ตอนที่ 28
เส้นทางทิศใต้ เป็เส้นทางเรียบแม่น้ำสายหนึ่งที่ไหลลงสู่ทะเล... ดังนั้นเพียงแค่ซุน ควบอาชาทวนกระแสน้ำไปเรื่อย ๆ ก็คงจะไปถึง มณฑลหนานเหอ ได้โดยไม่ยากนักแทบไม่มีโอกาสให้หลงทิศทางใด ๆ
แต่ทว่า... เวลานี้ ซุน กลับใบหน้าย่ำแย่ ควบอาชาเต็มกำลังวิ่งเข้าไปในป่ารกร้างเพื่อแฝงตัวไม่อาจใช้เส้นทางสายหลักได้อีกต่อไป ตลอดเส้นทางเต็มไปด้วยเสียงขบขันของ เฒ่าชีเปลือยที่เย้ยหยันเด็กหนุ่มไม่ขาดสาย...
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! อุตส่าห์เขียนข้อความทิ้งไว้ ดูยิ่งใหญ่องอาจเสียเต็มประดา...สุดท้ายกลับกลายเป็ชี้นำศัตรูให้ออกตามล่า จนทำให้เ้าต้องหนีตัวซุกหัวซุน!!”
ซุน กัดขบฟันแแ่...
“หุบปากน่า!! ใครจะรู้กัน ว่าเ้าคนแซ่เกาและลูกสมุนของมัน จะมีสัตว์อสูรเทียมระดับสูงเป็พาหนะ!! ข้าหรืออุตส่าห์ทิ้งระยะมาแล้วตั้งมากมาย แต่สุดท้ายกลับถูกไล่ตามด้วยอาชาั์ ตนนั้น!!”
เป็คราวซวยของ ซุน ที่อีกฝ่ายมิใช่กลุ่มโจรสามัญ... แต่เป็ขุมกำลังในเงามืดที่มีทรัพยากรไม่ด้อยไปกว่าพรรคใหญ่ในยุทธภพ ทั้งเงินทอง ทั้งอาวุธอักขระ อุปกรณ์สื่อสารหรือแม้แต่สัตว์อสูรเทียม ก็มีไว้ในทั้งสิ้น
เพื่อให้ภารกิจสำเร็จลุล่วง เกาถิง ไม่สนใจว่าจะสูญเสียทรัพยากรมากเพียงใดปักใจตามล่า ซุน ด้วยทุกสิ่งที่มี... อาชาั์ มีตัวที่ขนาดใหญ่กว่าอาชาสามัญ 7-8เท่า สามารถขนย้ายหน่วยย่อยกลุ่มัทอง ที่ประกอบด้วยสมาชิกราว 10 คนได้อย่างง่ายดาย ความเร็วเหนือกว่าอาชาสามัญอย่างมหาศาล...
ด้วยเวลาเพียงไม่ถึงครึ่งวัน เกาถิง ก็แทบจะจี้ ซุนเข้ามาในระยะสายตา... หากไม่เป็เพราะ ซุน หลีกเลี่ยงเส้นทางเรียบแม่น้ำ เลือกใช้เส้นทางในป่าอำพรางตัวตนจนยากจะแกะรอยเส้นทิศทางหลบหนี ป่านนี้คงถูกจับตัวได้ไปนานแล้ว...
“เฒ่าชีเปลือย ใช้ห้วงมิติร่นระยะช่วยข้าที...” ซุน กล่าวขึ้นเมื่อเห็นว่าศัตรูเริ่มเข้ามาใกล้เรื่อยๆ
หากแต่ิญญาเฒ่าชรา กลับโบกมือปฏิเสธ พร้อมเบือนหน้าหนี...
“ทุกครั้งที่ข้าใช้อาคมและทักษะต่าง ๆ พลังตบะที่ข้าสั่งสมก็หดหายไปตามลำดับหากเ้ายังหวังพึ่งพาข้าเช่นนี้ต่อไป ดวงิญญาข้าคงได้ดับสูญลงเข้าสักวันเป็แน่!! ดังนั้นหากไม่ถึงที่สุดในระดับกระบี่เฉียดลำคอ ข้าจะไม่ยอมยื่นมือช่วยเหลือเ้าอีกแล้ว...
