ไม่มีใครมา... ฮุ่ยชิวทั้งแปลกใจทั้งสบายใจในคราเดียวกันนางสบายใจแล้วที่ครั้งนี้รอดพ้นจากการเจอพระเอก แต่ก็แปลกใจที่เหตุใดเนื้อเื่ถึงไม่เดินไปตามบทที่นางเขียนเอาไว้
ยิ่งคิดฮุ่ยชิวก็ยิ่งคิดไม่ตก ใบหน้าของนางจึงมีคิ้วม้วนอยู่เป็ปม
ทำไมถึงเป็เช่นนี้ได้? นางเริ่มไม่ค่อยแน่ใจเท่าไรนักว่าตนเองจำประมาณวันที่พระเอกจะออกมาตามหานางถูกหรือไม่แม้นางจะเป็คนเขียนเอง แต่ก็ผ่านมาแล้วถึงสามปีผลงานที่ผ่านมาของนางก็มีปีละหลายเื่ หากจำเนื้อหาผิดไปบ้างก็นับว่าไม่แปลกอันใด
เสียงถอนหายใจดังออกมาหลายต่อหลายครั้ง
“ชิวชิว เ้ายังไม่สบายใจอยู่หรือ” ป๋ายลู่เสียนที่เห็นน้องสาวเพียงคนเดียวนั่งถอนหายใจอยู่คนเดียวจึงเดินเข้ามาหา
ฮุ่ยชิวส่งยิ้มทักทายให้พี่ชาย “ก็... นิดหน่อยเ้าค่ะอาจจะเป็เพราะข้าคิดมาก กังวลไปเองก็ได้” นางกล่าวเพื่อไม่ให้เขาเป็ห่วงมาก
ป๋ายลู่เสียนยิ้มให้นางอีกครั้งหนึ่งแล้วพยักหน้ารับ
เสียงหอบหายใจราวกับคนยกของหนักดังขึ้นทำให้ฮุ่ยชิวและลู่เสียนพากันหันไปมองร่างผอมเล็กของเฉาหลัวกำลังยกถังอะไรบางอย่างเข้ามาเนื้อตัวของเขาเปื้อนไปด้วยดินเหมือนกับเพิ่งจะกลับมาจากการไปเล่นซนอย่างไรอย่างนั้น
“อาหลัว นั่นเ้าเอาอะไรเข้ามาหรือ” ฮุ่ยชิวเอ่ยถามน้องชายสายตามองไปที่ดินที่อยู่ในถังหากดูจากลักษณะแล้วเหมือนจะเป็ดินเหนียว นางถึงกับม้วนคิ้วสงสัยเมื่อเขาหยิบดินเหนียวขึ้นมาหนึ่งก้อนส่งให้นาง
“วันนี้ข้ากับสหายไปเล่นปั้นดินมาเห็นว่าสนุกเลยจะนำมาให้พี่ใหญ่กับพี่หญิงเล่นด้วยกัน”
“เอามาปั้นในเรือนเดี๋ยวก็โดนท่านพ่อดุ ระวังดินจะไปผสมเข้ากับแป้งหมั่นโถวเล่าหากเป็เช่นนั้นเ้าถูกท่านพ่อตีแน่” ฮุ่ยชิวทำทีเป็ขู่น้องชาย แม้น้ำเสียงไม่ได้จริงจังเท่าไรนักแต่ก็ทำให้เฉาหลัวที่ลืมคิดนึกหวั่น โชคดีที่ครั้งนี้บิดายังไม่ได้กลับมาเขารีบยกถังดินเหนียวกลับไปทันที
แต่ก่อนที่เฉาหลัวจะยกออกไป สายตาของนางก็สะดุดกับดินก้อนหนึ่งที่ถูกปั้นเอาไว้แล้ว“อาหลัว เ้าก้อนกลมนั่นใช่กระต่ายหรือไม่”
แววตาเฉาหลัวฉายแววดีใจที่มีคนดูออกเขารีบหยิบมันมาอวดพี่ทั้งสองของตนเองทันที “ใช่แล้ว เป็ไง ข้าปั้นสวยหรือไม่”
“งามมาก ฝีมือเ้าดีจริง ๆ หากมีสีสันคงสวยไม่น้อย”
ป๋ายลู่เสียนลูบหัวเฉาหลัวอย่างเอ็นดูฮุ่ยชิวมองเ้ากระต่ายดินอ้วนกลมแล้วจินตนาการถึงสีสันก่อนที่สายตาจะหันไปมองหมั่นโถวขาวกลมสลับกัน ในใจคิดไปถึงหมั่นโถวหรือซาลาเปาแฟนตาซีที่เคยดังอยู่่หนึ่งขึ้นมา
“เก่งมากอาหลัว! เ้าอยากจะลองเอาแป้งหมั่นโถวของท่านพ่อมาปั้นเล่นหน่อยไหม”ฮุ่ยชิวถามน้องชายแล้วฉีกยิ้มกว้าง
ป๋ายเฉาหลัวถึงกับส่ายศีรษะระรัว ใบหน้ามีสีหน้าหวาดหวั่น
“พี่หญิงจะหาเื่ให้ท่านพ่อตีข้าหรือ ใจร้าย!”
