ด้านนอกมีลมแรงเมฆถูกพัดพาเกาะเป็กลุ่มก้อนและบ้างก็แยกกระจายบนพื้นก็มีเงาของก้อนเมฆมืดบ้างสว่างบ้างปะปนกันไป
เงาของหญิงสาววัยรุ่นที่อ่อนหวานและผอมเพรียวพลิ้วไหวอยู่บนพื้นที่มีลมพัดไสวเหมือนกับว่าจะโดนลมพัดปลิวไปได้อยู่ตลอดเวลาอย่างไรอย่างนั้นหรงเจียซั่งวิ่งตามมาอย่างกระชั้นชิด อยากจะเรียกหล่อนแต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มพูดยังไง ยังคงลังเล ฝงซื่อเจินก็เดินไปข้างหน้าอีกเรื่อยๆ
“เฮ้!” หรงเจียซั่งเรียก
ฝีเท้าของฝงซื่อเจินหยุดชะงักลงครู่หนึ่งแล้วก็เดินก้าวต่อไปข้างหน้า
“คุณโกรธอะไรกัน?” หรงเจียซั่งก้าวเท้ายาวเดินตามน้ำเสียงแข็งกร้าว “ความรู้สึกอย่างว่านั่นคุณเสนอให้ผมเองผมล้อเล่นแค่นี้กลายเป็คนผิดงั้นเหรอ?”
“คุณชายใหญ่หรงจะผิดได้ยังไง?”ฝงซื่อเจินหันหน้ากลับมา ขำด้วยความเยือกเย็น น้ำเสียงเชือดเฉือน“ฉันเป็คนใส่ใจความรู้สึกไปหน่อย อย่าเรียกว่าถูกล้อเล่นเลยเรียกว่าถูกด่านั่นแหละ ฉันมันสมควรแล้ว ตัวฉันเองรู้ว่าอะไรควรไม่ควรแต่ในเมื่อทำให้คุณชายใหญ่เข้าใจผิดแล้วงั้นต่อไปฉันคงต้องห่างคุณเอาไว้สักหน่อยดีกว่า กลัวว่าวันไหนไม่ทันระวังเผลอสร้าง‘ความรู้สึกอย่างว่า’ ขึ้นมามันจะทำให้คุณเข้าใจผิดว่าฉันจ้องจะจับคุณ”
หรงเจียซั่งถูกฝงซื่อเจินระบายอารมณ์กระแทกกระทั้นใส่อย่างรุนแรงเริ่มมีไฟลุกโชนขึ้นในอก แสดงปฏิกิริยาออกมาจนอดหัวเราะขึ้นมาไม่ได้
“ในความ ‘ไม่ทันระวัง’ ของคุณมันมีเยอะจังเลยครั้งที่แล้วที่เชิญผมเต้นรำ นั่นก็เป็ความไม่ทันระวังสินะ?”
ฝงซื่อเจินหันหน้ามามองเขม็งไปที่หรงเจียซั่ง “ถ้าหากคุณชายใหญ่ยังคงถือสาเื่นั้นอยู่มาโดยตลอดเดี๋ยวกลับบ้านไปก็ไปพูดกับคุณนายให้หมด ให้เขาไล่ฉันออกก็จบ ไม่อย่างงั้นฉันคงอดที่จะเอามีดมาฆ่าคนไม่ไหววันๆ เอาแต่เื่พวกนี้มากระทบกระทั่งฉัน!”
หรงเจียซั่งยังคงไม่สามารถเอาชนะฝีปากของฝงซื่อเจินได้ถูกหล่อนพูดใส่จนอึ้ง กระอึกกระอักไม่รู้จะพูดอะไรต่อฝงซื่อเจินก็ไม่สนใจเขาอีกต่อไป สะบัดตัวเดินมุ่งไปยังถนนฝั่งตรงข้าม
รถคันหนึ่งที่วิ่งมาบีบแตรเสียงดัง
ฝงซื่อเจินใผวากำลังจะหลบรถ มีแรงบีบเข้ามาที่แขน ถูกดึงตัวกลับไปตกอยู่ในอ้อมกอดของคนที่อยู่เื้ั ภาพก็ช้าลง...ในทันใดหน้าผากของหล่อนกระแทกเข้าไปที่หน้าของชายหนุ่ม
“โอ๊ยยยย” ร้องดังขึ้นพร้อมกัน
คนขับบีบแตรดัง ะโด่าเสียงโหวกเหวกโวยวายขับรถผ่านไป
หรงเจียซั่งกุมจมูกด่ายกใหญ่“ทำไมพวกผู้หญิงนี่ไม่ชอบดูถนนหนทางกันเลย?”
