บทที่10 พิรุณโปรยปราย
หลังเจียอี้ยืนอยู่นานจนแน่ในแล้วว่าไม่มีใครรับรู้ถึงตัวตนของเขา เขาจึงเริ่มเคลื่อนไหวไปตามป่าพลางปลดปล่อยััรอบตัวในระยะหนึ่งลี้ตลอดเวลาเพื่อยืนยันเส้นทางไปสู่ตระกูลหลิง
มุมมองเจียอี้
ข้าอยู่ทิศเหนือของป่าธารธาราห่างไกลจากตระกูลหลิงนับพันลี้ ต่อให้มีวิธีไปตระกูลหลิงเพียงเสี้ยวพริบตาก็จำเป็ต้องไปอย่างช้าๆ ไม่ให้ใครพบเห็น เพราะไม่รู้ว่าบนดาวเทียนไห่มีตัวตนสูงส่งระดับใดหลบซ่อนอยู่บ้าง
แม้ว่ายามนี้ข้ากำลังเคลื่อนไหวไปตาพื้นกรวดยังระมัดระวังทุกสิ่งรอบด้าน เมื่อพบสัตว์อสูรก็เลือกหลีกเลี่ยงไม่เข้าปะทะเพราะข้าไม่มีความจำเป็ต้องไปสังหารมัน
เดิมทีข้าเป็คนเก็บตัวใช้ชีวิตเรียบง่าย นานๆครั้งก็ไปััธรรมชาติ การเดินทางไปเรื่อยๆเช่นนี้ ทำให้ข้าัักลิ่นอายธรรมชาติบรรยากาศเย็นสบาย เสียงสายน้ำไหล สายลมพัดผ่าน พฤกษาพลิ้วไหว วิหคร่ำร้อง
ป่าธารธาราแห่งนี้ทำให้ข้ารู้สึกรื่นรมย์และคุ้นเคยเหมือนอยู่บนโลกแม้เื่ราวในอดีตจะทนทุกข์มากล้น แต่ข้าเริ่มจะลืมเลือนมันไปบ้างแล้ว
บางทีอยู่ในป่าธารธาราต่อไปอีกสักระยะข้าอาจลืมเลือนเื่ราวเลวร้ายในอดีตไปหมดสิ้น
ตลอดเวลาที่เจียอี้เดินทางผ่านป่าธารธาราเวลาล่วงเลยผ่านไปถึงสองวัน เขาเดินทางได้ไกลถึงสองร้อยลี้ โดยไม่ต้องดื่มกินนี่ไม่ใช่ว่าเจียอี้มีระดับบ่มเพาะ อยู่ระดับเทวะ แต่เขาเป็จักรพรรดิศพผู้ไม่ต้องดื่มกินก็สามารถดำรงชีพอยู่ได้ตลอดกาล
อีกสี่วันถัดมา
เจียอี้ได้เข้าสู่ใจกลางป่าธารธาราอันมีบ่อน้ำพุขนาดใหญ่พวยพุ่งแทบตลอดเวลา ในที่นั้นเขาได้พานพบอสูรเทวะตนหนึ่งอาศัยอยู่ในน้ำพุและคล้ายว่ามันกำลังหาหนทางก้าวเข้าสู่ ระดับราชันเทวะ
เพียงแต่เจียอี้เลือกเมินมันไปและเดินทางต่อจนออกจากเขตใจกลางป่าธารธารา นับจากนั้นอีกหกวัน เขาได้เข้าสู่เขตทิศใต้ของป่าธารธารา
เมื่อเจียอี้เข้าสู่เขตทิศใต้ของป่าระยะห่างระหว่างเขากับตระกูลหลิงก็สั้นลงเหลือเพียงห้าร้อยลี้ถึงอย่างนั้นเขาต้องใช้ระยะถึงสิบวันหรืออาจจะมากกว่า หากพบเจอเื่มิคาดฝัน กว่าจะไปถึงตระกูลหลิง
หลังจากเดินทางมาอีกเจ็ดวันโดยไร้อุปสรรคขวางกั้นวันที่แปด เจียอี้ได้กลิ่นโลหิตจางลอยมาตามสายลม เขาััได้ว่าเป็โลหิตของมนุษย์จึงเร่งความเร็วขึ้นหลายเท่า
พอเจียอี้เดินทางไปได้สิบลี้เขาก็ได้พบเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เป็เมฆสีเทาที่มาพร้อมกับหยาดฝนโปรยปรายกินพื้นที่ไปทั่วป่าธารธารา มันทำให้กลิ่นโลหิตแทบจางหายไปหมดราวกับ์กำลังเล่นตลก
แต่นั่นหาใช่ปัญหาสำคัญเพราะเจียอี้มีเคล็ดวิชาอสูร ตามติดโลหิต มันสามารถสะกดรอยกลิ่นโลหิตที่เคยลอยอยู่ในอากาศได้เพียงใช้อสูรในตันเถียนที่เขาบ่มเพาะ
“ออกมา!” เจียอี้เรียกัเทพยดา สามวินาทีต่อมามันก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้าเขาไม่รีรอจะใช้เคล็ดวิชาอสูร ตามติดโลหิต แม้ว่าเป็การใช้ครั้งแรก
