามารถหยุดเื่ราวเอาไว้ได้อย่างทันท่วงที ซึ่งแน่นอนว่าเื่ราวเสื่อมเสียเช่นนี้ย่อมไม่อาจแพร่งพรายสู่ภายนอก หากเป็ภายหลังที่หานเฟิงแกร่งกล้าแล้วกลับมาไล่ตามคิดบัญชีแค้นให้กับตระกูลเผอิญทราบเื่เข้า ซึ่งแน่นอนว่าเฉินฟ่านในครั้งนั้นถูกชายหนุ่มสับสังหารจนเรือนกายแหลกเหลว ตกตายอย่างไม่มีชิ้นดี
“ ตบตีกับบ่าวรับใช้จะมีประโยชน์อันใด” เป็เสียงกล่าวเย้ยหยันของเฉินฟ่าน ที่ปลุกให้หานเฟิงตื่นขึ้นจากภวังค์
ชายหนุ่มจ้องมองมองเฉินฟ่านอย่างเ็า หากมิทันได้กล่าวคำก็พลันมีถ้อยวาจาว่ากล่าวตักเตือนดังขึ้นมาก่อนแล้ว “ ลูกฟ่านอย่าได้เสียมารยาท เราเป็แขกทั้งมาเยือนโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าก็นับว่าเสียมารยาทมากแล้ว”
ที่กล่าวคำเป็ชายอายุวัยคล้ายจะห้าสิบ มันอยู่ในชุดสีเหลืองเข้ม เพียงหานเฟิงมองแวบแรกก็ทราบกระจ่างว่าผู้กล่าวเป็ใคร ทั้งในชีวิตนี้มันเองก็เคยพบกับชายชุดเหลืองผู้นี้มาก่อน
“ หานเฟิงคำนับท่านลุงเฉิน ไม่ได้ออกไปต้อนรับด้วยตัวเองจึงเป็การเสียมารยาทมากแล้ว”
เป็เฉินคุน ผู้นำตระกูลเฉินคนปัจจุบัน หรือก็คือบิดาของเสวี่ยเอ๋อร์
ถัดจากเฉินคุนก็เดินตามมาด้วยบ่าวรับใช้ของตระกูลเฉินสองคนกับหญิงสาววัยสิบหกที่หน้าตาสะสวยงดงามผู้หนึ่ง ซึ่งหานเฟิงที่พบเห็นก็จดจำได้ทันทีว่าหญิงสาวผู้นี้ก็คือคุณหนูรองตระกูลเฉิน เฉินเยว่ซิน
“ ฮาๆๆ ไม่ต้องมากพิธีแล้วลูกเฟิง พอดีวันนี้ลุงมีเื่อยากจะปรึกษากับบิดาของเ้าสักเล็กน้อย ว่าแต่เขาอยู่หรือไม่?”
“ ท่านพ่ออยู่ในเรือน เชินท่านลุงเฉินตามข้ามา ข้าจะพาท่านไปรอที่เรือนรับรอง” หานเฟิงกล่าวอย่างสุภาพ มันยื่นส่งพลองแปดเหลี่ยมให้กับเสี่ยวหู่ก่อนจะะโลงจากลานประลองแล้วนำทางคณะตระกูลเฉินเข้าด้านใน
‘ เฉินคุนที่มาคุยธุระกับท่านพ่อไฉนจึงต้องพาเฉินฟ่านกับเฉินเยว่ซินมาด้วย ที่แท้แล้วเป็ธุระใดที่พวกมัน้าจะพูดคุย?’