“จะเหมารวมผู้หญิงทั้งหมดไม่ได้นะ?”ฝงซื่อเจินโมโหพูดออกมา “คุณไม่ดึงฉัน ฉันก็รู้ว่าตัวเองต้องหลบ”
“นี่ผมทำผิดอีกแล้วเหรอ?”หรงเจียซั่งตอบน้ำเสียงแข็งกระด้าง
“เอ่อ...” ฝงซื่อเจินชะงักไปครู่หนึ่งก้มหน้าล้วงกระเป๋าถือ
“ไม่ต้องขอบคุณผมละ” หรงเจียซั่งหันมาพูด“ครูสอนพิเศษบ้านตระกูลหรงเพิ่งมาทำงานได้วันเดียวก็ถูกรถชนซะแล้ว ข่าวแบบนี้ผมก็ไม่อยากจะเห็นหรอกนะ”
ฝงซื่อเจินคลี่ผ้าเช็ดหน้าของตัวเองออกพูดหัวเราะเยาะ “คุณชายใหญ่หรง คุณเก็บแรงเอาไว้เถอะมองไปที่หน้าต่างซะหน่อยก็ดีนะ”
หรงเจียซั่งรู้สึกแปลกใจมองดูที่กระจกร้านข้างทาง ก็เห็นจมูกของตัวเองมีเืไหลออกมา
“คุณ!” เขาหันหน้าไปจ้องถมึงทึงต่อผู้หญิงคนที่อยู่ตรงหน้า
“ฉันไม่ได้เป็คนชนคุณก่อนนะ”ฝงซื่อเจินอดขำอย่างสะใจไม่ได้ ส่งผ้าเช็ดหน้าในมือให้ “รีบๆ เช็ดเข้าคุณชายใหญ่หรงตัวสูงหุ่นดีขนาดนี้ เดี๋ยวนักข่าวเห็น ถ่ายรูปคุณขึ้นมา รูปจะออกมาดูไม่หล่อนะคะ”
หรงเจียซั่งโมโห ดึงผ้าเช็ดหน้าไปประคบเข้าที่จมูกเงยหน้าขึ้นฟ้า
ฝงซื่อเจินเห็นแบบนี้ก็ยืนขำอยู่ข้างๆ
คนที่เดินผ่านไปมาต่างก็หันมามองหรงเจียซั่งถูกมองจนรู้สึกอึดอัด พูดน้ำเสียงหยาบกระด้างใส่ฝงซื่อเจิน“มันน่าขำนักรึไงหะ?”
“เห็นคนจมูกเืไหลมันน่าขำนักรึไงหะ?”ฝงซื่อเจินขำไปพูดเลียนคำไป
หรงเจียซั่งไม่มีคำจะเถียงต่อ
ฝงซื่อเจินไม่อยากจะต่อล้อต่อเถียงต่ออีกแล้วและแล้วก็ไม่กล้าที่จะให้หรงเจียซั่งกลับบ้านไปเจอคนอื่นๆ ในสภาพแบบนี้มีร้านกาแฟอยู่ข้างๆ พอดี หล่อนพาหรงเจียซั่งเข้าไปนั่งขอน้ำแข็งและผ้าขาวบางจากคนในร้าน ให้เขาประคบจมูก
ลมที่พัดด้านนอกถนนนั้นพัดแรงขึ้นพัดเอาฝุ่นทรายปลิวว่อนไปหมด คนเดินถนนต่างก็ปิดปากปิดจมูกรีบเดิน
ฝั่งตรงข้ามเยื้องๆ ไปหน่อยมีรถเก๋งสีดำจอดอยู่ 1 คัน ลมพัดแรงขนาดนี้ แต่กระจกรถกลับไม่ถูกดึงปิดขึ้น ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ในรถนั้นมองๆมาทางนี้ ก็ไม่รู้ว่ากำลังรอแขกคนไหนขึ้นรถ
ในร้านกาแฟนั้นเงียบสงบเหมือนเป็โลกอีกใบหนึ่งอย่างไรอย่างนั้นกลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟผสมกับลมข้างนอกที่พัดเข้ามาอย่างเบาบาง พัดกลิ่นหอมให้อบอวลทำให้คนรู้สึกสบายใจ เพลงบนแผ่นเสียงเปลี่ยนไปเล่นอีกเพลงเสียงนักร้องชายร้องเพลงรักภาษาฝรั่งเศสด้วยน้ำเสียงที่เ็ปรวดร้าว
ฝงซื่อเจินมองสังเกตดูหรงเจียซั่งด้วยสายตาที่อ่อนโยนอยู่ภายในร้านนั้นหนุ่มแน่นหล่อเหลา สะอาดหมดจด นอกเหนือจากจมูกที่บวมแดงแล้วั์ตาที่ร้อนรนรีบเร่ง และความโกรธที่มีเก็บอัดอั้นไว้ในใจแต่ไม่อาจเก็บไว้ได้แสดงออกมา ท่าทางทั้งน่าสงสารทั้งน่ารัก
ความโกรธที่ได้รับก่อนหน้านี้ถูกหล่อนถอนหายใจออกมาจนหมด
“คุณชายใหญ่ฉันเห็นคุณเป็เหมือนน้องชาย”
ดวงตาที่กลมโตสวยงามของหรงเจียซั่งมองมาที่หน้าของฝงซื่อเจินสายตาแหลมคมเหมือนมีดเหลาดินสออย่างไรอย่างนั้น
“ครูฝงขาดแคลนน้องชายอย่างนั้นเหรอ?”
