ในคืนที่ท้องฟ้ามืดสนิทมีเพียงลมหนาวที่พัดผ่านในยามนี้ผู้คนในวังเข้านอนหลับสนิทหาความอบอุ่นใต้ผ้าห่มผืนหนา มีเพียงทหารยามเดินตรวจอยู่ประปรายเท่านั้น รวมถึงสองนายบ่าวิซินและลู่ฉางที่ออกมาจากตำหนักเพื่อหาทางออกจากวังแห่งนี้ ทั้งคู่เริ่มทำการแยกย้ายหาทางออกที่้าทันที แม้จะหนาวเพียงใดแต่สองนายบ่าวก็ยังเดินหน้าแผนการแอบหนีออกจากวังต่อไป
“เ้าไปทางด้านหน้านะ เพราะอย่างน้อยคนที่นี่ก็เคยเจอเ้ามาบ้างหากมีคนพบเจอและหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็ทำทีมาขอยาให้ข้าเหมือนที่เ้ามาขอ เข้าใจหรือไม่”
“ขอรับ แต่บ่าวจะพยายามไม่ให้ใครเจอขอรับ”
“ดีมากงั้นเ้ารีบไปเถอะ”
ิซินกำชับก่อนแยกกันซึ่งลู่ฉางก็รับคำมั่นเหมาะที่จะไม่ให้ใครพบเจอตน เพราะเกรงจะทำให้คุณชายเดือดร้อน
ทั้งคู่ต่างแยกย้ายกันไปคนละทาง ิซินเดินลัดเลาะมาด้านหลังตำหนักตัวเอง ที่นี่มีเวรยามเดินมาดูเป็รอบๆ ซึ่งนานกว่าจะมาสักรอบนึง ทำให้ิซินมีเวลามากพอจะหลบซ่อนไม่ให้ใครเจอ มันเป็พื้นที่โล่งมีต้นไม้ขึ้นเยอะแต่ก็ไม่ได้ดูรกเหมือนป่าจนเกินไป เขาเดินไปเรื่อยๆ จนพบกับกำแพงสูง ิซินพยายามดูว่าตรงไหนที่พอจะออกไปได้บ้างจึงเดินตามแนวกำแพงมาเรื่อยๆ เจอยามก็แอบๆ เอาไม่ยากอาศัยตัวเล็กเลยยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่ จนกระทั่งเข้าเขตด้านหลังของเรือนบ่าว เขาเจอกับต้นไม้ใหญ่หนึ่งต้นที่มีบางส่วนยื่นออกไปนอกกำแพง ทำให้เขาเกิดความคิดที่จะปีนมันเพื่อออกไปข้างนอก แต่เอาไว้เป็ทางเลือกหากไม่เจอที่อื่นที่หลบหนีง่ายกว่านี้ เพราะหากออกไปตอนกลับเข้ามาคงจะลำบากหน้าดูเพราะคงไม่มีบันไดใช้ปีนกลับเข้ามา และที่เขาไม่คิดจะทำบันไดก็เพราะี้เีน่ะสิ ก็นะไหนๆ ก็จะขอออกไปสองสามวันนี้อยู่แล้ว เขาคงไม่มานั่งทำอะไรยุ่งยากแบบนั้นให้เสียเวลาหรอก
ิซินเดินไปคิดไปและหาทางออกอื่นไปด้วย แต่สุดท้ายก็ไม่พบ จึงเดินกลับมาที่ต้นไม้ต้นเดิมก่อนจะลองปีนขึ้นไปดู เมื่อมองออกไปก็พบกับป่าไผ่ แต่มองฝ่าความมืดไปอีกไกลพอสมควรเขาก็เจอกับสิ่งก่อสร้างเล็กๆ ลิบๆ ตามันมืดมากจนเขาไม่แน่ใจว่ามันคืออะไร แต่ตรงนี้ถือว่าลับตาคนพอสมควร มันดีและเขากำลังคิดวิธีกลับเข้ามาว่าจะทำอย่างไร จนคิดออกก็ลงจากต้นไม้และแอบกลับมาที่ตำหนักทันที
“เป็อย่างไรบ้างเจอทางออกหรือไม่”
เมื่อเจอลู่ฉางนั่งรออยู่ก่อนแล้วิซินก็รีบถามทันที
“ไม่เลยขอรับคุณชาย แล้วคุณชายล่ะขอรับ”
เมื่อเห็นคุณชายที่ตนรอด้วยความเป็ห่วงลู่ฉางก็โล่งใจ ก่อนจะตอบคำถามิซินด้วยความผิดหวัง
“ข้าเจอที่หนึ่ง…ว่าแต่เ้าปีนต้นไม้ได้ใช่หรือไม่”
“ได้ขอรับ”
ถึงจะไม่รู้ว่าคุณชายถามทำไมแต่ลู่ฉางก็ตอบกลับิซินไปว่าเขาปีนได้
“ดี…ถ้าอย่างนั้น พรุ่งนี้เช้าก่อนฟ้าสว่างเราจะไปออกทางนั้นกัน เ้าเองก็รีบนอนเถอะ รุ่งขึ้นเรามีเื่ต้องทำกันอีกหลายอย่างอาลู่”
“ขอรับ!”