แต่เขาสามารถใช้มันได้อย่างเชี่ยวชาญราวกับเคยใช้มาก่อน เพราะมันเป็ผลจากมรดกอสูรที่ทำให้เขาเข้าใจเกี่ยวกับทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับอสูร ไม่ว่าจะชนิดอสูรเคล็ดวิชาอสูร เขตแดน และความสามารถอื่นๆ นับไม่ถ้วน
เรียกได้ว่ามันดีว่าเคล็ดวิชามารเคล็ดวิชาเทวะ หรือการใช้วิชาแห่งความตายที่ได้จาก การกลายเป็จักรพรรดิศพที่เคยฝึกใช้เป็ไหนๆ เพราะไม่ได้รับผลกระทบ ซ้ำยังเข้าใจอย่างถ่องแท้
โฮกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
ัเทพยดาคำรามลั่นเสียงทรงอำนาจถึงกับทำให้หยาดฝนนิ่งค้างไปหลายลมหายใจ
“ไป!” เจียอี้ออกคำสั่งัเทพยดาพร้อมกับะโขึ้นหลังั หลังจากนั้นัเทพยดาจึงเคลื่อนไหวไปบนท้องฟ้ามุ่งไปยังทิศทางหนึ่งด้วยความเร็วดุจดาวหาง
กระนั้นเจียอี้ยังยืนบนหลังัในท่าสงบนิ่งมั่นคงดุจขุนเขามิอาจสั่นคลอน แต่มีสิ่งหนึ่งที่ยากสังเกตเห็น คือเขากำลังมองผ่านสายตาัเทพยดารับรู้ถึงกลิ่นอายโลหิตไปพร้อมกับมัน
หลังจากมาได้ระยะหนึ่งเจียอี้ััได้ถึงกลิ่นโลหิตเข้มข้นไม่นานจากนั้นเขาจึงััถึงร่างศพมนุษย์นับร้อยเกลื่อนพื้นกับมนุษย์เกือบสิบกำลังกวัดแกว่งศาสตราห้ำหั่นกัน
“ชุดนั่น! สำนักเมฆกับสำนักธารา มันเกิดเื่อะไร?”เจียอี้พึมพำ แล้วร่อนตัวลงจากหลังัเทพยดา
.
.
.
ย้อนกลับไปก่อนหน้าสักครึ่งเดือน
สำนักเมฆกับสำนักธารา สองสำนักใหญ่แห่งเมืองใบหลิวเมืองที่ตั้งอยู่ติดกับป่าธารธารา ห่างจากตระกูลหลิงไปห้าลี้
สองสำนักนี้ได้ร่วมมือกันส่งคนของแต่ละสำนักไปหนึ่งร้อยคน ซึ่งมีระดับนภาของแต่ละสำนักเป็ผู้นำที่เหลือล้วนอยู่ในระดับปฐี เข้าไปกวาดล้างฝูงอสูรหมาป่าสายธาร ระดับปฐีกว่าห้าสิบตัว ซึ่งมีหัวหน้าฝูงอยู่ใน ระดับนภา เพื่อขจัดความเดือดร้อนให้ชาวเมืองใบหลิว
่สามวันแรกกลุ่มสองสำนักเข้าป่าธารธารายังมิพบอสูรหมาป่าสายธาร จึงเลือกเดินลึกเข้าไปในป่า
หกวันให้หลังจึงได้พบฝูงอสูรหมาป่าสายธารคนสองร้อยและอสูรกว่าห้าสิบจึงเกิดการต่อสู้เป็ตายแม้ว่าจบลงด้วยคนของสองสำนักสังหารอสูรหมาป่าสายธารหมดสิ้นความเสียหายของสองสำนักก็นับว่าไม่น้อย ถึงกับเสียคนไปร่วมร้อยยังดีที่ระดับนภามีชีวิตรอดมาได้ แต่ก็าเ็ไม่ต่างจากระดับปฐีที่มีชีวิตรอด
หลังจบสิ้นการกวาดล้างทั้งสองสำนักต่างเร่งเดินทางกลับ ไม่คิดสนใจชิ้นส่วนมีค่าของอสูรหมาป่าสายธารเพราะกลัวว่ากลิ่นโลหิตจะดึงดูดอสูรมามากล้นจนไม่สามารถหลบหนีได้
แต่คนทั้งสองสำนักไม่คาดคิดว่าระหว่างทางกลับไปเมืองใบหลิวเมื่อหกวันก่อนจะได้กลิ่นเหม็นประหลาดก่อนกลุ่มคนสองสำนักจะถูกหมอกควันสีเขียวปกคลุมจนกลายเป็ไร้สติ
ต่อจากนั้นทุกคนก็ล้มลงคล้ายสิ้นสติแต่ไม่นานก็ลุกขึ้นมาฆ่าฟันกันเหมือนเป็บ้า
ถึงแม้หมอกสีเขียวจะจางหายไปแล้วกลุ่มคนสองสำนักก็ไม่หยุดฆ่าฟัน ราวกับว่าทุกคนไม่หลงเหลือสติสัมปชัญญะ
.
