ตอนที่ 98 เข้าเรียนวันแรก
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
เช้านี้มาร์เทลเป็นคนดูแลเรื่องอาหารการกินทั้งหมด
แม้เมอร์ลินจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว แต่เขาก็ยังเป็นเด็กสิบเอ็ดขวบที่ต้องการการดูแล
สำหรับมาร์เทลแล้วนอกจากเวลาที่เมอร์ลินเข้าเรียนแล้ว เขาตั้งใจเอาไว้ว่าจะไม่ห่างจากเด็กน้อยเด็ดขาด เพราะความปลอดภัยของเมอร์ลินคือความรับผิดชอบของเขา
หลังจากรับประทานอาหารตอนเช้าเสร็จ มาร์เทลก็ปั่นจักรยานไปส่งเมอร์ลินที่มหาวิทยาลัย
เช้านี้พวกเขาได้พบกับคุณป้าท่าทางใจดีข้างบ้าน
เธอชื่อลอเรน เป็นคนธรรมดาที่เกษียณอายุอยู่บ้านกับแมวสองตัว
ลอเรนใจดีมาก เธอเอาพายแอปเปิลมาให้ตอนเช้า น่าเสียดายที่พวกเขาทานข้าวเช้าไปแล้ว อีกอย่างพวกเขาก็ไม่มีอะไรจะให้เธอกลับด้วย
เมอร์ลินจึงตกลงมาร์เทลว่าเย็นนี้จะนำอาหารไปทักทายเพื่อนบ้าน
เนื่องจากเมอร์ลินอ่านเรื่องพวกนี้ในหนังสือ เขาจึงพอจะรู้วัฒนธรรมของดินแดนเวทมนตร์อยู่บ้าง ยังไงนี่ก็เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยที่พวกเขาต้องทำอยู่แล้ว
ลอเรนคิดว่าพวกเขาคือสองพี่น้องที่พึ่งเข้ามาอาศัยอยู่ที่นี่จึงใจดีกับพวกเขาเป็นพิเศษ
ทั้งสองแนะนำแค่ชื่อของพวกเขาไปเท่านั้น ไม่ได้แนะนำอย่างเต็มตัว ดังนั้นจึงทำให้ลอเรนเข้าใจผิด อีกอย่างทั้งมาร์เทลก็อายุแค่ยี่สิบกว่าๆ จึงถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพี่ของเมอร์ลิน
พวกเขาไม่ได้แก้ความเข้าใจผิดนี้
“บางทีการที่ให้เพื่อนบ้านเข้าใจผิดว่าพวกเราเป็นพี่น้องกันอาจจะดีกว่าการประกาศว่าผมเป็นพริสตันนะครับ” เมอร์ลินกล่าวกับมาร์เทล
ขณะที่มาร์เทลกำลังปั่นจักรยานเขาก็พยักหน้า
“อย่างนั้นก็ได้ครับ”
มาร์เทลก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน การที่เที่ยวประกาศออกไปว่าคุณชายน้อยพริสตันอาศัยอยู่ที่นี่อาจจะเป็นการนำอันตรายเข้ามา ดังนั้นหากสามารถป้องกันปัญหาได้ก็ควรจะทำมัน
เมื่อพวกเขามาถึงมหาวิทยาลัย สายตามากมายก็จับจ้องมาที่พวกเขา
“คนมองเยอะมากเหมือนครับ” เมอร์ลินกล่าวอย่างยิ้มๆ
แน่นอนว่าเขารู้ตัวว่ามีคนมอง การที่เด็กน้อยใส่เครื่องแบบนักศึกษาและเดินทางมาที่นี่ มันจึงไม่แปลกที่จะดึงดูดความสนใจของผู้คน
มาร์เทลไม่ค่อยสนใจสายตาเหล่านั้นมากนัก เขาทำเพียงระมัดระวังความปลอดภัยมากกว่า
“วันนี้คุณมีเรียนแค่คาบเช้า ไม่ทราบว่าต้องการให้ผมมารับตอนเที่ยงเลยหรือเปล่า?”