อ่อ...จริงสิ!! หากยังอยากให้ข้าช่วยเหลือเ้าบ่อยๆ ก็ช่วยสังหารผู้คนสัก 2-3 พันคน ให้ข้าได้ดูดกลืนิญญาเ่าั้ มาเพิ่มพูนพลังตบะของข้าเป็อย่างไร?! ถือเป็ข้อแลกเปลี่ยนที่สมน้ำสมเนื้อกันดี...”
“สมน้ำสมเนื้อกับผีน่ะสิ เห็นข้าเป็คนเยี่ยงไรจะให้สังหารคนนับพันเพียงเพื่อให้เ้าดูดกลืน!! หากไม่ช่วยก็จงหุบปากไปอย่ากล่าวให้มากความ ข้าต้องใช้สมาธิ” ซุน ก่นด่าทันที ก่อนจะขมวดคิ้วแแ่ใช้ความคิด
เบื้องหน้ามองเห็นซอกหุบเขาที่สลับซับซ้อน... ซุน จึงควบอาชากระโจนเข้าไปในซอกหลืบดังกล่าวทันทีด้วยความคดเคี้ยวของเส้นทางที่เล็กแคบ จึงไม่ใช่เื่ยากที่จะเลี่ยงหลบสายตาของศัตรูจากระยะไกล...
ซุน ใช้ฝักกระบี่ ฟาดที่ก้นอาชาอย่างรุนแรง ใช้ความเ็ปกระตุ้นความเร็วในการวิ่งของมันให้เพิ่มพูนก่อนที่ ซุน จะกระโจนออกจากหลังอาชา ปล่อยให้ม้าคึกตนนี้วิ่งตรงไปเพียงลำพัง โดยทิ้งรอยเท้าไว้ตลอดเส้นทาง...จากนั้น ซุน ก็หลบมายังซอกเล็ก ๆ ข้างทาง หยิบเอาเศษดินบนพื้นขึ้นมาบริกรรมคาถาริมฝีปากขยับพึมพำก่อนจะสาดเศษดินเ่าั้ใส่ร่างของตนเอง...
“อาคมกำบังกาย ธุลีดินซ่อนเร้น”
ฝุ่นควันที่เกิดขึ้นพร่าเลือนขมุกขมัว ได้บดบังตัวตนและกลิ่นอายของซุน ไปอย่างสมบูรณ์ จากนั้นเด็กหนุ่มก็ยินแน่นิ่งไม่ไหวติง เสมือนตนเองกลายเป็ก้อนศิลาก้อนหนึ่งกระทั่งมีวิหคตัวน้อยมาเกาะที่ใบหน้า ก็ยังไม่ขยับเขยื้อนใด ๆ
ผ่านไปไม่นานนัก อาชาั์ ก็ตรงเข้ามาในซอกหุบเขานี้ ติดตามจากรอยอาชาที่วิ่งเข้ามา...ผ่านหน้า ซุน ในระยะห่างไม่ถึง 20 ก้าว โดยไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น...
“ตามเ้าเด็กนั่นไป!! ดูจากรอยเท้าอาชาที่ยังใหม่อีกไม่นานก็คงติดตามมันได้ทันแล้ว!!”
อาชาั์ แผดเสียงร้องตอบรับ... [สัตว์อสูรเทียม] จะถูกเพาะเลี้ยงจาก ปศุสัตว์อสูร ด้วยวิทยาการยุคใหม่ พวกมันไม่มีลูกแก้วดวงจิตในร่างทำให้สติปัญญาของพวกมันต้อยต่ำกว่า [สัตว์อสูรแท้] ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ... สัตว์อสูรเทียม จึงง่ายต่อการฝึกฝนให้เชื่อฟังคำสั่งและยิ่งมียอดฝีมือที่ความแข็งแกร่งเหนือตัวมันเป็ผู้ควบคุมด้วยแล้วสัตว์อสูรเทียมเหล่านี้แทบจะทำงานถวายชีวิต... แต่แน่นอนว่ามูลค่าของสัตว์อสูรเทียมยิ่งแข็งแกร่งและมีขนาดใหญ่ มูลค่าก็จะยิ่งมหาศาลตามไปด้วย...
