อัสดงเย็นย่ำ ณ ยอดเขาฮวาซาน
หน้าผาสูงชันลดหลั่นชิดขอบเมฆมองไกลสุดขอบแผ่นดิน ดวงอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า ส่งผลให้ท้องนภากลายเป็สีแดงฉานราวกับเป็สัญญาณลางร้ายที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ทุกขณะจิต
เสียงฝีเท้าก้าวสั้น ๆ ดังถี่รัวมาตามทางเดินที่ปูด้วยแผ่นหิน ร่างเล็กวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในโถงฝึกยุทธ์ของสำนัก ชายผ้าคลุมสีขาวเปื้อนคราบโคลนแห้งกรัง ผมเผ้าหลุดรุ่ยรุงรังดูน่าอนาถ
“อาจารย์! แย่แล้ว! ที่ทางขึ้นเขามีคนแห่กันมาเต็มเลยเ้าค่ะ” เสียงเล็ก ๆ ะโนำมาก่อนร่างจะวิ่งไปถึงผู้เป็อาจารย์ซึ่งนั่งอยู่อย่างนิ่งสงบ
ศิษย์สายตรงกลุ่มหนึ่งยืนอยู่กลางห้องโถง ชายอาภรณ์ขาวสะอาดเรี่ยพื้น ทุกคนมีเพียงเครื่องประดับผมเรียบง่าย ใบหน้าไร้สีสันแต่งแต้ม กลางห้องโถงมีบัลลังก์สีทองของเ้าสำนักตั้งอยู่อย่างโดดเด่น สตรีผมขาวยาวสยายนั่งนิ่งอยู่บนบัลลังก์นั้น แผ่นหลังบางเอนพิงพนัก มือสองข้างวางราบกับที่เท้าแขน ใบหน้ามีริ้วรอยเหี่ยวย่นจาง ๆ นางกำลังทอดสายตามองตรงไปยังศิษย์หญิงแรกรุ่นที่นางเลี้ยงดูมาเองกับมือ
ยามนี้ศิษย์ทั้งห้ามีสีหน้าต่างกันไป ด้วยสถานการณ์ของสำนักไม่ปกติสุขเช่นเดิมแล้ว เนื่องจากมีชาวยุทธ์จำนวนมากปรากฏตัวขึ้นที่เชิงเขาพร้อมอาวุธในมือดั่งจะมาเปิดศึกรบ ซึ่งเมื่อส่งศิษย์สายรองออกไปสอบถามแล้ว คำตอบที่ได้คือ...
พวกเขามาตามหาของวิเศษ
“ทำไมพวกท่านยังยืนนิ่งกันอยู่เช่นนี้เล่า คนพวกนั้นจะฝ่าค่ายกลเข้ามาได้แล้วนะ” เมื่อเห็นทุกคนยืนนิ่ง ศิษย์คนเล็กที่เพิ่งวิ่งเข้ามาจึงโวยวายเสียงดังขึ้น
ศิษย์สายตรงทั้งสี่หันไปมองหลี่เข่อฉิงที่ดูลนลานคล้ายเสียสติ
ทำไมพวกนางจะไม่รู้ว่าสถานการณ์ตอนนี้เป็เช่นไร เพียงแต่ท่านอาจารย์ไม่อนุญาตให้พวกนางหยิบอาวุธออกไปต่อสู้ต่างหากเล่า
“ศิษย์น้องเล็ก เ้าใจเย็นก่อนเถิด ท่านอาจารย์ไม่ได้เรียกเ้าเพื่อให้มาส่งเสียงโหวกเหวกโวยวายเช่นนี้” ซานหยุนฉีศิษย์คนที่สามนิ่วหน้าใส่ศิษย์น้องคนที่ห้า
สำนักฮวาซานเป็ที่ฝึกตนของนักพรตหญิงผู้รักษาพรหมจรรย์ ทุกวันต้องเจริญสติอย่างน้อยคนละหนึ่งชั่วยามเพื่อฝึกสภาวะจิต แล้วเหตุใดภวังค์แห่งสมาธิถึงขัดเกลาศิษย์น้องคนนี้ให้กลายเป็คนขี้โวยวายไปได้เช่นนี้กัน
“ว่าแต่ทำไมพวกท่านจึงมาอยู่พร้อมหน้ากันได้ไวนัก” หลี่เข่อฉิงทึ้งผมตัวเองเบา ๆ ขณะมองทุกคนอย่างไม่เข้าใจ
พลุไฟเพิ่งถูกจุดเรียกเหล่าศิษย์เอกเมื่อครู่นี้เองมิใช่หรือ นางนึกว่าตัวเองจะมาถึงเร็วที่สุดแล้วเสียอีก