ฝงซื่อเจินมีเจตนาจะสงบศึกพูดออกไปไม่กี่คำก็ถูกหรงเจียซั่งทำให้โกรธแทบตายอีกแล้วตอนนี้หล่อนก็เริ่มััได้ถึงความรู้สึกและสภาพจิตใจที่ขุ่นเคืองของคุณนายใหญ่หรงได้แล้วละ
หล่อนเจ็บแค้นน้ำใจ
เห็นๆ อยู่ว่าเขาหล่อเหลาดั่งเ้าชายแต่ทำไมคำพูดคำจาเหมือนยาพิษอย่างนี้?ครั้งแรกที่เจอตอนนั้นเป็เด็กหนุ่มสะอาดสง่างามทั้งหมดนี่หล่อนดูผิดไปอย่างสิ้นเชิงเลยงั้นเหรอ?
ฝงซื่อเจินก้มหน้าคิดไม่ตก
หรงเจียซั่งคนกาแฟมั่วซั่วไปหมดยกดื่มลงคอ “นี่ ครูฝงบ้านคุณทำงานอะไรกันเหรอ?”
ฝงซื่อเจินเปิดตามองขึ้นพูดเบาๆ “เปิดร้านขายยาน่ะ จากนั้นก็ถูกไฟไหม้ ไม่เหลืออะไรเลยพ่อฉันโชคร้ายได้รับาเ็ทั้งตัวเลย”
ดังนั้นหล่อนร้อนเงินเลยต้องไปที่ดิสโก้เทกนั่น?
“โตมาที่เซี่ยงไฮ้เหรอ?”หรงเจียซั่งถามอีก
ฝงซื่อเจินส่ายหน้า “ตอน 10ขวบเพิ่งย้ายมาน่ะ เมื่อก่อนอยู่ที่เซ่าซิ่ง คุณปู่คุณย่าเสียไปก็มอบร้านขายยาที่เซี่ยงไฮ้ให้พ่อฉันพ่อเลยตัดสินใจพาทุกคนในบ้านย้ายมาอยู่เซี่ยงไฮ้อีกทั้งตอนนั้นพี่ชายใหญ่ฉันสอบติดที่สถาบันศึกษาถงเหวินแม่เองก็ไม่วางใจให้เขามาเรียนตัวคนเดียว ก็เลยอยากจะมาด้วย”
“ในบ้านยังมีพี่น้องอีกไหม?”
“มีแค่พี่ชายใหญ่”ฝงซื่อเจินเลิกคิ้วขึ้น “คุณชายใหญ่กำลังตรวจสอบพื้นเพฉันเหรอ? วางใจเถอะ ฉันคิดว่าคุณหยางน่าจะตรวจสอบฉันอย่างละเอียดชัดเจนั้แ่ตอนแรกแล้วละคุณอยากรู้อะไรก็ถามเขาได้หมด”
หรงเจียซั่งเบ้ปาก“ใครสอนมวยให้คุณ?”
“ลุงสามของฉันน่ะ”ฝงซื่อเจินขำขึ้นมา หน้าตาดูเขินอาย แสดงสีหน้าที่อ่อนโยนอบอุ่นออกมา“เขาเป็คนใจดี ตอนเป็หนุ่มรักการเดินทาง ไปทั่วเหนือใต้ออกตกพอเข้าวัยกลางคนก็กลับมาแต่งเมีย เขาทำงานหลายอย่างมาก เด็กๆ อย่างพวกฉันก็ชอบที่จะฟังเขาเล่านิทานเขาสามารถเล่นนิทานไซอิ๋วได้อย่างละเอียดเป็ขั้นตอนลื่นไหล แล้วยังมีลูกเล่นควักเงินออกมาจากใบหู ให้พวกเราไปซื้อลูกอมกินกัน พี่ชายฉันก็เลียนแบบทำตามเขาแล้วก็มาหยอกเล่นกับฉัน”
หรงเจียซั่งฟังไปก็รู้สึกน่าสนใจ“พี่ชายใหญ่ของคุณไปเรียนอะไรที่อเมริกา?”