หลังจากอาชาั์ตนนั้นพ้นสายตาไป... ซุน เผยตัวออกมาจากการอำพรางและตัดสินใจมุ่งหน้ากลับไปยังทิศทางสายหลักสู่มณฑลหนานเหออีกครั้งใช้การทรงร่างอาชาสีหมอก เพิ่มพลังในการวิ่งและความอึด ทดแทนอาชาที่สูญเสียไป...
“อย่างน้อยกว่าพวกมันจะรู้ตัว ข้าก็คงหนีไปไกลแล้ว...อีกทั้งพวกมันคงจะเคว้งคว้างกลางหุบเขา ไม่ใช่เื่ง่ายที่จะแกะรอยข้าได้อีก...” ซุนถอนหายใจโล่งอก พลางมุ่งหน้าสู่เส้นทางหลัก ซึ่งเส้นทางนี้เต็มไปด้วยรอยเท้าของกลุ่มชาวบ้านและพ่อค้าเร่ที่สัญจรไปมา ไม่มีทางแยกแยะรอยเท้าของ ซุน ออกจากรอยเท้าของคนอื่น ๆ ได้แน่นอน...
หนึ่งวันผ่านไป ซุน ก็ได้มาถึงเขตมณฑลหนานเหอ... จะเป็การข้ามเขตปกครองระหว่างมณฑลเฮย และ มณฑลหนานเหอ จึงต้องมีการตรวจสอบป้ายสำมะโนครัวของผู้ที่จะข้ามเขตจากกองทหารรักษาชายแดน...เด็กหนุ่ม จึงยกแสดงป้ายศิลาตระกูลเหยา ให้ทหารรักษาชายแดนตรวจสอบ…
“ชื่ออะไร? มีเหตุผลอันให้เข้ามาในเขตมณฑลหนานเหอ” ทหารเค้นเสียงถามขึ้น
“ผู้เยาว์นาม เหยาซุน กำลังเดินทางไปศึกษาศาสตร์อักษรภายใน เมืองบุปผาแดง...”เด็กหนุ่มกล่าวพลางประสานมือโค้งตัวสุภาพ ถอยวาจาและกิริยาเสมือนบัณฑิตแก่เรียนผู้หนึ่งซึ่งเป็บุคลิกดั้งเดิม...
ทหารคนดังกล่าว หันมองหน้า ซุน และกระบี่ที่พกมา...
“เป็ผู้ร่ำเรียนตำรา ใยจึงพกกระบี่?!”
“ผู้เยาว์พกพาเนื่องด้วยกันสัตว์ร้าย ทั้งยังประดับให้ดูองอาจเท่านั้นเองพี่ท่าน...แต่หาก้าจะยึดมัน ผู้เยาว์ก็มิได้เดือดร้อน ขอแต่จ่ายเท่าราคากระบี่ 3เหรียญทองก็พอแล้ว...” ซุน เผยยิ้มอ่อน ดูไม่มีพิษภัย
ทหารดังกล่าว ขมวดคิ้วเล็กน้อย... แต่ด้วยจำนวนผู้เข้าเขตมณฑลที่มีไม่น้อยต่อแถวยาวเหยียดคงไม่อาจเสียเวลากับเด็กหนุ่มผู้เดียวได้ยาวนานนักการพกพากระบี่ถือเป็เื่สามัญในยุทธภพ เนื่องด้วยกระบี่เป็อาวุธชั้นสามัญ ที่ผู้ฝึกยุทธมักเริ่มต้นเรียนรู้เป็สิ่งแรกทหารผู้นั้นจึงโบกมือปัดยอมให้ผ่านแต่โดยดี
“เช่นนั้นก็รีบไป...”
ซุน เต็มไปด้วยความโล่งใจ ประสานมือขอบคุณสุภาพนอบน้อม... เมืองบุปผาแดงที่ ซุน กล่าวอ้างนั้น เป็เมืองใหญ่หนึ่งเดียวของ มณฑลหนานเหอ เวลานี้ ซุน เพิ่งจะแตะย่างเข้าเขตชายแดนของมณฑลเท่านั้นยังอีกยาวไกลนักกว่าจะไปถึงเมืองดังกล่าว
เด็กหนุ่ม หันมองกองทหารรักษาชายแดน ซึ่งมีจำนวนนับร้อยนาย...
