มืดมิด... มันช่างมืดมิดราวกับตกอยู่ในหุบเหวของขุมนรกที่อยู่ใต้ถ้ำบาดาลก่อนที่ผมจะรู้สึกตัวและโผล่พลุ่งพรวดขึ้นมาจากใต้น้ำ
"น้องกิตติ น้องกิตติ ทำใจดีๆไว้ !"
เสียงนี้มันคือเสียงของพี่เมฆ และผมก็เพิ่งมารู้ว่าการที่ผมโผล่ขึ้นมาอยู่เหนือผิวน้ำได้ในครั้งนี้ก็เป็นเพราะพี่เมฆได้ฉุดดึงร่างของผมขึ้นมาจากน้ำนี่เอง
"มัน... มันเกิด อะไรขึ้น... หรือครับพี่เมฆ ?" เสียงกระท่อนกระแท่นราวกับจะสำลักน้ำของผมถามพี่เมฆ ขณะที่เขากำลังประคองร่างของผมขึ้นไปบนเนินหินราบเรียบที่โผล่พ้นน้ำที่ผมเห็นอยู่ข้างหน้า
"จำอะไรไม่ได้เลยเหรอน้องกิตติ ? แฮ่กๆ" พี่เมฆย้อนถามผมขณะที่ทั้งผมและเขาเพิ่งจะทรุดร่างลงกับพื้นหินอย่างเหนื่อยอ่อน
แต่พี่เมฆก็ดูเหนื่อยอ่อนเกินกว่าจะเป็นพี่เมฆผู้กล้าแกร่งคนเดิม หรือจะเป็นเพราะการที่เขาจะต้องมาช่วยประคองคนที่มีรูปร่างใหญ่กว่าอย่างผมจะกินแรงเขาอยู่ไม่น้อย ?
"ผม... ผมมารู้สึกตัวอีกทีก็อยู่ในน้ำแล้วครับพี่เมฆ ผมเห็นแต่ความมืด ก็... ก็ก่อนที่พี่เมฆจะดึงตัวผมขึ้นมาล่ะครับ ดีนะที่ผมไม่สำลักน้ำตายไปซะก่อนน่ะ"
แล้วผมก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้
"พี่เมฆ ! แล้ว... แล้วจันล่ะครับ ?!" พอเริ่มจะตั้งสติได้ผมก็กระโจนลุกขึ้นหันซ้ายแลขวารวมทั้งมองกลับลงไปในน้ำเพื่อค้นหาจันทันที
"ไม่ต้องตกใจ พี่เอาเขาขึ้นมาจากน้ำก่อนน้องกิตติซะอีก หมอนั่นท่าทางเหมือนจะจมน้ำตายจริงๆ พี่เลยต้องช่วยขึ้นมาก่อน รวมทั้งทหารคนหนึ่งของท่านจ้าวที่ได้รับบาดเจ็บจากการกระแทกกับโขดหินด้วย"
พี่เมฆว่าแล้วก็บุ้ยปากไปทางด้านหลังโขดหินที่อยู่เลยเนินหินตรงนี้ไปหน่อยเดียว และพอผมโจนพรวดไปทางนั้นก็ได้เห็นร่างคุ้นๆร่างหนึ่งกำลังนอนหายใจพะงาบๆโดยมีทหารของท่านจ้าวคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะได้รับบาดเจ็บที่ศรีษระกำลังนั่งพิงโขดหินและมองดูจันด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง
"จัน !" ผมเรียกชื่อเขาเสียงดัง แล้วเขาก็ผงกหัวขึ้นมองผมทันทีพร้อมทำตาโต ส่วนอาการหอบพะงาบๆของเขาก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง
"พี่กิต...! พี่กิตจริงๆเหรอ ?!" จันทำท่ากะเถิบถอยหลัง "เอ๊ะ หรือว่าผีพี่กิตกันล่ะ ?!"
แล้วความรู้สึกที่อยากจะเข้าไปกอดจันของผมก็เปลี่ยนเป็นความรู้สึกที่อยากจะเข้าไปเตะก้านคอเขาขึ้นมา
"ปัดโธ่ ! จันนี่ คนอุตส่าห์เป็นห่วง ยังจะมาเล่นลิ้นอีกนะ !"