ลู่เสียนหัวเราะ แล้วกล่าวเสริม “เอาของกินมาเล่นท่านพ่อคงไม่ยอมเป็แน่ แต่หากเราเล่นกันเองแล้วเก็บเอาไว้กินเองก็คงไม่เป็อันใด”
ฮุ่ยชิวมองพี่ชายที่ยิ้มอบอุ่นอย่างซาบซึ้งลู่เสียนนั้นติดนิสัยใจอ่อนกับน้อง ๆ อยู่เป็ประจำนางวาดฝันมาตลอดว่าอยากได้พี่ชายแสนดีเช่นนี้ แต่พอได้มาเป็พี่ชายจริง ๆ ก็แอบเสียดายเล็กน้อย ฮุ่ยชิวยิ้มประจบ “เช่นนั้นมาเล่นกันเถอะแค่นิดเดียว” ป๋ายเฉาหลัวยังคงมีสีหน้าไม่ค่อยเห็นด้วย “เอาน่า หากท่านพ่อดุข้าจะรับหน้าให้เ้าเอง”
เมื่อเห็นพี่สาวกล่าวเช่นนั้นเขาจึงยอมพยักหน้ารับอย่างโดยดีแท้ที่จริงแล้วเฉาหลัวก็อยากเล่นเช่นกัน เพียงแค่รอให้ฮุ่ยชิวกล่าวคำนั้นออกมาเท่านั้น“งั้นพวกท่านพี่เตรียมของ เดี๋ยวข้าจะรีบไปอาบน้ำล้างมือให้สะอาดก่อนนะขอรับอย่าเล่นกันหมดนะ รอข้าด้วยเล่า”
“เข้าใจแล้ว รีบหน่อยนะก่อนท่านพ่อกลับมา”ฮุ่ยชิวะโตามไป
ใบหน้าของนางเปื้อนรอยยิ้ม หากนางจำไม่ผิดป๋ายลู่เสียนเองก็มีฝีมือทำอาหารพอสมควร น่าจะพอช่วยนางได้ “ท่านพี่หากเราคิดจะใส่สีลงไปในแป้งหมั่นโถวท่านพี่คิดว่าผสมพวกนี้ลงไปด้วยจะทำให้รสชาติเปลี่ยนหรือไม่เ้าคะ ข้าเกรงว่าจะไม่ถูกปากผู้อื่น”
ลู่เสียนมองฟักทองในมือของฮุ่ยชิว“ข้าก็ยังไม่เคยลอง ยังไงก็ลองดูกันก่อนเถิด”เมื่อฮุ่ยชิวพยักหน้ารับเขาก็รับฟักทองมาอยู่ในมือก่อนจะลงมือปอกเปลือกแล้วนำไปนึ่งให้นิ่มเพื่อเตรียมมาเป็ส่วนผสมของแป้งหมั่นโถวแล้วมาช่วยน้องสาวที่กำลังคัดเลือกสิ่งที่คิดว่าจะมาผสมกับแป้งหมั่นโถวให้เกิดสีสันขึ้นมาได้“ชิวชิว หากเราปั้นหมั่นโถวได้สวยน่ากิน เ้าคิดว่าจะขายได้มากขึ้นหรือไม่”
ฮุ่ยชิวพยักหน้ารับ “แน่นอนเ้าค่ะแล้วก็ยังอาจจะขึ้นราคาได้เล็กน้อยด้วย” คำตอบของนางทำให้ป๋ายลู่เสียนยิ้มชอบใจ หากขายได้มากกว่านี้อีกหน่อยท่านพ่อจะได้ไม่ต้องเหนื่อยมากนัก
เฉาหลัวที่ชำระกายจนปราศจากเศษดินแล้วรีบวิ่งกลับเข้ามาช่วยสามพี่น้องกำลังรวมหัวกันนั่งมองวัตถุดิบตรงหน้า