“อย่างน้อย เ้าพวกโจรชั่วนั่น มันก็คงไม่กล้าอุกอาจบุกเข้ามาดื้อๆ ยังพอถ่วงเวลาให้หลบหนีได้อีกขั้น...”
ซุน ได้ขอซื้ออาชาตัวใหม่จากพ่อค้าเร่ในละแวกนั้นมุ่งหน้าสู่เมืองบุปผาแดง... ถึงแม้จะตั้งใจแค่จะผ่านทางเพื่อไปยัง เมืองหลวงแต่ถึงกระนั้นมันก็เป็การเข้าเมืองใหญ่ครั้งแรกสำหรับเด็กหนุ่มผู้ที่ไม่เคยออกจากเขตชุมชนหมู่บ้านตะวันอัสดงมาก่อน...
เมืองบุปผาแดง...
เด็กหนุ่ม ยืนสั่นสะท้านั้แ่เห็นกำแพงเมืองที่โอบล้อมยาวสุดระยะสายตา...บ่งบอกถึงความยิ่งใหญ่ของเมือง ที่มิอาจนำเขตชุมชนเล็ก ๆ มาเปรียบวัด...ขุมอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของทวีปแห่งนี้ คงหนีไม่พ้น ราชวงศ์ไป๋หู่ เป็หน่วยราชการแผ่นดินที่มีอำนาจปกครองสูงสุดครอบคลุมทั้งทวีปพยัคฆ์ขาว
หากแต่ภายในทวีปนี้ ก็ยังมีเมืองใหญ่แตกแขนงออกมาอีกราว ๆ 10หัวเมือง... หากให้เทียบเคียงกับโลกเดิมของ ซุน หัวเมือง คงเปรียบเสมือนอำนาจของประเทศหนึ่งก็ว่าได้โดยอยู่ภายใต้องค์กรผู้นำของทวีปแห่งนี้อย่าง ราชวงศ์ไป๋หู่ อีกทอดหนึ่ง...
ดังนั้นตำแหน่ง เ้าเมือง ก็เปรียบเสมือน าา ในหัวเมืองนั้น ๆความยิ่งใหญ่ของแต่ละเมือง ขึ้นอยู่กับความสามารถของตระกูลเ้าเมืองเป็หลักซึ่งแน่นอนว่าตระกูลเ้าเมืองเหล่านี้ จัดเป็ตระกูลชนชั้นพิเศษที่ ป้ายทองแดงและ ป้ายเงิน ขึ้นไปทั้งสิ้น
และแน่นอนว่า ตระกูลเ้าเมืองของที่นี่ ก็คือตระกูลฉี... ตระกูลที่ซุน เคยนำไปแอบอ้างเมื่อสองเดือนก่อน ทั้งยังใช้ป้ายทองแดงของจริงไปแอบอ้างเสียด้วยซึ่งหากเื่นี้หลุดเข้าถึงหูผู้ใดแล้วล่ะก็ ซุน ถึงขั้นต้องโทษปะายกตระกูล ไม่ต้องกล่าวเื่ที่ซุน เคยแอบอ้างเป็บุตรนอกสมรสของ ฉีเฟยหลง ผู้นำตระกูลฉีคนปัจจุบัน และยังมีศักดิ์เป็บุตรคนโต ของเ้าเมืองแห่งนี้อีกด้วย...
“ฉีลู่ชิง นางก็อยู่ที่เมืองนี้งั้นสินะ...พบกันคราวก่อนถือว่าข้าติดค้างนางและพ่อบ้านฉีก็จริง แต่ถ้าเป็ไปได้หวังว่าจะไม่ต้องพบเจอกัน เพราะนางดูจะไม่ชอบขี้หน้าข้าเท่าใดนัก...” ซุนกล่าวพึมพำพลางถอนหายใจ
เด็กหนุ่ม สามารถผ่านเข้าเมืองได้โดยไม่ยากนัก ป้ายศิลาถือเป็ป้ายที่ใช้งานสะดวกที่สุดก็ว่าได้ นอกจากไม่ถูกเพ่งเล็ง หรือสอบถามมากมายแล้วยังเข้าถึงพื้นต่าง ๆ ได้มากกว่า ป้ายไม้...