สองนายบ่าวตอบรับกันเรียบร้อยก็รีบเข้านอนกันทันที
ยามอิ๋น (03.00 - 04.59 น.) ทั้งสองนายบ่าวก็ออกมาปีนต้นไม้ต้นนั้นกันั้แ่ฟ้ายังไม่สว่าง ิซินหยิบเชือกสีน้ำตาลที่เจอในตำหนักติดมือมาด้วยมันยาวพอเหมาะพอดีกับต้นไม้ที่เขาใช้ปีนมาก เขาผูกมันไว้ส่วนที่ยื่นออกไปนอกกำแพงเพื่อใช้สำหรับปีนกลับเข้ามา ที่เชือกถูกผูกปมเป็่ๆ ใช้สำหรับยึดเหนี่ยวเวลาปีนจะได้ง่ายขึ้น ลู่ฉางมองคุณชายของตัวเองปีนต้นไม้อย่างคล่องแคล่ว และโหนเชือกลงอย่างว่องไวราวกับชำนาญช่ำชองดี เขาแปลกใจกับท่าทีของิซินั้แ่ตื่นขึ้นมาแล้ว ดูกระตือรือร้น สดใส แข็งแรงกว่าก่อนนี้อย่างกับคนละคน แต่ลู่ฉางเลือกที่จะไม่สนใจการเปลี่ยนแปลงนี้เพราะเขาชอบคุณชายในลักษณะนี้มากกว่าน่ะสิ มันทำให้เขารู้สึกว่าคุณชายจะอยู่กับเขาไปอีกนานผิดกับเมื่อวันหลายวันที่แล้ว ที่เหมือนเขาจะต้องถูกทิ้งให้อยู่เพียงลำพัง…อีกอย่างคุณชายบอกว่าอย่าสงสัยในตัวคุณชาย เพราะคุณชายแค่อยากเปลี่ยนแปลงตนเอง เพราะฉะนั้นลู่ฉางก็จะเชื่อคุณชาย!
“ไปกันเถอะฟ้าจะสว่างแล้ว ข้าเห็นไกลๆ ตรงนั้นเหมือนมีอะไรสักอย่างอยู่ เราไปดูกันเถอะ”
ทั้งสองคนมุ่งหน้าตรงไปยังจุดหมายก่อนจะพบว่ามันคือบ้านคน ที่รกร้างไร้ผู้คน ที่นี่ดูไม่เล็กไม่ใหญ่มากแต่ด้วยความเงียบและความที่มันยังไม่สว่างทำให้มันดูน่ากลัวอยู่ไม่น้อย
“ฮึก ฮือ'~”
ทั้งสองผงะไป เมื่อยิ่งเดินเข้ามาใกล้ก็ได้ยินเสียงร้องไห้ดังออกมาจากภายในบ้าน
“คะ…คุณชาย สะ…เสียง”
ลู่ฉางขยับชิดิซินทันทีพร้อมพูดออกมาเสียงสั่นเมื่อได้ยินเสียงร้องแปลกๆ ชัดขึ้น ผิดกับิซินที่แสดงออกชัดเจนว่าไม่กลัวและอยากรู้ว่ามันคือเสียงอะไร โถ่ ไม่อยากจะคุยในกลุ่มเพื่อนเขาทั้งสี่คน เขานี่จิตแข็งที่สุดแล้วมั้ง ไม่กลัวเื่พวกนี้เลยแถมอยากเห็นด้วยซ้ำ!
“อืม…ข้ารู้แล้ว”
ิซินรีบเดินเข้าไปที่ต้นตอของเสียง และเปิดประตูบ้านออกทันที
“คุณชายรอบ่าวด้วย!!!!”
ลู่ฉางรีบตามผู้เป็นายเข้าไปติดๆ ทันทีด้วยความหวาดกลัวและเป็ห่วง
“…!”
ิซินเดินเข้ามาก็ต้องใเล็กน้อย เมื่อเจอเด็กผู้หญิงตัวเล็กอายุประมาณ 6-7ขวบคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่ข้างๆ เด็กผู้ชายที่น่าจะโตกว่าเล็กน้อย เด็กผู้ชายคนนั้นนอนหลับอยู่ ท่ามกลางความอับชื้นของตัวบ้านที่เหมือนจะไม่ได้เปิดรับแสงแดดมายาวนาน
“ฮือ…พี่ชายท่านอย่าเป็อะไรนะ ฮือ…อ่ะ! พวกท่านเป็ใคร!”