“ฟักทองได้สีเหลืองใบชาที่ท่านพี่เก็บมาได้นี้เอาไปคั้นน้ำให้ข้นก็จะได้สีเขียว” ฮุ่ยชิวคัดเลือกส่วนที่คิดว่าน่าจะใช้ได้ออกมาแยกเอาไว้
“มันจะไม่เหม็นหรือพี่หญิง”เฉาหลัวที่ไม่ค่อยชอบกลิ่นใบชาเท่าไรนักเอ่ยแย้ง
ฮุ่ยชิวส่ายศีรษะ นางเองก็ไม่รู้เช่นกัน“ลองดูนิดหน่อยก็ได้” ว่าแล้วนางก็แยกใบชาไปในส่วนกองที่ใช้ได้ แล้วหยิบผลหยางเหมย(เบย์เบอร์รีจีน) ที่มีสีแดงสดขึ้นมา “อันนี้ก็ใช้ได้” นางยิ้มร่าวางเอาไว้ส่วนที่เหลือนั้นฮุ่ยชิวก็เอาแต่ส่ายศีรษะ เพียงแค่จินตนาการนางก็ว่าไม่อร่อยแล้ว
เพียงแค่สามสีก็น่าจะพอสำหรับทดลอง
ทั้งสามแบ่งกันช่วยกันนวดแป้งฟักทองถูกนึ่งจนนิ่มเอามาบด ใบชา และหยางเหมยถูกนำมาคั้นเป็น้ำก่อนที่ส่วนผสมทั้งสามจะถูกนวดผสมเข้าไปกับวัตถุดิบแป้งหมั่นโถวจนเข้ากันแม้สีสันจะไม่ค่อยสวยงามและสีสดมากนัก แต่ก็ออกมาดูดีไม่น้อย
หลังจากพักแป้งเอาไว้ได้ประมาณเกือบหนึ่งเค่อเฉาหลัวก็ลงมือปั้นก่อนเป็คนแรก เขาปั้นกระต่ายสีชมพูอ่อนอมแดงที่เกิดจากการผสมน้ำผลหยางเหมยขึ้นมาหนึ่งตัวแล้วใช้เมล็ดงาแทนดวงตา
“น่ารักมากเฉาหลัว”ฮุ่ยชิวเอ่ยชมแล้วตบมือระรัวอย่างถูกใจ
ป๋ายลู่เสียนเองก็เอ่ยชมน้องชายไปหนึ่งคำ เฉาหลัวถึงกับเขินจนไปต่อไม่ถูกเขาทำทีเป็กระแอมไอเบา ๆ แก้เขิน “ข้าสอนไหม”
ฮุ่ยชิวรีบพยักหน้ารับ นางเองก็ปั้นกระต่ายแต่มันออกน่าเกลียดพิกล แม้แต่ป๋ายลู่เสียนที่เอ่ยว่าไม่ถนัดยังคงปั้นสวยกว่านางหลังจากทำไปได้หลายตัว เฉาหลัวก็ยังคงสนุกอยู่จึงขอให้พี่ใหญ่ผสมแป้งให้เพิ่ม
“รอบสุดท้ายแล้วนะ”ลู่เสียนทำเสียงเข้มแต่ใบหน้ายังคงเปื้อนยิ้มเมื่อเห็นรอยยิ้มสนุกสนานของน้องชายกับน้องสาวที่กำลังทำสีหน้าเคร่งเครียดเพราะปั้นไม่สวยเสียที