จันกระพริบตาปริบๆ ทำหน้าเอ๋อเหรอ แล้วก็ขยับมาหาผมทันที
"แฮะๆ ดูๆแล้วนี่ไม่ใช่ผี เป็นพี่กิตตัวเป็นๆนี่เอง"
"ก็แหงล่ะสิ" เสียงพี่เมฆพูดมาทางด้านหลังผม "ถ้าพี่เมฆาคนนี้ยังอยู่ มีรึจะปล่อยให้ใครตายหรือกลายเป็นผีไปง่ายๆ แม้พี่จะแสนเหนื่อยเเละเกือบจะตะกายคว้าร่างของแต่ล่ะคนไม่ทันก็เถอะ"
ผมหันหน้าไปมองพี่เมฆทันที งั้นที่พี่เมฆมีอาการเหนื่อยหอบขนาดนี้ก็เป็นเพราะพยายามช่วยเราสามคนในน้ำพร้อมๆกันนี่เอง
"พี่เมฆครับ บอกผมหน่อย มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ผมพอจะจำได้ลางๆขึ้นมานิดหน่อยว่า ขณะที่กำลังเดินจะถึงปากถ้ำตอนนั้น อยู่ๆก็มีเสียงดังสนั่นของอะไรซักอย่าง จากนั้น... จากนั้นดูเหมือนผมจะเห็นว่ามีมวลน้ำขนาดใหญ่พุ่งทะลวงเข้ามาทางด้านหน้าของพวกเราใช่ไหมครับ ?"
พี่เมฆพยักหน้าเนิบๆ "ใช่ ใช่แล้วน้องกิตติ นั่นคือมวลน้ำขนาดใหญ่ที่ก็คงจะไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นกับพวกเราในระหว่างที่กำลังเดินทางกันจวนจะถึงปากถ้ำแล้ว"
"มันเกิดขึ้นได้ยังไงกันครับ แล้วเสียงที่ดังสนั่นนั่นมันเสียงอะไรกันครับพี่เมฆ ?"
พี่เมฆสะลัดหัวไล่น้ำออกไปเล็กน้อยก่อนจะตอบ "พี่คิดดูแล้ว เสียงนั้นน่าจะเป็นเสียง ก้อนหินขนาดใหญ่ที่ตกจากที่สูงและกระแทกลงน้ำที่อยู่ทางหน้าปากถ้ำนั่นเอง"
ผมกับจันแทบจะอ้าปากค้างกันทันที
"ก้อนหิน... ก้อนหินขนาดใหญ่อย่างงั้นเหรอครับ แล้ว... แล้วก้อนหินนั่นมันมาจากไหน แล้วตกมาจากไหนกันล่ะครับนี่ ?!"
สายตาของพี่เมฆกวาดไปทางทหารของท่านจ้าวแห่งมิตทราห์ทันที
"ช่วยข้าอธิบายหน่อยได้ไหมท่านทหารหาญของท่านจ้าว ในที่นี้ก็มีแต่ท่านเพียงผู้เดียวที่น่าจะรู้จักภูมิประเทศที่อยู่รอบๆนั้น"
ทหารของท่านจ้าวแห่งมิตทราห์เงยหน้าขึ้นสบตาพี่เมฆ
"อย่างที่ท่านเมฆาคาดไว้นั่นล่ะ เสียงนั้นเป็นเสียงของก้อนหินขนาดใหญ่ที่ตกมาจากที่สูงแน่ๆ อันหน้าปากถ้ำที่พวกเราทั้งหมดกำลังจะเดินทางผ่านไป ยังมีม่านน้ำตกไหลปกปิดหน้าปากถ้ำมาชั่วนาตาปี ม่านน้ำตกนั้นได้ไหลลงมาจากหน้าผาเบื้องบนที่มีความสูงราวห้าสิบเมตร และฝั่งตรงข้ามของหน้าผาฝั่งนี้ก็ยังมีหน้าผาสูงชันที่มีความสูงราวห้าสิบกว่าเมตร และยังมีม่านน้ำตกที่ไหลปกปิดปากถ้ำฝั่งตรงข้ามเหมือนทางฝั่งนี้โดยมีแอ่งน้ำกั้นกลางอยู่ทางเบื้องล่างระหว่างสองหน้าผานี้ท่านเมฆา"
คำอธิบายของทหารแห่งท่านจ้าวผู้นี้ทำให้ผมถึงกับทึ่งในภูมิประเทศที่ในดินแดนประหลาดแห่งนี้เข้าอีกครั้ง ส่วนพี่เมฆก็พยักหน้าหงึกหงักราวกับเห็นเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องธรรมดาๆ
"ก็อย่างที่ข้าคาดการณ์ไว้ แต่การที่มีก้อนหินขนาดใหญ่ตกลงมาจนทำให้มวลน้ำขนาดใหญ่ในแอ่งน้ำทะลักทะลวงเข้าในถ้ำที่พวกเรากำลังจะออกไป มันก็นับว่าเป็นเรื่องผิดวิสัยปกติแน่ๆใช่ไหมท่านทหารหาญ ?"