เด็กสาวใเมื่อเงยหน้าขึ้นมาเจอคนแปลกหน้าสองคนที่มายืนอยู่ตรงนี้ั้แ่เมื่อไหร่ไม่ทราบ เห็นดังนั้นเด็กสาวรีบคว้าตัวพี่ชายมากอดเหมือนจะปกป้องทันที
“หนูน้อย ข้าแค่ผ่านมาแล้วได้ยินเสียงร้องไห้จึงเข้ามาดูเท่านั้น ไม่ได้คิดจะทำอันตรายใดๆ กับเ้าและพี่ชาย”
“จริงๆ นะ”
เด็กสาวคลายอ้อมกอดลงเล็กน้อยแต่ก็ยังมีท่าทีระแวงอยู่
“พี่เ้าเป็อะไร ให้ข้าดูได้ไหม”
ิซินถามถึงคนที่อยู่ในอ้อมกอดของเด็กสาว และเดินเข้ามานั่งดูใกล้ๆ เด็กสาวเองเมื่อถามถึงพี่ชายก็ลดความระแวงและหันกลับมาเป็ห่วงพี่ชายตนเองเช่นเดิม
“ฮือ พี่ข้า…พี่ข้าไม่สบายมาสองวันแล้ว ไปหาหมอพวกเราก็ไม่มีเงิน ลองไปขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านก็โดนไล่กลับมา ฮือออ ท่านมีเงินไหมข้าอยากพาพี่ชายข้าไปหาหมอ จะให้ข้าทำอะไรก็ยอม ขอแค่พี่ข้าหาย”
เด็กสาวยอมคลายอ้อมกอดออกให้ิซินดู พร้อมกับร้องขอสิ่งที่้า
ถามถึงเื่เงินตัวเขาเองก็ต้องส่ายหน้าเช่นกัน ยามนี้เขาคงไม่มีเงินมากพอจะให้เด็กๆ พากันไปหาหมอได้หรอก แต่ถ้าช่วยเหลือเบื้องต้นเขาก็พอช่วยได้
ิซินแตะตัวดูก็พบว่าเด็กชายตัวร้อนพอสมควร จึงถามอาการเล็กน้อยๆ จากเด็กสาวดู ก็ได้ความว่า พี่ชายของเธอบ่นว่ารู้สึกไม่สบายตัวเล็กน้อย แล้วพี่ก็ตัวร้อน เวียนหัว มาสองวันแล้ว อืม อาการแบบนี้น่าจะเป็ไข้หวัด เมื่อฟังอาการคร่าวๆ ิซินจึงหันไปหาลู่ฉาง
“อาลู่ ยาที่เ้าไปขอมาเป็ยาบำรุง และยาลดไข้ใช่หรือไม่
ิซินหันไปถามลู่ฉาง เพราะได้ยินมาแว่วๆ ว่าเป็ยาลดไข้
“ขอรับ”
“แล้วตอนนี้หมดหรือยัง”
“ยังขอรับ”
“งั้นกลับไปเอามาให้เด็กๆที…ระวังตัวอย่าให้ผู้ใดเห็นล่ะ”
ิซินหันไปพูดกับลู่ฉาง่ท้ายประโยคก็บอกด้วยความเป็ห่วง เขารู้ว่านี่ไม่ใช่เื่อะไรที่เขาควรมายุ่งแต่ใครจะทิ้งเด็กตาดำๆ ทั้งสองไปได้กันล่ะ บ้าแล้ว!!
“ขอรับคุณชาย”
ลู่ฉางไม่มีทีท่าอิดออดรีบทำตามที่ิซินบอกทันที ทั้งในใจยังรู้สึกดีที่นายของตนจิตใจดีไม่ทิ้งเด็กทั้งสองไป เหมือนกับตอนที่เจอเขาครั้งแรกไม่ผิด…คุณชายที่แสนดีของบ่าว
“เ้าชื่ออะไรเด็กน้อย”
ิซินถามเด็กสาวตรงหน้าที่ไม่มีท่าทีหวาดกลัวเขาแล้ว
“ผิงผิงเ้าค่ะคุณชาย”
เด็กสาวดีใจเมื่อได้ยินว่าทั้งสองจะให้ยาลดไข้พี่ชายเธอ แม้ไม่ได้ไปหาหมอ แต่แค่ตอนนี้มีคนมาให้ความช่วยเหลือ เธอก็ซึ้งในน้ำใจแล้ว และเมื่อเห็นว่าผู้ชายที่ออกไปเมื่อครู่นี้เรียกิซินว่าคุณชายเธอก็เลยเรียกตามด้วย เพราะกลัวว่าคนตรงหน้าจะไม่ช่วยเธอ หากเธอไร้มารยาทกับเขา และิซินก็รูปร่างดูไม่เหมือนกับชาวบ้านธรรมดา ถึงตอนนี้จะมองไม่ค่อยชัดเพราะมืดมากก็เถอะ เด็กสาวก็เลือกที่จะนอบน้อมเอาไว้ก่อน
“ไม่ต้องเรียกข้าว่าคุณชายหรอก เรียกข้าว่าิเกอดีกว่า ข้าก็จะแทนตัวข้าว่าพี่ เ้าว่าดีหรือไม่”
“ดีเ้าค่ะิเกอ”
“ดีมาก เช่นนั้นข้าถามได้หรือไม่ว่าพ่อแม่เ้าล่ะไปไหน”
เหตุใดทิ้งเด็กทั้งสองให้อยู่กันลำพังในบ้านร้างเช่นนี้ได้
“พ่อแม่ข้าเสียไปแล้วเ้าค่ะ ตอนนี้ข้าเหลือกันเพียงสองคนพี่น้อง”
เด็กสาวตอบเสียงเศร้าน้ำตาคลออีกครั้ง ิซินได้ยินดังนั้นก็นึกสะท้อนในใจตน เพราะเขาเองก็เป็เด็กกำพร้าไร้พ่อแม่เช่นเดียวกัน จำความได้ก็โตมาในบ้านเด็กกำพร้าแล้ว เห็นแบบนี้ิซินยิ่งทิ้งเด็กทั้งสองไม่ลง
“อืม ข้าเข้าใจแล้ว…ถ้าอย่างนั้นตอนนี้เรามาช่วยพี่ชายเ้าระหว่างรอยาจากอาลู่กันดีกว่าไหม”
ิซินเลิกสอบถามเื่ราวน่าเศร้าใจเช่นนั้นกับเด็กน้อยและชวนพูดคุยเปลี่ยนกลับมาเื่เดิมทันที
“เ้าค่ะ!!”