เมื่อเวลาผ่านไปจนใกล้จะมืดลู่เสียนก็นำหมั่นโถวที่ทุกคนปั้นเล่นกันไปนึ่งไว้กินเป็อาหารเย็นแต่ดูเหมือนพวกเขาจะปั้นมากไปเสียหน่อย เกรงว่ากินถึงพรุ่งนี้ก็อาจจะไม่หมด ทั้งวัตถุดิบเตรียมสำหรับทำขายก็ร่อยหรอลงไปมากเฉาหลัวกับฮุ่ยชิวถึงกับทำหน้าจ๋อยอย่างสำนึกผิดที่เผลอตัวเล่นมากไปเสียหน่อยแต่ผลงานนั้นก็ออกมาดีพอสมควร
“ช่างเถิด ข้าจะรับหน้าให้พวกเ้าเอง”
“พี่ใหญ่”เฉาหลัวกับฮุ่ยชิวแทบจะเข้าไปโอบกอดพี่ชายเอาไว้อย่างซาบซึ้งใจหากไม่ใช่ว่าเขาต้องรีบไปช่วยท่านพ่อเก็บของกลับมาก่อน
“ท่านพ่อขอรับคือว่า...” ป๋ายเลี่ยงรุ่ยมองบุตรชายที่เหมือนอยากจะพูดอะไรแต่ก็ไม่พูดเสียทีเขารอบุตรชายเอ่ยั้แ่ที่ตลาดจนเดินกลับมาจนเกือบจะถึงเรือน
“ลู่เสียน เ้าเป็บุตรชายคนโต ข้าเคยสอนให้เ้าอ้ำ ๆ อึ้ง ๆเหมือนจะพูดแต่ก็ไม่กล้าพูดเช่นนี้หรือ แล้วแบบนี้จะเป็ผู้นำครอบครัวได้เช่นไร”
คำกล่าวของบิดาทำให้เขาสำนึกผิด “ขออภัยท่านพ่อคือว่าข้า... ข้าอนุญาตให้น้อง ๆนำแป้งหมั่นโถวมาลองปั้นกันเล่นเผื่อว่าจะนำมาขายได้ราคาดีขึ้น แต่ว่าปั้นมามากไปเสียหน่อย...”เขาสารภาพออกมาตามตรง
ป๋ายเลี่ยงรุ่ยยกมือขึ้นเป็เชิงให้บุตรชายหยุดพูด
เปลวเทียนเล่มเล็กเพียงเล่มเดียวที่ถูกจุดเอาไว้สั่นไหวตามแรงลมพัดแ่เบาจนเกือบจะดับทั้งบุตรสาวคนกลางและบุตรชายคนเล็กนอนฟุบหลับอยู่บนโต๊ะที่มีจานหมั่นโถวกระต่ายสี่ตัวราวกับเป็ครอบครัวเดียวกันวางเอาไว้อยู่
ป๋ายเลี่ยงรุ่ยคลี่รอยยิ้ม มือสากเหี่ยวย่นตามอายุเอื้อมไปหยิบหมั่นโถวกระต่ายตัวที่ใหญ่ที่สุดเหมือนกับเป็พ่อของพวกมันขึ้นมาก่อนจะกัดชิมหนึ่งคำเนื้อหมั่นโถวมีรสชาติแปลกเล็กน้อยเหมือนมีบางอย่างผสมอยู่ แต่ก็ช่วยให้กลิ่นหอมมากขึ้นศีรษะของเขาส่ายเบา ๆ
ถึงอยากจะดุที่เ้าบุตรทั้งหลายโตแล้วยังทำตัวไม่รู้จักโตถึงเอาของกินมาเล่นแต่เมื่อเห็นเช่นนี้แล้วจะทำใจดุก็ทำไม่ลง
ฮุ่ยชิวมองหมั่นโถวของตนเองที่ถูกเลือกออกมาอย่างน้อยใจเป็เพราะนางปั้นออกมาได้รูปร่างประหลาดจะปั้นกระต่ายคล้ายกระต่ายก็ไม่เชิง ปั้นหมีจะคล้ายหมีก็ไม่คล้าย แม้แต่ปั้นดอกไม้ยังไม่เหมือน...