“เงียบเถอะ ฟังเื่ที่ท่านอาจารย์จะพูดกับพวกเราก่อน” หญิงสาวผิวขาวซีดซึ่งยืนเยื้องบัลลังก์เ้าสำนักเอ่ยขึ้น
นางคืออู๋ชิง ศิษย์พี่ใหญ่ของทุกคนในที่นี้
เมื่อเห็นว่าคนที่้าพบมาอยู่กันพร้อมหน้าแล้ว สตรีเ้าสำนักจึงเอ่ยขึ้น
“พวกเ้าคงรู้แล้วว่าสำนักของเรากำลังมีเื่ กลุ่มคนที่เชิงเขามุ่งมาที่นี่เพื่อตามหาสิ่งประดิษฐ์ที่เ้าสำนักรุ่นแรกสร้างเอาไว้”
“ศิษย์ทราบเ้าค่ะ แต่อย่างไรของสิ่งนั้นก็ถูกทำลายไปจนหมดแล้วมิใช่หรือเ้าคะ เื่นี้ใคร ๆ ก็รู้กันทั้งนั้น” ศิษย์น้องสี่นามเหอซือซือเอ่ยด้วยแววตาสงสัย
“ซือซือเอ๋ย ยุทธภพเต็มไปด้วยผู้คนหลากหลาย เมื่อมีผู้คนมาอยู่รวมกันมากย่อมมีข่าวลือตามมามาก คำพูดเมื่อเอ่ยต่อกันไปย่อมมีจริงมีเท็จไม่แน่ชัด และหนึ่งในเื่ที่คนเ่าั้ลือกันก็คือสำนักของเรายังคงเก็บสิ่งวิเศษเ่าั้ไว้”
“เช่นนั้นเราก็ลงไปบอกพวกเขาว่า เราไม่มีสิ่งเ่าั้อยู่แล้วสิเ้าคะ ไม่เห็นจะยาก” ศิษย์คนรองออกความเห็น
ทว่าผานกู่ผู้เป็ทั้งเ้าสำนักทั้งอาจารย์กลับส่ายศีรษะอย่างช้า ๆ
“น่าเสียดายที่ข่าวลือนั้นเป็ความจริง” ผานกู่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น “เดิมทีข้าตั้งใจจะเก็บไว้เป็ความลับ แต่เมื่อสำนักตกอยู่ในสถานการณ์คับขันเช่นนี้แล้ว ข้าไม่คิดเช่นนั้นอีก พวกเ้าจงนำมันติดตัวไปด้วยเถิด”
หลังมือที่มีริ้วรอยยับย่นยื่นออกมาเบื้องหน้า พลันฝ่ามือที่แบขึ้นก็ปรากฏเป็แสงส่องประกายห้าสีคล้ายลูกแก้วกำลังหมุนวนไปมา
“ให้พวกเรานำติดตัวไปด้วยหรือเ้าคะ หมายความว่าท่านอาจารย์จะให้พวกเราหนีไปหรือเ้าคะ แล้วท่านอาจารย์ล่ะเ้าคะ” ซานหยุนฉีถาม
ใบหน้าเศร้าสลดของเ้าสำนักคล้ายปรากฏรอยยิ้มแสนอารีส่งมายังเหล่าศิษย์หญิงทั้งห้านาง
“ข้าจะเฝ้าอยู่ที่นี่เอง พวกเ้าจงแยกย้ายกันไป อย่าให้ผู้ใดล่วงรู้ตัวตนที่แท้จริงของพวกเ้าเด็ดขาด ข้าจะส่งพวกเ้าเข้าสู่เส้นทางลับเพื่อลงเขา เมื่อจากไปแล้ว อย่าได้คิดหวนกลับมาอีก จงไปใช้ชีวิตตามเส้นทางของตนเท่านั้นพอ”
เมื่อกล่าวจบ เ้าสำนักก็สะบัดมือเบา ๆ หนึ่งครั้ง แสงสว่างจ้าทั้งห้าสีซึ่งลอยวนอยู่เหนือฝ่ามือซีดเซียวข้างนั้นก็พุ่งตรงไปยังเบื้องหน้า
พลันปรากฏเครื่องประดับหยกห้าสีขึ้นกลางฝ่ามือของศิษย์แต่ละคน
“ท่านอาจารย์ นี่มัน...” ศิษย์สายตรงลำดับสามพลิกดูของที่อยู่ในมือของตนไปมา
เ้าสำนักเริ่มมีท่าทีอ่อนล้าขณะกล่าว “ของวิเศษเหล่านี้หากพวกเ้า้าใช้พลังอำนาจของมัน จงจำไว้ว่าเ้าจะต้องแลกด้วยบางสิ่งเสมอ หากไม่จำเป็ จงเลี่ยงที่จะใช้มันเถิด ... เอาละ รีบไปได้แล้ว อู๋ชิง เ้านำศิษย์น้องของเ้าไปเถิด”
“ทำไมท่านอาจารย์ไม่ไปกับพวกเราล่ะเ้าคะ!” เล่อฉวีหลินเอ่ยถาม