“ยังไม่ต้องก็ได้ครับ ผมว่าจะแวะไปหอสมุดของมหาวิทยาลัยในช่วงบ่ายเสียหน่อย”
มาร์เทลพยักหน้า เขารู้ดีว่าเด็กคนนี้คลั่งในการอ่านหนังสือมากแค่ไหน
“ถ้าคุณจะกลับเมื่อไหร่ก็ติดต่อผมด้วยตราสื่อสารนะครับ”
ก่อนจากมาออสตินได้มอบตราสื่อสารระดับสูงให้กับมาร์เทลมาคู่หนึ่ง ตราทั้งสองเชื่อมต่อกัน สามารถสื่อสารระยะไกลนับร้อยไมล์ได้ ซึ่งมันแตกต่างตราสื่อสารก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง แน่นอนว่าค่าตัวของมันย่อมแพงมากด้วย
โลกนี้มีวิวัฒนาการการสื่อสารที่ก้าวหน้า แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังมีข้อจำกัดไม่น้อยเช่นกัน ตราสื่อสารแต่ละชิ้นจะใช้ได้ระหว่างกันเท่านั้น หากไม่ใช่คู่กันก็ไม่สามารถใช้ได้
“ได้ครับ ไม่ต้องเป็นห่วง ผมจะดูแลตัวเองเป็นอย่างดี ถ้าผมจะกลับผมจะเรียกหาคุณทันที”
“ครับ ถ้าอย่างนั้นขอให้คุณโชคดีกับการเรียน”
หลังจากล่ำลากันแล้วเมอร์ลินก็เดินเข้าไปในอาคารวงเวท ครั้งนี้เขาสามารถเดินผ่านเข้าไปโดยตรง เพราะมีตรานักศึกษาของตัวเองแล้ว
ส่วนมาร์เทลก็กลับไปทำอย่างอื่นของเขา เวลานี้คือช่วงเวลาส่วนตัวของเขา
งานนี้ช่างเป็นงานที่หลายคนต้องอิจฉา เพราะมันทั้งเงินดีและยังมีเวลาส่วนตัวอีก มาร์เทลรู้สึกโชคดีเป็นอย่างมากที่ได้รับงานนี้ เขาไม่ต้องออกไปลำบากต่อสู้กับสัตว์อสูรแถมยังได้ศึกษาเวทมนตร์ในเวลาว่างได้อีกด้วย
เมอร์ลินเดินเข้าไปในอาคาร เขาหยุดอยู่โถงทางเดินภาพเขียนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะนำตรานักศึกษาออกมา
“เช้านี้ฉันต้องเข้าเรียนวิชารูนศาสตร์เบื้องต้น ไปทางนี้สินะ” เมอร์ลินกล่าวพึมพำอย่างไม่ใส่ใจในสายตาของคนที่เดินผ่านไปผ่านมา
ตรานักศึกษามีข้อมูลส่วนตัวของเขา ทั้งประวัติการศึกษา ข้อมูลนักศึกษา และตารางเรียน
ซึ่งตารางเรียนข้างในนี้อำนวยความสะดวกให้กับเขาเป็นอย่างมาก เพราะแต่ละคาบเรียนเขาจะต้องเปลี่ยนห้องเรียนไปตามรายวิชาต่างๆ ซึ่งตรานี้จะนำทางให้เขาไปห้องเรียนของตนเองได้
ดังนั้นเขาจึงถือตรานี้นำทางไปห้องเรียนของตนเอง
อาหารแห่งนี้ใหญ่โตเป็นอย่างมากอีกทั้งยังมีลักษณะเป็นวงกลม ด้านในมีอาคารอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งถูกจัดวางเหมือนวงเวทเล็กๆ หลายวงอยู่ข้างใน หอสมุดของมหาวิทยาลัยก็อยู่ข้างในนั้นเช่นกัน
หากมองมาจากด้านบนก็จะเห็นอาคารเหล่านี้เป็นรูปของวงเวทอย่างแท้จริง
เพราะความกว้างใหญ่นี้จึงง่ายมากที่จะหลงทางดังนั้นพวกเขาจึงใช้ตรานักศึกษาอำนวยความสะดวกให้กับพวกเขา
เมอร์ลินเดินไปยังห้องเรียนของตนเอง
ด้านในนั้นมีคนนั่งอยู่ก่อนแล้วสิบกว่าคน
ทันทีที่เขาปรากฏตัวสายตามากมายก็มองเข้ามาอย่างประหลาดใจ
“เด็กคนนั้นใคร?”