“งั้น ผิงผิง เ้าจะหาน้ำได้จากที่ไหน น้ำดื่มน้ำกินหรือเวลาพวกเ้าอาบน้ำชำระร่างกายกันพวกเ้าใช้น้ำที่ใด”
“เดินไปไม่ไกลจากด้านหลังบ้านจะมีธารน้ำเ้าค่ะ พวกข้าใช้ที่นั่นดื่มกินและอาบน้ำกัน”
“ดี ถ้าอย่างนั้นข้าจะไปเอาน้ำ ส่วนเ้าช่วยเปิดหน้าต่างพวกนี้ทั้งหมด ห้องจะได้ไม่อับชื้นตกลงไหม”
“เ้าค่ะ”
ิซินเดินหาของที่พอจะใส่น้ำได้เพื่อที่จะนำไปตักน้ำมาเช็ดตัว จนเดินมาถึงห้องห้องหนึ่งคาดว่าน่าจะเป็ห้องครัว เพราะมันมีหม้อ กระทะ จาน ชาม เก่าๆ อยู่บางส่วนที่ยังใช้งานได้ ิซินหยิบหม้อขนาดใหญ่มาหนึ่งใบและเดินไปตามทิศทางที่ผิงผิงบอกทันที จนเจอธารน้ำใสที่ดูสะอาดพอควรเพราะเขาเห็นฝูงปลาแหวกว่ายอยู่ในธารไม่น้อย ที่เด็กๆ บอกใช้ดื่มกินเื่นี้คงหายห่วง
ิซินเดินกลับมาพร้อมน้ำเต็มหม้อ เขาแบ่งน้ำออกเป็สองส่วน ส่วนหนึ่งตั้งไปเพื่อรอต้มยา อีกส่วนหนึ่งนำไปเช็ดตัว เมื่อเดินมาในบ้านอีกครั้ง ผิงผิงถึงกับหลุดปากชมคนตรงหน้าว่างามมากเมื่อเห็นใบหน้าิซินชัดๆ ยามต้องแสงเช้าของวัน ทั้งคู่คุยกันและเช็ดตัวให้พี่ชายของผิงผิงที่ชื่อว่าไป๋อู่ไปสักพัก ลู่ฉางก็กลับมาพร้อมกับห่อยาพอดี
“เอาล่ะผิงผิง เ้าดูแลพี่ชาย คอยเช็ดตัวให้บ่อยๆ จนกว่าตัวพี่เ้าจะเย็นขึ้น ยานี่ข้าต้มไว้ให้แล้วเ้าก็กินตามที่อาลู่บอก ข้าจะกลับมาใหม่ แต่ตอนนี้ข้ามีเื่ต้องไปทำก่อน เข้าใจหรือไม่
“เ้าค่ะิเกอ”
“ดีมาก ไปกันอาลู่ เราอยู่ที่นี่นานแล้ว เดี๋ยวจะไม่ได้อะไรเลยวันนี้”
“ขอรับคุณชาย”
ทั้งคู่เดินออกจากป่าไผ่ได้ไม่นานก็เจอกับบ้านเรือนมากมาย ทั้งยังมีตลาดร้านค้าเต็มไปหมด ิซินที่เพิ่งเข้ามาอยู่ร่างนี้และเพิ่งเคยเห็นอะไรแบบนี้ก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจไปหมด เพราะถ้าเทียบกับปัจจุบันที่เขาอยู่ ที่นี่ก็นับเป็เมืองโบราณที่ไม่สามารถหาดูได้ที่ไหนอีกแล้ว ไม่มีควันรถยนต์ ไม่มีมลพิษ ไม่มีตึกปูนสูงใหญ่ และที่สำคัญเขาชอบมันมาก…ให้ความรู้สึกดีสุดๆ
“คุณชายจะไปไหนขอรับ รอบ่าวด้วย”
ลู่ฉางวิ่งตามิซินที่กำลังเดินมองนั่นนี่ด้วยความตื่นเต้นจนลืมสิ่งรอบข้างไปเสียหมด กว่าจะรู้ตัวอีกที ก็มีสายตาหลากหลายมองมาที่ตนอย่างสนใจ
“งามนัก,นั่นคุณหนูบ้านไหนกัน,งดงามจริงๆ ,ใครกันข้าไม่เคยเห็นใครงามขนาดนี้มาก่อน”
สารพัดคำพูดที่ิซินพอจะจับใจความได้ เขาลืมไปได้อย่างไรว่าหน้าตาตนเองมันไม่ธรรมดา ในจังหวะที่กำลังจะหมุนตัวเดินไปหาที่ตั้งหลักเพื่อปกปิดใบหน้า พลันสายตาก็ดันไปเห็นนักดนตรีขอทานคนหนึ่งกำลังโดนผู้ชายสองคนรังแกอยู่ซ้ำยังไม่มีใครยื่นมือเข้าช่วย ด้วยความที่เป็คนไม่ชอบเห็นอะไรแบบนี้ เพราะตนก็เคยถูกรังแกเพราะเป็เด็กกำพร้า ิซินคิดจะเดินเข้าไปห้ามแต่ก็คิดได้ทันเสียก่อนจึงยั้งเท้าตนเองเอาไว้แล้วยืนนิ่งคิด