“ข้ายังมีเื่ต้องทำ” แม้กล่าวชัดเช่นนั้นแล้ว สตรีชราก็ยังเห็นแววไม่ยินยอมในสายตาของศิษย์ทุกคน นางจึงหลุบตาลงแล้วเอ่ยต่อ “...หลังจากส่งศิษย์สายรองออกไปจนครบทุกคนแล้ว อาจารย์จะตามไป วันหนึ่งข้างหน้าคงได้พบกัน”
“ท่านอาจารย์...” ซานหยุนฉีมองผู้เป็อาจารย์แล้วยกมือปาดน้ำตา
เหตุใดนางถึงรู้สึกว่า นี่อาจเป็ครั้งสุดท้ายที่นางจะได้เห็นหน้าผู้ที่คอยปกป้องคุ้มครองนางกันเล่า
แต่แม้จะอยากขัดขืนไม่ยอมจากไป อย่างไรก็ไม่อาจขัดคำสั่งของผู้เป็อาจารย์ได้ ที่สุดจึงยอมหันหลังให้ผู้มีพระคุณ
คงไว้เพียงความหวังว่าจะได้พบกันอีกสักครั้งในวันข้างหน้า
ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าแล้ว ม่านรัตติกาลคลุมท้องนภา ศิษย์สายตรงทั้งห้าของสำนักฮวาซานถูกอาจารย์สั่งให้ลงจากเขาผ่านเส้นทางลับที่ไม่เคยมีผู้ใดล่วงรู้
สุดปลายทางลับเป็พื้นที่กว้าง ไกลลิบขึ้นไปเป็ที่ตั้งของสำนักที่ศิษย์หญิงทั้งห้าเห็นเปลวเพลิงแดงฉานกำลังโหมไหม้อยู่
ยามนี้ต้นถานฮวาข้างสำนักที่พวกนางช่วยกันปลูกั้แ่ยังเล็กคงกลายเป็ซากไม้สีดำหมดแล้ว...
บรรยากาศรอบข้างเย็นะเือย่างน่าใจหาย ประสาทหูคล้ายได้ยินเสียงร้องโหยหวนของมนุษย์ลอยแว่วมาเป็ระยะ ๆ ศิษย์ทั้งห้ายืนนิ่งเงียบ เดิมทีพวกนางก็ไม่มีบ้านให้กลับอยู่แล้ว มาตอนนี้สำนักก็ยังไม่มีให้อยู่อีก
ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยาม อู๋ชิงหันไปมองศิษย์น้องทั้งสี่ ก่อนจะเอ่ยวาจาเฉยชาประมาณหนึ่ง
“จงจำไว้ต่อจากนี้ ไม่มีสำนักฮวาซานอีก พวกเราจงแยกย้ายกันไปใช้ชีวิต รอจนทุกอย่างสงบแล้วค่อยกลับมาพบกัน”
แม้ทุกคนจะรู้สึกไม่ยินยอมแต่ไม่อาจปฏิเสธความจริงตรงหน้าได้ ทว่าเวลานี้สตรีทั้งห้ายังขอยืนมองความรุ่งโรจน์ที่ค่อย ๆ พังทลายลงอย่างเงียบ ๆ ต่อไปอีกสัก่เวลา
ด้วยทุกคนต่างรู้ดีว่า อีกไม่ถึงอึดใจ ภาพเบื้องหน้าก็จะกลายเป็เพียงภาพในความทรงจำเท่านั้นแล้ว
“ศิษย์พี่ ทำไมพวกเราไม่หนีไปด้วยกันเล่า” หลี่เข่อฉิงพูดทั้งน้ำตา
นี่เป็เพราะนางยังไม่แกร่งกล้าพอสินะ ท่านอาจารย์ถึงต้องทำเช่นนี้
นี่ถ้านางขยันให้มากกว่านี้ อดทนฝึกวิชาให้หนักกว่านี้ ไม่แน่ว่าจะช่วยเหลือสำนักได้บ้างแล้ว
อู๋ชิงส่ายหน้าก่อนจะเอ่ยตอบหนักแน่น “ทำตามคำสั่งอาจารย์ รีบแยกย้ายกันเถอะ จำไว้ว่าจงใช้ชีวิตให้ดี อย่าทำให้อาจารย์ที่เฝ้ามองพวกเราอยู่ ต้องผิดหวังเป็อันขาด”
สตรีทั้งห้ามองหน้ากันเป็ครั้งสุดท้ายก่อนจะทะยานแยกกันไปคนละทาง
*****
อาภรณ์ขาวพัดพลิ้วเหนือฮวาซาน
ยุทธภพร่ำลือถึงหญิงงามเพริศแพร้ว
ปรมาจารย์ละของวิเศษมุ่งนิพพาน
ปล่อยอนุศิษย์รับเคราะห์ของตน
จนสำนัก...ดับสิ้น...เป็ธุลี
*****