ทหารผู้นี้ยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย ที่ขมับของเขายังมีเลือดไหลออกมาบางๆ(จากการที่ถูกสายน้ำพัดกระแทกกับโขดหินในน้ำ)
"มันต้องผิดปกติวิสัยอยู่แล้วท่านเมฆา เพราะที่ด้านบนของหน้าผาทั้งสองฝั่งนั้นไม่เคยจะมีก้อนหินขนาดใหญ่อยู่ใกล้ๆหน้าผาเลย หากแต่การที่เกิดขึ้นครั้งนี้ น่าจะเป็นเพราะมีการเคลื่อนก้อนหินขนาดใหญ่ออกมาจนชิดริมหน้าผาไว้ก่อนที่จะผลักก้อนหินนั้นลงมาเป็นแน่แท้"
ให้ตายเถอะ...! นี่มันหมายความว่า พวกศัตรูของพวกเราคงได้วางแผนล่วงหน้าเพื่อพิฆาตเราไว้เป็นมั่นเหมาะสินะ ?
"หึหึ " เสียงพี่เมฆออกขำๆ "งานนี้พวกมันเล่นงานพวกเราปางตายจริงๆ แต่เชื่อเถอะ พวกมันไม่ได้กะให้พวกเราถึงตายจริงๆหรอก พวกมันน่ะคงใช้แผนนี้เพื่อที่จะแยกพวกเราให้แยกแตกกระจายกันไปคนละทิศคนล่ะทางซะมากกว่า ซึ่งมันก็ทำได้สำเร็จ !"
แล้วผมก็เหมือนนึกอะไรที่สำคัญขึ้นมาได้
'ไอรินล่ะ... ไอรินของผมไปอยู่ที่ไหนกันล่ะนี่ ?!'
ผมหันไปมองหน้าพี่เมฆ "พี่เมฆ ! พวกท่านจ้าวล่ะ แล้ว... แล้วไอรินล่ะ พวกเขาจะโดนน้ำซัดไปทางไหนกันบ้างล่ะครับพี่เมฆ ?!"
น้ำเสียงของผมมันคงฟ้องให้เห็นถึงความเป็นห่วงในตัวไอรินมากกว่าคนอื่นจนพี่เมฆอดจะยิ้มที่มุมปากไม่ได้
"ใจเย็นๆน้องกิตติ ตอนนี้พวกเราในที่นี้ควรจะห่วงตัวเองไว้ก่อนจะดีกว่ากระมัง"
ผมอดจะงงกับคำพูดนั้นไม่ได้ "ทำไมล่ะครับพี่เมฆ ?"
"น้องกิตติรู้หรือเปล่า ว่าตอนนี้เราทั้งสามคนอยู่ที่ไหนกัน ?"
ความพิศวงใจที่เกิดขึ้น ทำให้ผมหันไปมองหน้าจันที่เอ๋อๆ(เพราะใครพูดอะไรก็งงตลอด) ก่อนที่ผมจะหันมามองหน้าพี่เมฆอย่างต้องการคำอธิบายที่ชัดเจน
แต่พี่เมฆก็บุ้ยหน้าไปทางทหารของท่านจ้าวแทน
"ช่วยบอกเขาให้ชัดๆหน่อยสิ ท่านทหารหาญแห่งมิตทราห์"
ทหารของท่านจ้าวผู้นี้ค่อยๆลุกขึ้นยืนก่อนจะกวาดสายตาไปรอบๆที่มีแต่ความมืดสลัวเลือนลางของบรรยากาศ แล้วจึงหันมาสบตาผมกับพี่เมฆ
"ที่บริเวณนี้แท้จริงแล้ว ก็คือส่วนที่อยู่ลึกสุดที่อยู่ต่ำจากทางเดินในถ้ำเกือบสี่กิโลเมตร !"
คุณพระคุณเจ้าช่วย...!
อะไรกันนี่ นี่หมายความว่า เราทั้งสี่ถูกสายน้ำพัดลงมาอยู่ใต้ดินที่อยู่ลึกลงมาถึงเกือบสี่กิโลเมตรอย่างที่เขาว่าจริงๆรึ ?!
อะไรมันจะซวยขนาดนั้น แล้วนี่จะกลับขึ้นไปยังไงกันล่ะนี่ แล้วไอรินของผมล่ะ จะถูกน้ำพัดไปทางไหน จะซวยเหมือนกับเราสี่คนหรือเปล่าล่ะนี่ ?
โธ่เอ๊ย...!!
*โปรดติดตามในบทต่อไป ไม่นานเกินรอครับ*