ภายในเมืองบุปผาแดง ละลานตาไปด้วยสิ่งแปลกใหม่... ทั้งผู้คนที่อัดแน่นอยู่ในเมืองห้างร้านต่าง ๆ ที่เรียงต่อกันจนยากจะเลือกสรรจับจ่าย จำนวนของโรงเตี้ยมภายในเมืองนี้ต่อให้สับเปลี่ยนโรงเตี้ยมหลับนอนในทุก ๆ วัน ยังไม่รู้ว่าจะนอนครบถ้วนทุกโรงเตี้ยมภายในหนึ่งปีได้หรือไม่...
หอนางโลม โคมเขียว โคมแดง มีหญิงสาวส่งสายตายั่วยวนตลอดเส้นทาง...เป็ภาพที่ไม่อาจหาพบได้ในเขตชนบทรกร้างที่ ซุน จากมา... เด็กหนุ่ม จูงอาชามาด้วยจึงดูจะเทอะทะในการเดินบนถนนสายหลัก ไม่เหมาะที่จะเดินใน่กลางวันที่ผู้คนขวักไขว่จึงตัดสินใจจะหาโรงเตี้ยมเล็ก ๆ พักแรมสักคืน แล้วจึงค่อยเดินทางต่อ...
“น้องชาย... หาที่พักอยู่งั้นหรือ?!” สุ้มเสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลัง
ซุน เหลียวมองเล็กน้อย ก็พบว่าเป็หญิงสาวนางหนึ่ง คาดว่าอายุคงไม่ทิ้งห่างจากซุน เท่าใดนัก ท่าทีของนางดูสุภาพ แต่งกายทะมัดทะแมงคล้ายบุรุษไม่สมเป็สตรีเท่าที่ควรหากแต่ใบหน้าของนางกลับสวยสดสมวัย ดูเป็หญิงชาวบ้านที่มากเสน่ห์ แม้มิได้เติมแต่งด้วยเครื่องสำอางค์
เด็กหนุ่ม ขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ก็พยักหน้าตอบรับ...
“ข้ากำลังหาโรงเตี๊ยม ที่มีคอกม้า... แต่ดูเหมือนว่าบนถนนเส้นนี้จะไม่มีลักษณะตามที่้า...”
หญิงสาวเผยรอยยิ้ม วางมือบนไหล่ของ ซุน เบา ๆ คล้ายสนิทกัน... อาจเพราะรูปร่างหน้าตาของซุน ดูไม่ค่อยมีพิษมีภัยเท่าใดนัก เหมือนบัณฑิตแก่เรียนเสียมากกว่ากระทั่งกระบี่ที่พกพายังดูขัดกับตัวตนภายนอก...
“ถนนสายนี้ ทำเลพื้นที่มีราคาสูง ดังนั้นโรงเตี้ยมจึงไม่นิยมมีคอกม้า...ตามข้ามาสิ บ้านข้าเองก็ปรับแต่งเป็โรงเตี้ยมเช่นกัน อยู่ลึกเข้าไปด้านในมีคอกม้าให้เ้าด้วย รวมที่พักและอาหาร จ่ายเพียง 1 เหรียญทองต่อวันเท่านั้นเอง...”
ซุน ชั่งใจอยู่พักหนึ่ง แน่นอนว่าราคาพักแรม 1 เหรียญทองจัดว่าแพงเอาการเมื่อเปรียบกับที่เขตชุมชนหมู่บ้านที่ตนจากมา... หากแต่ ซุน ยังไม่ค่อยเข้าใจค่าครองชีพในเมืองใหญ่เช่นนี้ดังนั้นจึงคิดว่าคงเป็ราคาสามัญ… ทั้งจำนวนเงินที่ซุน ่ชิงมาจากศพของ มือปราบเฉิน ก็มิใช่น้อย มีหลายร้อยเหรียญทองติดตัวอยู่ไม่จัดว่าเดือดร้อนด้านราคา...
“เข้าใจแล้ว... เช่นนั้นรบกวนด้วย...”
หญิงสาวเผยรอยยิ้มเจือจางขึ้นทันที...
..................................