“เรียนแพทย์” พูดถึงพี่ชายฝงซื่อเจินก็มีสีหน้าที่แสดงออกมาถึงความอิจฉาออกมาทันที“พี่ชายมีความสามารถโดดเด่น ได้เป็นักเรียนดีเด่นั้แ่เล็กจนโตแล้วยังสอบได้ทุนเรียนฟรีอีก เสียดายที่ที่บ้านเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันทำให้เขาต้องพักการเรียนกลับมา ยังไม่รู้เลยว่าจะได้รับวุฒิการศึกษาหรือเปล่า”
หรงเจียซั่งพูดขึ้น“สำหรับเขาแล้วอาจจะเป็เพราะครอบครัวกลมเกลียวเป็สิ่งที่สำคัญกว่าวุฒิการศึกษาก็ได้”
คำพูดที่ดูเป็ผู้ใหญ่และกินใจดูไม่เหมือนพูดออกมาจากปากที่สวยๆ นั้นของคุณชายใหญ่เลยฝงซื่อเจินอดไม่ได้ที่จะมองไปยังฝ่ายที่อยู่ตรงหน้า
“ไม่ว่าฉันแล้วเหรอคุณชายใหญ่แล้วคุณล่ะ?” ฝงซื่อเจินถาม “โรงเรียนทหารเรียนอะไรมาบ้าง?”
หรงเจียซั่งพูดเรียบๆ ง่ายๆ“ก็เป็ที่เอาไว้สอนพวกคุณหนูดื้อด้านปากแข็งนั่นแหละ จะมีอะไรสอนอีกเหรอ?ก็มีสอนการต่อสู้บ้างแค่นั้น ทำไมเหรอ อยากจะเรียนจากผมเหรอ?”
ฝงซื่อเจินเลิกคิวแล้วขำ“โรงเรียนทหารมีสอนเต้นรำด้วยเหรอ?”
หรงเจียซั่งมองอึ้งสีหน้าที่เขินอายแสดงออกมาจนรู้สึกได้ จนทำให้เขารู้สึกชะงักงันและรู้สึกหน้าแดง
ฝงซื่อเจินรู้สึกอยากรู้เป็ที่สุดถามต่อว่า “หล่อนสวยไหม?”
หน้าแดงๆ ของหรงเจียซั่งจางหายไปเอ่ยปากพูดแบบขอไปที “จำไม่ได้แล้ว”
เมืองบนูเาในวันที่อากาศร้อนชื้นรู้สึกอบอ้าวเหมือนกุ้งโดนนึ่งอยู่หญิงสาวสวมใส่ชุดเดรสสีเขียวอ่อนจูงมือเขาเอาไว้ เดินขึ้นไปตามบันไดหินทางเดินบนูเาทั้งแคบและเงียบสงบ มีเพียงร่างกายที่สดชื่นของหญิงสาวเปียผมแกว่งไปมาอยู่ด้านหลังของหล่อน
เขาชอบที่จะวิ่งตามจับผมเปียหล่อนเอาไว้จับได้แล้ว ทำให้หญิงสาวต้องหันกลับมายิ้มให้ ได้ใช้กำปั้นเคาะลงไปเบาๆ บนหัวของหล่อน
ฝงซื่อเจินดวงตาเป็ประกายพูดออกมา “เมืองบนเขาฉงชิ่ง ได้ยินมาว่าสาวๆ มีผิวเนียนขาวรอยยิ้มเหมือนหยดน้ำค้างอย่างไรอย่างนั้น อีกทั้งนิสัยโผงผาง ไม่เหมือนผู้หญิงเมืองเจ้อเจียงอย่างเราเลย”
หรงเจียซั่งรู้สึกรำคาญใจนิดหน่อยเผลอพูดไปว่า “หล่อนไม่ใช่คนฉงชิ่งซะหน่อย แค่ที่บ้านมีปัญหานิดหน่อยน่ะก็เลยต้องย้ายมาอยู่ที่ฉงชิ่ง”
ฝงซื่อเจินฟังตามคำพูดของหรงเจียซั่งได้พูดคล้อยตามเื่ราว “อาศัยบ้านเขาอยู่ อยากจะทำอะไรอย่างใจคิดมันไม่ง่ายเลย”
หรงเจียซั่งพยักหน้า
“คุณชายใหญ่หลงรักหล่อนมากจริงๆ”ฝงซื่อเจินพูดอย่างอ่อนโยน “ถ้าหากชอบจริงๆ ทำไมไม่ไปสู่ขอเขาล่ะ?”