“ท่านพ่อ เอาของข้าไปขายด้วยสักลูกก็ไม่ได้หรือ”
สายตาฮุ่ยชิวส่องแววอ้อนวอนอย่างน่าสงสาร นางเองก็อยากมีหมั่นโถวที่ปั้นด้วยมือตนเองขายบ้างก่อนจะมองค้อนเ้าน้องชายตัวดีที่หัวเราะเยาะฝีมือปั้นสุดเทพของนาง
ป๋ายเลี่ยงรุ่ยจำต้องยอมรับหมั่นโถวรูปหมีแต่ไม่ค่อยจะคล้ายหมีมาเพื่อให้บุตรสาวมีกำลังใจพัฒนาฝีมือต่อไป
ความคิดสร้างสรรค์ของพวกเด็ก ๆ นี้ทำให้ป๋ายเลี่ยงรุ่ยนำมาพัฒนาสูตรแป้งหมั่นโถวใหม่ให้เกิดสีสันรสชาติแปลกใหม่ขึ้นมาหลายรสประกอบกับฝีมือการปั้นหมั่นโถวของเฉาหลัวทำให้ขายได้ราคาดีขึ้นมากตอนนี้เพียงออกไปขายแค่รอบเดียวต่อวันก็เพียงพอเทียบเท่ากับการออกไปขายถึงสามรอบเลยทีเดียว
“เ้าอยู่เฝ้าเรือนดี ๆ เล่า” ป๋ายเลี่ยงรุ่ยบอกบุตรสาว
ฮุ่ยชิวรับคำเมื่อบิดาและน้องชายออกไปขายหมั่นโถว ส่วนพี่ชายออกไปเข้าป่าเก็บของป่าอีกครั้งนางจึงต้องอยู่เรือนคนเดียวเมื่อไร้คนอยู่ด้วยเช่นนี้แล้วเรือนก็เงียบเหงาขึ้นมาทันตา ฮุ่ยชิวคิดทบทวนตอนนี้นางแน่ใจแล้วว่าเลย่ที่นางจะต้องพบเจอกับพระเอกของนิยาย ‘ท่านชายอวิ๋นหยาง’ มาแล้ว
นางไม่รู้ว่าตอนนี้พระเอกของเื่จะทำเช่นไรต่อไปเมื่อเขาไม่พบนางก็เท่ากับว่าขาดตัวละครสำคัญที่จำเป็ต่อการขึ้นครองบัลลังก์ของเขาไปด้วยตำแหน่งตอนนี้ของเขาที่มีศักดิ์เพียง ‘เจิ้นกั๋วกง’ หรือที่เรียกว่าท่านชายขั้นหนึ่งคงยากที่จะขึ้นไปสู่จุดสูงสุดได้
ฮุ่ยชิวตบหน้าตนเองเบา ๆ เพื่อไล่ความคิดฟุ้งซ่านชวนปวดหัวออกไป ไม่ว่าเื่วุ่นวายในราชสำนักจะเป็เช่นไรใครจะได้ครองบัลลังก์ต่อก็ไม่เกี่ยวข้องกับนางทั้งนั้น ตอนนี้นางเป็เพียงแค่บุตรสาวของคนขายหมั่นโถวแล้วจะคิดมากไปทำไมให้ปวดหัว
เมื่อคิดได้นางจึงลุกขึ้นมาลงมือเก็บกวาดเรือนเพื่อให้ตนเองไม่ต้องมีความคิดฟุ้งซ่านอีก ์ให้โอกาสนางมีชีวิตใหม่ นางก็ขอแค่มีชีวิตรอดต่อไปพร้อมกับครอบครัวใหม่ก็เพียงพอแล้ว
บนถนนที่คนพลุกพล่านบุรุษผู้หนึ่งที่แต่งกายดีกว่าชาวบ้านธรรมดากำลังเดินกวาดสายตามองราวกับ้าสำรวจหลังจากที่เขามาใช้ชีวิตอยู่ในร่างของท่านชายอวิ๋นหยางผู้นี้เวลาก็ล่วงเลยมากกว่าเจ็ดวันแล้วถึงอย่างนั้นก็ยังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ยังปรับตัวไม่ค่อยได้เขาจึงตัดสินใจที่จะออกจากจวนมาเดินเล่นข้างนอกเสียหน่อยเพื่อทำความคุ้นชิน
จางเชี่ยนหยุนเดินตามนายของตนไปไม่ห่างสีหน้ามีความวิตกกังวล ก็ในเมื่อท่านชายของเขาเพิ่งจะรอดพ้นจากคนร้ายมาไม่นานนักแต่ยามนี้กลับออกมาเดินนอกจวนอย่างไม่ทุกข์ร้อน ซ้ำร้ายคนร้ายก็ยังจับตัวไม่ได้หากเกิดเื่อันใดขึ้นเขาจะทำเช่นไร!