ไอ้ซินนั่นมันเื่ของคนอื่น เ้าจะเข้าไปสอดเื่ของผู้อื่นอีกแล้วงั้นเหรอ ไม่ได้ๆ ตัวเองยังเอาตัวไม่รอดเลยจะเข้าไปยุ่งให้เป็ปัญหาตัวเองอีกทำไม แต่แม่งเอ้ยคนกำลังโดนซ้อมตรงหน้าเลยนะ เอาไงดี
“อาลู่ ข้าสงสารเขาแต่หากข้าเข้าไปยุ่ง ข้าเกรงว่าจะเป็การหาเื่ใส่ตัว”
“บ่าวทราบขอรับ”
ลู่ฉางมองเ้านายตน แม้นิสัยบางอย่างจะเปลี่ยนไป แต่นิสัยความขี้สงสารและชอบช่วยเหลือผู้อื่นของคุณชายไม่เปลี่ยนไปเลย
“เอาไงดีล่ะทีนี้”
“บ่าวก็คิดไม่ออก แล้วคุณชายมีความคิดดีๆ ไหมขอรับ”
“ความคิดเหรอ…ก็มีนะ แต่มันก็ดูจะเสี่ยงอยู่บ้าง”
ิซินคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะพูดออกมา เวลาจวนตัวเช่นนี้เขาก็คิดไม่ค่อยออกเหมือนกันนอกจากเข้าไปตรงๆ เหมือนการหาเื่ใส่ตัวโต้งๆแล้ว ก็มีการเบี่ยงเบนความสนใจเ้าชุดฟ้านั่นเรียกว่าเป็การหาเื่ใส่ตัวแบบอ้อมๆ ก็ได้มั้ง เหอะๆ
“อย่างไรขอรับ”
ลู่ฉางถามด้วยความอยากรู้
“แผนของข้าคือ ข้าจะทำทีเดินเข้าไปชนเ้าบุรุษผู้นั้น ที่แต่งตัวดีๆ ชุดสีฟ้าเ้าเห็นใช่มั้ย แล้วข้าก็จะขอโทษแล้วรีบเดินหนีออกมา ทีนี้เ้าก็กะเวลาให้ข้าไปไกลสักนิดเสียก่อนแล้วเ้าก็เข้าไปจัดการต่อ”
“จัดการต่ออย่างไรหรือขอรับ”
ฟังไปลู่ฉางก็ยังไม่เข้าใจ แค่เดินชนก็จัดการได้งั้นรึ
“ก็บอกว่าข้าเป็ขโมย พวกนั้นคงเลิกสนใจนักดนตรีผู้นั้นแล้วรีบตามข้าไปแน่ๆ”
ิซินพูดแผนการบ้าบอที่ตนเองคิดได้สดๆ เมื่อครู่ให้ฟังจบปุ๊บ ลู่ฉางก็อุทานขึ้นมาเสียงดังทันที
“คุณชาย!!!”
คุณชายคิดแผนเช่นนี้ได้อย่างไรกัน นี่มันเสี่ยงเกินไปแล้ว
“อย่าห่วงๆ ข้ามิได้ขโมยของเ้านั้นจริงๆ หรอก เดี๋ยวจะคืนให้ระหว่างทางที่พวกนั้นตามข้าเอง ส่วนเ้าก็เข้าไปพาคนผู้นั้นออกมาจากตรงนั้นซะ พาไปที่บ้านร้าง ไปรอข้าที่นั่นก็ได้”
โทษของการขโมยไม่ใช่เื่เล็กน้อย แต่เขามิได้จะขโมยจริงๆ เสียหน่อย แค่ฉกไปชั่วคราวเท่านั้นเอง เดี๋ยวเขาก็รีบคืนโดยที่เ้าตัวไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำ เชื่อเถอะเขาแกล้งเพื่อนเื่นี้บ่อยจนตอนนี้ก็เริ่มจะกลัวตัวเองในความมือเบาแล้วเหมือนกัน
“ต้องทำจริงๆ หรือขอรับ”
ลู่ฉางรู้สึกลังเลที่จะเห็นด้วยกับแผนนี้
“ไม่ทำก็ได้…แต่เ้าจะทิ้งคนผู้นั้นให้โดนซ้อมจนตายจริงๆ รึ ดูซิป่านนี้แล้วยังไม่มีใครยื่นมือเข้าไปช่วยเลย อีกอย่างข้ารู้สึกถูกชะตาคนผู้นั้นไม่น้อยด้วย”
“อ่า…เช่นนั้นก็ได้ขอรับ”
อ่า แค่ถูกชะตาคุณชายก็พาตนเองเข้าไปเกี่ยวข้องได้แล้ว ข้าจะดีใจหรือร้องไห้ให้กับความใจดีเช่นนี้ดี
“เอาตามนี้แหละ เช่นนั้นข้าจะเริ่มเลยนะ”
“ขอรับ”
ลู่ฉางตอบรับอย่างเลี่ยงไม่ได้
ิซินเอาผ้าเช็ดหน้าที่พกมาผูกคาดที่ใบหน้าตนเองครึ่งซีกล่างไว้ด้วย เพราะเห็นหลายๆ คนก็คาดหน้ากัน ทำเช่นนี้ก็คงไม่ประหลาด ทั้งยังพรางใบหน้าให้ตนเองได้ไม่น้อยทีเดียว
ิซินเริ่มแผนการทันทีด้วยการเดินเข้าไปใกล้บุรุษผู้นั้นก่อนจะ ตุบ!