หรงเจียซั่งขำแบบเหยียดๆ ทำหน้าอ่อนโยนกลับไปยอกย้อนด้วยสีหน้าท่าทางที่เหยียดหยาม
“ผมเกิดมาเป็คนแบบนี้ จะเอาอะไรไปขอเขาไม่มีอิสระอะไรในชีวิตเลย ถึงแม้ว่าจะเจอคนที่ใช่แล้วก็ตามแต่ยังคงต้องมีสิ่งที่ต้องให้เลือกอีก หนำซ้ำสิ่งที่ต้องเลือกกลับไม่ใช่สิ่งที่อยากได้ละ”
“นั่นก็น่าเสียดายจริงๆ”ฝงซื่อเจินพูดคล้อยตาม
หรงเจียซั่งเหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าพูดมากเกินไป2 ประโยคนั้น มองฝงซื่อเจินด้วยความระแวง
เขาทั้งสองไม่ได้มีการพูดคุยอะไรต่อดื่มกาแฟถ้วยใครถ้วยมัน กินของทานเล่น
มีลูกค้าคนหนึ่งะโบอกพนักงานในร้านให้เบาเสียงเพลงลงหน่อยเสียงเพลงดังเกินไป น้ำเสียงของนักประกาศข่าวชายประกาศข่าววิทยุแทรกขึ้นมาดังไปทั่วทุกมุมร้านกาแฟแม้แต่บาร์เทนเดอร์คนรัสเซียนั้นก็ยังวางแก้วลง ฟังเขาด้วยความตั้งใจ
“...การสานสัมพันธ์พันธมิตรของกองทัพแห่งชาติภายใต้การนำของผู้บังคับบัญชาการทหารฝงอวี้เสียง วันนี้ได้ทำพิธีให้คำสัตยาบัน ณเมืองอู่หยวน ...ในการประชุมใหญ่จัดขึ้นแบบเรียบง่าย นำธงทั้ง 5 สีเปลี่ยนเป็ธงพื้นสีน้ำเงินดวงอาทิตย์สีขาวของพรรคก๊กมินตั๋ง....”
“...ฝงอวี้เสียงได้ออกมาแถลงการณ์ก๊กมินตั๋งมีความภักดีต่อแิไตรราษฎร์ ปณิธานมุ่งมั่นขึ้นสู่ภาคเหนือกองทัพแห่งชาติทั้งหมดจะเข้าร่วมพรรคก๊กมินตั๋ง”
ลูกค้าที่นั่งอยู่มุมห้องคนนั้นเริ่มเงี่ยหูฟัง
“ฝงอวี้เสียงก็เข้าร่วมเดินทางไปภาคเหนือด้วย”ฝงซื่อเจินพูดเสียงเบา
หรงเจียซั่งทำหน้าตาคลุมเครือมืออันเรียวยาวของเขาเคาะเบาๆ ไปที่โต๊ะ
หรงติ้งคุนแอบลักลอบขนอาวุธเถื่อนมาหลายปีแล้วาก็คือความอยู่รอดของเขา อย่างที่ฝงซื่อเจินทราบจากเมิ่งซวี่อันเื้ัของหรงติ้งคุนคือผู้ค้ารายใหญ่ที่สุดความจริงแล้วยังมีความเกี่ยวข้องกับกองทัพเื่ทางภาคเหนือเขาก็ได้จับตามองมาตลอด และมีเจตนาที่จะใช้การลักลอบทางป่าเขาฝงอวี้เสียงขับเคลื่อนพลอย่างนี้ น่าจะมีความสัมพันธ์โดยตรงกับหรงติ้งคุนอย่างแน่นอน
“ไปกันเถอะ”หรงเจียซั่งลุกขึ้นกะทันหัน “ฝนจะตกแล้ว”
***ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/0818cc58522cbd86eda61452a3988291
***เวลาแชร์หรือเมาท์มอยนิยายเื่เมืองศิวิไลซ์ที่ไหนขอฝากแฮชแท็ก #เมืองศิวิไลซ์ #เรือนหอมหมื่นลี้ #readAwrite ด้วยน้า