.
.
กลับมาปัจจุบัน
เจียอี้ร่อนลงพื้นแ่เบายืนมองกลุ่มคนสองสำนักฆ่าฟันจนเหลือแค่ชายวัยกลางคนผู้เดียวซึ่งเป็คนของสำนักธาราที่อยู่ใน ระดับนภา อีกทั้งกำลังเดินมาหาเขา
“ดวงตาสีขาวไร้ั์ตาผิวขาวซีด ก้าวเดินคล้ายคนไร้สติ ลมปราณแปรปรวนกระดูกหักแทงทะลุเนื้อยังไร้ความรู้สึก หากข้าไม่ใช่จักรพรรดิศพคงคิดว่ามันเป็ศพหุ่นเชิด” เจียอี้พิจารณาเขาสามารถบอกได้ว่าชายวัยกลางคนมีกลิ่นอายแห่งชีวิตริบหรี่
เขตแดนทะเลปี่อ้าน!
เจียอี้ปลดปล่อยเขตแดนทะเลปี่อ้านกินระยะสิบลี้ก่อนให้เขตแดนกลืนกินร่างชายวัยกลางคน และศพในระยะเขตแดนหมดสิ้น
“หลับให้สงบเหล่าผู้โชคร้าย”เจียอี้กล่าว ก่อนใช้พลังเก็บแหวนมิติทั้งหมดแล้วบินขึ้นไปบนหลังัเทพยดาบนท้องฟ้า
เมื่อเจียอี้อยู่บนหลังัเทพยดาสายตาเขามองไปยังขอบชายป่าธารธารา สุดท้ายจึงมองไปยังเมืองใบหลิวที่บัดนี้มีหมอกสีเขียวปกคลุมทั่วเมือง แม้หยาดฝนโปรยปรายยังมิอาจชะล้าง
“หมอกสีเขียว สมควรเป็‘พิษหลอนประสาททลายปัญญา’เพียงสูดดมเล็กน้อยต้องสิ้นสติ และตื่นขึ้นมาราวกับเห็นทุกสิ่งเป็ภาพหลอนทุกวินาทีสมองจะถูกทำลาย จวบจนตกตายไปเอง มิหนำซ้ำปริมาณคลุมเมืองผู้ใดถึงกับเหี้ยมโหดเช่นนั้น” เจียอี้ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งพลางนำชุดคลุมสีขาวเรียบง่ายมาสวมใส่ ก่อนสั่งัเทพยดามุ่งตรงไปยังเมืองใบหลิว
‘หากมิพบผู้ลงมือข้าก็ไม่จำเป็ต้องปิดบังตัวตน เพียงเร่งไปยังตระกูลหลิง เผื่อเกิดเื่ไม่คาดฝัน’เจียอี้กล่าวในใจ ััเขายังขยายกว้างไปถึงร้อยลี้
เมื่อเจียอี้มาถึงเมืองใบหลิวสิ่งที่เขาเห็นคือความโกลาหลของผู้คนภายในเมือง ซ้ำร้ายััเขายังกวาดผ่านไปถึงตระกูลหลิงพบเห็นมนุษย์ธรรมดาสามัญผู้หนึ่งอยู่ห่างตระกูลหลิงหนึ่งลี้ถือไหใบใหญ่ปลดปล่อยกลิ่นอายของพิษหลอนประสาททลายปัญญาเขาจึงสั่งัเทพยดาให้ไปจับตัวมันเอาไว้ ส่วนตัวเขาจะลงไปยังเมืองใบหลิวมิใช่เพื่อช่วยเหลือ แต่เป็การดูดกลืนพิษในอากาศ ดูดกลืนผู้สูดดมหมอกพิษ และดูดกลืนศพ
หวู้ววววววววววววววววววววว