แม้จะมีกลุ่มองครักษ์ติดตาม แต่จางเชี่ยนหยุนกับยังไม่ไว้วางใจถึงนายของตนเองจะมียศศักดิ์เป็เจิ้นกั๋วกง แต่ทุกคนก็รู้ว่าเขานั้นไร้อำนาจจากบุตรชายเพียงคนเดียวของอดีตชินอ๋องเมื่อสิ้นบิดามารดาไปด้วยความไม่กระจ่างกลับได้ตำแหน่งมาเพียงเจิ้นกั๋วกงแทนที่จะได้สืบทอดชื่ออ๋องต่อไปมิหนำซ้ำยังถูกขับออกมาอยู่นอกวังหลวงไปไกลถึงหลายลี้และถูกจับตามองไม่ให้ออกนอกเมืองหลวง ขนาดคนสมองน้อยยังดูออกว่าฮ่องเต้ทรงชิงชังและไม่ไว้วางพระทัยพระนัดดาของตนเองผู้นี้มากนักแต่ใครเล่าจะกล้ากล่าวออกมาให้ตนเองหัวขาด
“ท่านชาย ข้างหน้าเป็ย่านการค้าผู้คนพลุกพล่านมิหนำซ้ำยังร้อนอบอ้าวเช่นนี้ข้าว่าท่านไปโรงน้ำชาเ้าประจำจะดีกว่าหรือไม่ขอรับ”
อวิ๋นหยางเหลือบสายตามองคนสนิทข้างกาย เพียงแค่สังเกตท่าทางของจางเชี่ยนหยุนเขาก็เห็นความเป็กังวลที่ฉายชัด
ั้แ่ที่หลี่เสี่ยวหลงมาอยู่ในโลกแห่งนี้และแอบลอบถามข้อมูลจากจางเชี่ยนหยุนกับพ่อบ้านในจวนมาเขาก็ทราบว่าโลกแห่งนี้ดูเหมือนไม่ใช่ที่ปลอดภัยของชายที่มีนามว่าอวิ๋นหยางเพียงแค่ก้าวเท้าออกจากจวนก็เหมือนกับมีสายตาคอยจ้องมอง
“งั้นหรือ อืม นำทางเถิด”
“หมั่นโถวร้อน ๆ ไหมขอรับ”
เสียงเด็กชายผู้หนึ่งะโเรียกลูกค้าดังขึ้นทำให้เรียกความสนใจของอวิ๋นหยางที่กำลังจะเดินตามจางเชี่ยนหยุนไปให้หันไปมอง
ไอร้อนก่อตัวเป็ควันขาวลอยขึ้นเมื่อถังไม้ถูกเปิดออกเมื่อมองเข้าไปในถังเขาก็เห็นหมั่นโถวลูกเล็กใหญ่คละกันวางเรียงอยู่จนเต็มแต่ไม่ใช่หมั่นโถวลูกขาวที่เห็นทั่วไปในย่านนี้เพราะหมั่นโถวนั้นมีความแตกต่างด้วยสีสัน มิหนำซ้ำยังเป็รูปทรงต่าง ๆ
เพียงแค่ะโเรียกไม่นานก็มีคนมาซื้ออากาศ่นี้เริ่มมีไอเย็นก่อตัว การที่มีหมั่นโถวร้อนในมือก็ทำให้ช่วยให้ความอบอุ่นได้ไม่น้อยผู้ที่ซื้อหมั่นโถวต่างจากไปด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มยินดีทั้งยังเอ่ยชมความสวยงามจนแทบไม่กล้ากินนี้
“ท่านชายมองอะไรอยู่หรือขอรับ”จางเชี่ยนหยุนเอ่ยเรียกนายของตนที่ไม่ยอมเดินตามมาเสียทีพลันมองตามไปยังสายตาของเ้านาย “หมั่นโถวพวกนี้แปลกสวยงามไม่น้อย ท่านชายสนใจสักลูกหรือสองลูกไหมขอรับ”เขารีบเอ่ยถามเพราะรู้ถึงความ้าของเ้านายตน
แถมเขาเองก็เริ่มหิวแล้วด้วยเมื่อได้กลิ่นหอมของหมั่นโถวจึงต้องกลืนน้ำลายลงไปเพื่อพยายามห้ามไม่ให้น้ำลายไหลออกมา
เมื่ออวิ๋นหยางพยักหน้ารับจางเชี่ยนหยุนก็ควักเงินในกระเป๋าเดินไปซื้อให้เ้านายทันที “เถ้าแก่หมั่นโถวสี่ลูก” เขาเอ่ยสั่ง เถ้าแก่ร้านรีบตอบรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“เลือกได้นะขอรับ คุณชายอยากได้ลูกไหน”
จางเชี่ยนหยุนกวาดตามอง แม้จะสวยงามก็จริงแต่ก็ออกน่ารักเกินไปกว่าที่ชายอย่างเขาจะหยิบขึ้นมากินกลางตลาดได้ เขากระแอมขึ้นมาเบา ๆ ใบหูออกจะแดงเล็กน้อยเพราะผู้ที่มาต่อแถวข้างหลังล้วนมีแต่อิสตรี “เอาหมูลูกเจี๊ยบ ก้อนกลม ๆ ลาย ๆนั่น แล้วก็...”