“อ่ะ! ขออภัยพี่ชาย ข้ามิทันระวัง”
ิซินเดินชนบุรุษชุดสีฟ้าก่อนจะเดินผ่านไปเพียงสองก้าวก็รีบหันมาคำนับเร็วๆ หนึ่งทีแล้วเดินจากไป พร้อมกับถุงเงินที่ชายหนุ่มเหน็บไว้ข้างเอว
โอ้ว! ข้าก็ยังคงมือเบาใช้ได้เหมือนเดิมเลย แต่อย่าเข้าใจผิดว่าข้าผู้นี้เคยวิ่งราวใครมาเล่า อย่างที่บอกว่าเมื่อสมัยเรียนเขาแค่ชอบแกล้งและแก้แค้นเพื่อนรักทั้งสามด้วยวิธีนี้เท่านั้นเอง ทั้งยังไม่เคยทำกับผู้อื่นด้วย อีกอย่างของที่หยิบบ่อยๆ ก็ไม่พ้นเพียงปากกา ยางลบ หรือดินสอเท่านั้นเอง เพราะงั้นวางใจได้ว่าเขามิใช่มิจฉาชีพแต่อย่างใด
“อะไรของมันวะ! เดินไม่ดูทางเลยหรือไง”
บุรุษในชุดสีฟ้าะโไล่หลังิซินอย่างหัวเสียก่อนจะหันกลับมาดูลูกน้องตนลงไม่ลงมือกับนักดนตรีข้างทางต่อ
ลู่ฉางเห็นคุณชายตนเริ่มเดินไปได้ไกลแล้วก็รีบทำตามแผนทันที
“ท่านๆ”
เขาเอ่ยเรียกด้วยความกังวลเล็กน้อย ทว่าบุรุษผู้นั้นคิดว่าลู่ฉางจะเข้ามายุ่งเื่ของเขา จึงหันไปตะคอกลู่ฉางด้วยความหงุดหงิด เขาอารมณ์เสียมาจากบ้านของตนเมื่อเห็นเ้าขอทานนี่ร้องเพลงด้วยเสียงที่ไม่เข้าหู จึงคิดมาระบายอารมณ์ใส่ แต่ก็โดนขัดจังหวะไม่สิ้นสุด คราแรกก็มีคนเดินชน ครั้งนี้อะไรอีกเล่า!
“อะไรของเ้า คิดจะเข้ามาแส่งั้นรึ!”
“มิได้ๆ ขอรับ เพียงแต่ข้าเห็นคนที่ชนท่านเมื่อครู่นี้แอบหยิบของจากตัวท่านไปด้วยขอรับ!”
ลู่ฉางพยายามหาคำพูดที่ดูจะไม่เหมือนขโมย แต่อย่างไรแอบหยิบมันก็คือขโมย เฮ้อ คุณชายนะคุณชาย
“ว่าไงนะ!!! อ่ะ ถุงเงินข้า!”
ได้ยินดังนั้นชายหนุ่มรีบตรวจสอบตนเองทันที พบว่าถุงเงินข้างเอวเขามันหายไป!
โอ้วววว คุณชายเล่นถุงเงินเลยรึขอรับ!
“พอแล้ว! รีบตามไปจัดการเ้าหัวขโมยนั่น เร็ว!”
เมื่อรู้ว่ามีสิ่งใดหายไปเขารีบสั่งให้ลูกน้องตนหยุดทำร้ายนักดนตรีแล้วไปตามิซินแทนทันทีด้วยความหัวเสีย
บุรุษชุดฟ้าและข้ารับใช้รีบเดินออกมาจากจุดนั้นตามที่ิซินพูดไว้ไม่มีผิด ลู่ฉางจึงรีบเข้าไปช่วยเหลือนักดนตรีผู้นั้น ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วมาก เขารีบเข้าไปพยุงชายหนุ่มที่กอดเครื่องดนตรีไว้แน่นทั้งที่ตนนั้นาเ็ไม่น้อย จากนั้นก็รีบพากลับไปที่บ้านร้างในป่าไผ่ทันที ซึ่งนักดนตรีผู้นั้นก็ทำตามอย่างว่าง่าย เพราะตนเองกำลังเจ็บอยู่ ขืนนั่งต่อมีหวังสองคนนั้นคงกลับมาทำร้ายตนอีกจนเจ็บหนักกว่านี้แน่
“เ้านั่นไง! หยุดนะไอ้หัวขโมย”
บุรุษชุดฟ้าจำลักษณะของิซินได้เขารีบเข้าไปฉุดมือแล้วดึงกลับมาทางตนทันทีเผื่อไม่ให้ิซินที่เดินเร็วอยู่นั่นวิ่งหนีไปอีก
ิซินหันเซกลับมาอย่างแรงแล้วกระแทกเข้าที่ตัวชายหนุ่มผู้นั้นอย่างจัง ตามหลักมันก็ไม่ถึงกับต้องเซมาโถมใส่ขนาดนี้ เพียงแต่จังหวะมันได้! ิซินจึงตั้งใจให้เป็เช่นนั้น เพราะเขาหาจังหวะในการคืนถุงเงินให้คนผู้นี้พอดี และจังหวะนี้มันก็ได้จริงๆ! คึคึ
ผ้าที่ถูกผูกไว้ไม่ได้แ่านักหลุดออกทันทีพร้อมกับเสียงอุทานเบาๆ ของทั้งสอง
อ่ะ!
“…!”