ัเทพยดาแหวกอากาศพุ่งชนหยาดฝนนับไม่ถ้วน แล้วหายไปจากสายตาเจียอี้ส่วนตัวเจียอี้กำลังลอยอยู่บนอากาศ กวาดตามองหาผู้รอดชีวิตที่มิอาจช่วยเหลือตนเองเพราะเขาหาใช่คนใจดำอำมหิตหรือเป็โรคจิตชอบมองคนทุกข์ทรมาน
เพียงแต่คนที่เขาจะช่วยหาใช่หนุ่มสาวผู้ใหญ่หรือผู้บ่มเพาะปราณที่กำลังใช้พลังขับไล่หมอกเพื่อเอาชีวิตรอดแต่เป็ผ้าผืนขาวอย่างเด็กน้อย
“เด็กสาวตัวน้อย? เหลือรอดเพียงผู้เดียว” เจียอี้พุ่งลงไปหาเด็กสาวอย่างไม่รีรอ แม้ข้างกายเด็กสาวมีผู้บ่มเพาะสตรีเข้าช่วยเหลือปัดเป่าหมอกพิษรอบกายทั้งสองยังคงเต็มไปด้วยผู้สูดดมหมอกพิษรุมล้อม
ตูม!
ร่างเจียอี้พุ่งลงถึงพื้นคลื่นพลังเทวะพลันกวาดร่างผู้สูดดมหมอกพิษออกไปพร้อมหมอกพิษ สร้างความประหลาดใจให้กับเด็กสาวและผู้บ่มเพาะสตรี
“ราชสีห์เร้นลับ ออกมา!” เจียอี้เรียกอสูรจากตันเถียนยามมันปรากฏตัวหนึ่งเด็กสาวหนึ่งสตรีถึงกับใ แต่เจียอี้หาได้ใส่ใจทั้งสอง
“พาทั้งสองออกไปจากเมือง”เจียอี้สั่งประโยคเดียว ราชสีห์เร้นลับพลันเร่งนำร่างเด็กสาวและสตรีขึ้นหลังก่อนสยายปีก แล้วบินจากไปโดยไร้ท่าทางขัดขืนจากทั้งสอง
ส่วนเจียอี้ได้ใช้เขตแดนทะเลปี่อ้านครอบคลุมทั้งเมืองใบหลิวดูดกลืนหมอกพิษ ร่างศพและผู้สูดดมหมอกพิษ สำหรับผู้มีชีวิตรอดเขตแดนปี่อ้านนั้นมิได้ทำอันตราย
ในสายตาของเด็กสาวและผู้บ่มเพาะสตรี
เริ่มแรกทั้งสองตกอยู่ในวงล้อมหมอกพิษยากหลบหนี ยังถูกผู้สูดดมหมอกพิษรุมล้อม แทบไร้หนทางรอดชีวิตแต่ปรากฏว่ามีผู้ยืนมือเข้ามาช่วยเหลือ ทั้งสองต่างเกิดความรู้สึกยินดีเปี่ยมล้น
แต่พอราชสีห์มีปีกตัวเขื่องแสนแปลกตาปรากฏเบื้องหน้าความยินดีพลันกลายเป็ความรู้สึกหวาดกลัวและใจนทำอะไรไม่ถูก ยิ่งถูกราชสีห์งับชุดจับโยนขึ้นหลังยิ่งเกร็งเข้าไปใหญ่
เหนือสิ่งอื่นใดยามราชสีห์สยายปีกนำพาทั้งสองบินขึ้นฟ้าเมืองใบหลิวสร้างความรู้สึกแปรปรวนในใจพอตั้งสติกันได้ทั้งสองต่างมองลงไปเบื้องล่าง จึงได้เห็นว่ามีดอกไม้สีแดงฉานกระจายไปทั่วเมืองดอกไม้เ่าั้กำลังดูดกลืนหมอกพิษ ในความเร็วที่เห็นด้วยตาเปล่าได้เรียกได้ว่าเป็ความรู้สึก และเหตุการณ์อันแสนสั้นที่จะสลักลงไปในใจทั้งสองตลอดกาล โดยไม่มีวันลบเลือน