“หมีสีน้ำตาล” อวิ๋นหยางเอ่ยเสียงเรียบ
“ได้ขอรับ” คนขายหมั่นโถวรีบจัดแจงตามที่ลูกค้าสั่งทันที
“ไม่ใช่หมีตัวนั้น ตัวนี้”นิ้วเรียวยาวขึ้นไปที่หมีรูปร่างประหลาดตัวหนึ่งแม้แต่ใบหน้าก็เบี้ยวไม่กลมเช่นลูกอื่น
ป๋ายเลี่ยงรุ่ยร้อง อ๋อออกมาหนึ่งคำก่อนจะส่งหมั่นโถวลูกนั้นไปให้คุณชายที่หน้าตาหล่อเหลาแล้วรับเงินค่าหมั่นโถวจากผู้ติดตาม
“ท่านพ่อ หมีประหลาดของพี่หญิงขายออกด้วย”
ป๋ายเลี่ยงรุ่ยส่งสายตาห้ามปรามบุตรชาย“แม้เ้าจะว่าน่าเกลียด แต่ในสายตาของผู้อื่นมันอาจจะสวยงามก็ได้ เอารีบเรียกลูกค้าเร็วเข้า”
“ขอรับ” ป๋ายเฉาหลัวตอบลากเสียงยาวอย่างเกียจคร้านถึงอย่างนั้นก็ยะโกนเรียกลูกค้าแต่โดยดี
“ท่านชาย... เ้านั่นมันคือหมีหรือขอรับ”จางเชี่ยนหยุนเอ่ยถามอย่างไม่ค่อยจะแน่ใจนักหมั่นโถวในมือของนายตนดูอย่างไรก็แทบจะไม่คล้ายหมีหน้าตามันดูประหลาดพิกลแถมยังบึ้งตึง
อวิ๋นหยางส่งเสียงตอบรับในลำคอเบา ๆ เขามองหมั่นโถวในมือที่ชวนให้นึกถึงตัวการ์ตูนตัวหนึ่ง “ริลัคคุมะ”เขาเอ่ยเฉลย ใบหน้าคล้ายยิ้มก็เหมือนไม่ยิ้ม พลันนึกถึงคนที่ชอบเ้าหมีตัวนี้...
จางเชี่ยนหยุนมีใบหน้างวยงงเมื่อคำพูดประหลาดที่เขาไม่เข้าใจถูกเอ่ยออกมาจากปากเ้านายตนอีกครั้งไม่รู้ว่าเป็เพราะ่นี้ท่านชายอ่านตำรามากไปหรือไม่เขาที่ไม่เคยอ่านถึงฟังไม่เข้าใจ?
สตรีรูปร่างอ่อนช้อยนางหนึ่งก้าวลงจากรถม้า ก่อนที่นางจะย่อกายคารวะทักทายผู้ที่บังเอิญพบเจออย่างนอบน้อม ใบหน้าของนางประดับด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน“ท่านชายอวิ๋นหยาง บังเอิญจริงที่เจอท่านที่นี่”