ใบหน้างดงามสะกดชายหนุ่มผู้นั้นเต็มตา แม้แต่ผู้ที่ผ่านไปผ่านมายังต้องหยุดมองไปด้วย
“มีอะไรงั้นรึท่าน เหตุใดต้องกระทำรุนแรงเช่นนี้ด้วย”
ิซินมองกลับใบหน้าบุรุษผู้นั้น พร้อมกับเอียงคอน้อยๆ ถามด้วยความสงสัย ใบหน้าสวยหวานบัดนี้แสดงความไร้เดียงสาอออกมาอย่างน่าเอ็นดูและน่ารักจนทำให้ผู้คนที่มองรู้สึกประหม่า
อ่า…ข้าทำหน้าเช่นนี้ดูใสบริสุทธิ์พอมั้ยนะ หุหุ
ิซินคิดว่าการมีใบหน้าเช่นนี้เขาก็ต้องใช้มันให้เป็ประโยชน์ที่สุด
“อ่า….เ้า”
ชายหนุ่มชะงักกับใบหน้างดงามถึงกับลืมสิ่งที่จะพูด คราแรกจะเอาเื่ให้หายหัวเสีย บัดนี้ความรู้สึกหัวเสียกลับหายไป เหลือเพียงแต่อยากจะทำความรู้จักกับคนตรงหน้าอย่างลึกซึ้งแทนเสีย
“…? มีอะไรรึ ข้ากำลังรีบ หรือที่ข้าชนท่านเมื่อครู่นี้ ข้าขอโทษท่านไปแล้วนะ”
ิซินถามด้วยสีหน้าปกติ ตอนแรกที่ของกลางอยู่ในตัวก็มีตื่นเต้นอยู่บ้าง แต่ตอนนี้ไม่มีของกลางให้กังวล และต่อให้ค้นทั้งตัวเงินสักแดงเขาก็ไม่มี ที่เหลือก็แค่แสดงละครเท่านั้นเอง เขาว่าเขาก็ผ่านชีวิตมาพอสมควร เื่แค่นี้นับว่าไม่ยากกระมัง
“ไม่ใช่…เอ่อ เมื่อครู่ที่เ้าชนข้ามีคนบอกข้า ว่าเ้าแอบหยิบของของข้าไป”
ชายหนุ่มคิด จริงสิ เอาเื่นี้มาต่อรองเพื่อทำความรู้จักกับคนงามตรงหน้านับว่าไม่เลว ยิ่งขโมยของเช่นนี้ เขาจะให้รับผิดชอบอย่างสาสมใจเขาเชียว
คิดได้ดังนั้นบุรุษชุดฟ้าก็มองิซินั้แ่หัวจรดเท้าพร้อมกับลูบคางตนเองด้วยความถูกใจกับความคิดนี้
“หยิบของของท่าน หยิบอะไรงั้นรึ? ข้ามิได้หยิบอะไรของท่านมาเสียหน่อย ไหนหลักฐานเล่า มิใช่มากล่าวหาข้าลอยๆ เช่นนี้”
ิซินมุ่ยหน้าถามด้วยความไม่ชอบใจราวกับตนถูกใส่ร้าย ผู้คนเริ่มเมียงมองทั้งสองที่ยืนพูดคุยกันเสียงดังกลางทางเดิน ทำให้ผู้คนเริ่มหยุดดู อนึ่งด้วยใบหน้าที่งดงามและท่าทางของิซินมิน่าจะเป็ขโมยได้จึงคิดว่าอีกฝ่ายใส่ร้าย ส่วนบางคนก็คิดว่าหน้าตาออกจะงดงามมิน่าเป็ขโมย ต่างคนต่างความคิดที่ยืนมองทั้งสอง
“แต่ถุงเงินข้าหายไปตอนเ้าเดินชน ถ้ามิใช่เ้าจะเป็ใครได้เล่า”
ชายหนุ่มไม่คิดยอมแพ้ และเชื่อเช่นนั้นว่าิซินเป็คนเอาถุงเงินตนไป หน้าตาออกจะงามกลับเป็ขโมย น่าเสียดายนัก เช่นนี้หากข้าจะยื่นข้อเสนอในการรับอนุกับเ้าคงมิใช่เื่ยาก หึหึ
“ห๊ะ! แค่เดินชนแปลว่าข้าต้องเป็ขโมยงั้นรึ! เช่นนี้คนที่เดินชนกันในตลาดมิต้องเป็ขโมยกันหมดแล้วรึ”
ชาวบ้านที่ได้ยินต่างก็เห็นด้วยกับิซิน แค่เดินชนใช่ว่าจะเป็ขโมยเสียหน่อย สงสัยคนงามจะถูกใส่ร้ายกระมัง
“อย่าพูดให้มากความ ถ้าหากเ้าบริสุทธิ์ใจ ก็ต้องให้ข้าค้นตัวเ้าสิ”
ชายหนุ่มฟังความจากิซินก็คิดว่าจริงดังคนงามพูด แต่อย่างไรเขาก็มั่นใจว่าิซินเป็คนขโมยถุงเงินเขาแน่ๆ
“ท่านจะขอค้นตัวข้า มันมิแปลกไปรึ ท่านสงสัยใครก็เดินเข้าไปขอค้นตัวคนๆ นั้น เช่นนั้น หากอยู่ๆ ของข้าหายข้าจะไปขอค้นตัวกับคนอื่นบ้างก็คงไม่แปลกสินะ แต่เอาเถอะ เพื่อความบริสุทธิ์ใจ ข้าจะให้ท่านค้นตัวข้าก็ได้ แต่….ก่อนอื่นข้าถามท่านก่อน ว่าถุงเงินท่านมีลักษณะแบบไหนสีอะไร ไม่เช่นนั้นหากไม่เจอถุงเงินท่านแต่เจอถุงเงินข้า ท่านจะมาบอกว่าเป็ของตนเองได้ เช่นนั้นข้าคงถูกใส่ร้ายจริงๆ แล้ว”
“ถุงเงินข้าสีฟ้า ปักลายนกกระเรียงสีทอง ขนาดเท่าผ่ามือ ถุงลักษณะนี้มีเพียงถุงเดียวเท่านั้นในเมืองหลวงเพราะข้าสั่งทำกับมือ ว่าอย่างไรให้ข้าค้นได้หรือยัง”
“เช่นนั้นก่อนค้นตัวข้า เหตุใดไม่ค้นตัวท่านเองเสียก่อนเล่าว่าเก็บไว้ที่อื่นหรือไม่ แบบนี้หากไม่พบที่ตัวข้าแต่อยู่ที่ตัวท่าน มิเท่ากับว่าท่านหลอกจับต้องตัวข้ารึ”
“ข้ามิได้หลอกจับต้องตัวเ้า ได้! งั้นข้าจะตรวตสอบให้เ้าดูว่ามันหายไปจริงๆ
ชายหนุ่มคลำไปทั่วเอวก่อนจะตบที่ตัวอีกสองสามทีแค่นั้น ถุงเงินสีฟ้าที่ิซินแอบซุกไว้ที่อกอย่างิ่เหม่ก็ล่วงลงพื้นทันที ตุบ!