“เขาสวมชุดนักศึกษา อย่าบอกนะว่าเขาเองก็เรียนที่นี่เหมือนกัน?”
“เป็นสัตว์ประหลาดน้อยอีกคนหรือเปล่า?”
นักศึกษาที่นั่งอยู่ก่อนแล้วต่างกระซิบกระซาบกัน
เมอร์ลินมองภาพตรงหน้าอย่างเฉยชาและเมินบรรยากาศทั้งหมด
เขาหาที่ว่างและนั่งลง
ที่นั่งที่ถูกจัดเรียงเป็นอัฒจันทร์นี้กว้างมาก ดังนั้นมันจึงมีที่เหลือเฟือที่จะให้เมอร์ลินนั่งคนเดียว
เมอร์ลินไม่ชอบสายตาที่จ้องมองเข้ามามากนัก เขาจึงนั่งเหยียดหลังตรงแล้วปิดตาลง
ห้องเรียนเริ่มมีคนทะยอยเข้ามาเรื่อยๆ แน่นอนว่ามีหลายคนที่เห็นเด็กน้อยที่นั่งปิดตาอยู่ตรงนั้น
หลายคนสงสัยว่าเขาเป็นใคร แต่ก็ไม่มีใครเข้าไปถาม
นี่ก็เป็นเวลากลางเทอมแล้ว ไม่มีใครคิดว่าเด็กน้อยจะเป็นนักเรียนใหม่ เลยคิดว่าคงเป็นคนจากสาขาอื่นเข้ามานั่งฟังเฉยๆ
ใช่แล้ว แต่ละวิชาไม่ได้กีดกันการเรียนรู้ของนักศึกษา เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาสาขาใด หากมีความสนใจก็สามารถเข้าไปนั่งฟังในห้องเรียนได้เสมอ แต่พวกเขาจะไม่มีส่วนร่วมในกิจกรรมหรือการสอบของวิชานั้นๆ เท่านั้น
เมื่อใกล้ถึงเวลาเริ่มเรียน ที่นั่งก็เริ่มถูกเติมเต็ม แต่ถึงอย่างนั้นที่นั่งข้างๆ เมอร์ลินก็ยังว่างอยู่ ไม่มีใครเข้ามานั่งกับเขา
ห้องเรียนนี้จุคนได้หนึ่งร้อยแปดสิบคน วิชารูนศาสตร์เบื้องต้นเป็นพื้นฐานที่คนของสาขารูนศาสตร์ไม่ว่าสายบริสุทธิ์หรือสายประยุกต์ก็จำเป็นต้องเรียน คาบเรียนวิชานี้จึงมีคนเยอะมากกว่าปกติ
วิชาที่อาโนลงทะเบียนให้กับเมอร์ลินในเทอมนี้จึงล้วนเป็นวิชาบังคับทั้งสิ้น
ตอนนั้นเองข้างๆ เมอร์ลินก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา
“เฮ้ นายฉันขอนั่งด้วยได้ไหม?”
เมอร์ลินค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาแล้วมองชายหนุ่มผมสั้นสีน้ำตาล รูปร่างผอมสูง ใบหูมีต่างหูห้าอันร้อยเรียงกัน หน้าตาดูดีโดดเด่นเป็นพิเศษ
“อืม” เมอร์ลินพยักหน้าและเอ่ยออกมา