ถุงเงินสีฟ้าลายนกกระเรียงสีทองตามที่พูดเป๊ะหล่นอยู่บนพื้นท่ามกลางสายตาของทั้งสองและชาวบ้านที่ยืนมอง เพียงเท่านี้สถานการณ์ก็พลิกมาที่ิซินทันที
“เอ๊ะ! มันมาอยู่นี่ได้อย่างไรกัน!?”
ชายหนุ่มก้มลงไปหยิบมันขึ้นมามองอย่างไม่เชื่อสายตา
“ท่าน…นี่ท่านจะหลอกจับต้องตัวข้าจริงๆ สินะ! ถึงใส่ร้ายข้าเช่นนี้!”
ิซินกอดตนเองแน่นราวกับตนเจอคนโรคจิตคิดลวนลาม เสียงซุบซิบมาเป็ระลอกพร้อมกับผู้ชายบางส่วนที่คิดจะเข้ามาปกป้องคนงามที่ถูกใส่ร้ายทั้งยังจะถูกล่วงเกิน
“ข้ามิได้หลอกจับต้องเ้า!”
ชายหนุ่มรู้สึกอับอาย มันกลายเป็เช่นนี้ไปได้อย่างไร แผนที่วางไว้เมื่อครู่ล้มไม่เป็ท่า
“เอาเถอะ ข้ามิถือสาเพราะข้ากำลังรีบ แต่คราวหน้า ก่อนท่านจะกล่าวหาใคร ท่านควรตรวจดูให้ดีเสียก่อน ทำเช่นนี้ผู้อื่นเสียหายนะท่าน”
ิซินตอบอย่างใจกว้างก่อนจะหันหลังเตรียมเดินหนี เมื่อเห็นว่าจบเื่แล้ว
“ข้าไปล่ะ”
“เดี๋ยว! เ้าชื่อแซ่อะไร”
ชายหนุ่มเรียกไว้ แต่ิซินก็ทำเพียงแค่ปรายตากลับมาเล็กน้อยและพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ยินดียินร้าย กับคนเช่นเ้าข้ามิอยากทำความรู้จัก
“ทำไมข้าต้องบอกชื่อข้ากับคนที่ใส่ร้ายข้าด้วย”
พูดเพียงแค่นั้นเขาก็รีบเดินจากไป ทิ้งให้ชายหนุ่มยืนเคว้งท่ามกลางสายตาของชาวบ้าน
“….”
ิซินรีบสาวเท้าออกมาจากจุดนั้นทันที เขาเดินวนอ้อมกลับไปที่บ้านร้าง ตาก็คอยมองว่าบุรุษชุดฟ้าผู้นั้นได้ตามตนมาหรือไม่ แต่ก็โชคดีที่ไม่มีใครตามตนมา จนกลับมาถึงเรือนร้างกลางป่าไผ่ ก็พบกับนักดนตรีผู้นั้นนั่งอยู่ตรงชานของบ้าน ข้างๆ กันก็มีลู่ฉางที่เดินวนไปมาด้วยความกังวล
“ข้ากลับมาแล้ว”
“คุณชาย!!!”
ลู่ฉางที่เมื่อเห็นคุณชายก็รีบพุ่งเข้ามาถึงตัวิซินด้วยความเป็ห่วงทั้งยังสำรวจรอบตัวิซินด้วยความกังวลใจว่าจะได้รับอันตรายหรือไม่
“บ่าวกำลังเป็ห่วงอยู่เลยขอรับ โล่งอกไปทีที่คุณชายกลับมาอย่างปลอดภัย”
เมื่อสำรวจรอบตัวไม่พบาแใดๆ ลู่ฉางก็พ่นลมหายใจออกมาอีกครั้งด้วยความโล่งอก
“ข้ามิเป็ไร ขอบใจเ้ามากอาลู่”
ิซินยิ้มรับความเป็ห่วงของคนตรงหน้าก่อนจะลูบหัวลู่ฉางด้วยความด้วยความเอ็นดู ก็มีเพียงเ้านี่ล่ะที่ให้ความสำคัญกับข้าเพียงนี้อาลู่
_____________________