นิสัยข้าเปลี่ยนยาก

    บทที่ ๑๖ วิชามารขั้นสุดท้าย (2)

             

            หลังสิ้นเสียงภายในห้องพลันเกิดความวุ่นวายขึ้นมาชั่วขณะจึงได้รู้ว่าที่ด้านในยังมีคนอยู่ไม่ต่ำกว่าสิบคนเสียงฝีเท้าหลายคู่วิ่งหายออกจากห้องอย่างแตกตื่น

            'มีผู้บุกรุก' ถ้อยคำนี้มิต่างจากเสียงโยนติ้วสั่งประหารบรรยากาศใต้เงาหน้าต่างตึงเครียดจนทั้งร่างแข็งทื่อในความเงียบไม่มีใครกล้าปริปากเอ่ยสิ่งใด อาศัยเงามืดปกปิดใบหน้าหวาดผวาเล็กๆขณะเดียวกันก็ตระหนักได้เป็นอย่างดี หากวิ่งออกจากที่ซ่อนผลจะเป็นอย่างไร

            "เสี่ยวเหวิน พรุ่งนี้ข้าจะรอของจากเจ้า"เสียงย่ำเท้าดังตึกๆ จากไปอีกสามสี่คู่

            จากนั้นก็เงียบไปนานเลยทีเดียว

            ไม่คาดคิดว่าเด็กหญิงหน้าตางดงามนางหนึ่งจะโผล่ศีรษะออกมานอกหน้าต่างยื่นมือไปปิดบานหน้าต่าง แต่สายตาปะทะเข้ากับเด็กสามคนในชุดสีดำรัดกุมใบหน้าบางส่วนถูกซ่อนในเงามืด บอกไม่ได้ว่าเป็นชายหรือหญิง

            พวกหลินหลานหรูสบตาเด็กหญิง

            นัยน์ตาเด็กหญิงกระจ่างใสราวกระจกส่องสะท้อนธารน้ำสงบนิ่งดุจบ่อลึกอันดำมืด ไม่ปรากฏแววประหวั่นพรั่นพรึงใดแฝงดวงหน้าหวานละมุนประหนึ่งนางเซียนน้อยจุติบนสวรรค์ริมฝีปากแดงชุ่มราวผลอิงเถานั้นจิ้มลิ้มเม้มบางๆ ยากจะบอกความรู้สึกทางสีหน้าปิดบานหน้าต่างลง คล้ายมองไม่เห็นสิ่งใดในความมืดทั้งสิ้น

            เสียงบานหน้าต่างดึงสติอันตื่นตะลึงของเด็กทั้งสามกลับมาเมื่อครู่เผลอกลั้นลมหายใจจนต้องพรูลมออกมาแรงๆ คล้ายโล่งใจแต่ไม่ทั้งหมด

            สิบเก้าสะกิดแขนสหายเป็นสัญญาณก่อนลอบออกจากสถานที่แห่งนี้อาศัยความมืดและวิชาตัวเบาเร้นกายหายไปด้วยความเร็ว ไม่ทิ้งร่องรอยใดไว้ให้ติดตามทว่าพวกนางไม่ได้กลับค่ายฝึกในทันที

            หลินหลานหรูและสี่สิบเอ็ดซ่อนตัวหลังพงหญ้าเฝ้าสังเกตความเคลื่อนไหวของผู้คุมหน้ากากยักษ์ในค่ายฝึกโฉมงามบนเนินสูงเมื่อได้ยินเสียงต้นหญ้าขยับทางด้านหลัง สี่สิบเอ็ดตวัดมีดกลับรวดเร็วตามสัญชาตญาณเมื่อเห็นว่าเป็นสิบเก้าจึงยั้งมือทัน

            "มีผู้บุกรุกจริงคาดว่าถูกสังหารเรียบร้อยแล้ว" เสียงสิบเก้าดังขึ้นในความมืดรอบข้างเงียบสนิทจึงรู้สึกว่าประโยคนี้ฟังดูหดหู่ใจยิ่งก่อนหน้านั้นไม่ยอมกลับทันทีเพราะเกรงว่าจะถูกจับได้ จึงลองเฝ้าสังเกตการณ์ก่อน

            สิบเก้าพูดอีกว่า"พรุ่งนี้หมายเลขใดหายไป คงได้รู้ว่าใครคือผู้บุกรุก"

            สี่สิบเอ็ดยกมือปัดจมูกกำลังจะพูดอะไรสักหน่อย กลับได้ยินหลินหลานหรูชวนกลับ

            "กลับกันเถอะ"ใบหน้าหลินหลานหรูเรียบขรึม เวลานี้นางง่วงมากแล้วไม่อาจเสียเวลาอยู่ตรงนี้ได้

             

             

            หนึ่งเดือนผ่านไปเหมือนสายลมพัดน้ำในทะเลสาบจับตัวกันเป็นน้ำแข็ง บนเกาะไม่มีหิมะตก ช่วงกลางวันอากาศอบอุ่นทว่ากลางคืนกลับหนาวจัด มือเท้าเย็นเฉียบจนเจ็บไปถึงทรวงอกอาศัยว่าได้รับการฝึกฝนร่างกายมาอย่างโหดเหี้ยมทุกวันจึงสามารถทนรับสภาพอันเลวร้ายเช่นนี้ได้

            เรื่องในเขตต้องห้ามเมื่อเดือนก่อนพวกนางล้วนปิดปากเงียบผู้คุมใหญ่รับรู้เรื่องทั้งหมดจากรายงานที่ส่งเข้ามาจึงสั่งเพิ่มกำลังตรวจตราในเขตหวงห้ามอย่างแน่นหนายากจะมีผู้ใดเฉียดผ่านเขตหวงห้ามได้อีก

            หลินหลานหรูไม่รู้ว่าเรื่องในคราวนี้จบลงนางได้สร้างเมฆดำกลุ่มเล็กๆ ขึ้นแล้ว และเหมือนว่าเมฆดำกลุ่มนี้จะตั้งเค้าเป็นพายุใหญ่นำความยุ่งยากมาให้นางในอนาคตเมื่อผู้คุมใหญ่เรียกตัวสิบเก้าไปสอบถามเรื่องในเขตต้องห้ามก็เป็นที่แน่ชัดว่าปิดไม่มิด ความผิดมาตกที่ศีรษะของหลินหลานหรูเพียงผู้เดียวแต่กลับหายไปเหมือนอากาศธาตุ

            ทว่าทุกอย่างยังอยู่ อยู่ในเงื้อมมือของผู้คุมใหญ่

            หลินหลานหรูมาอยู่ได้ไม่กี่เดือนก็สร้างศัตรูไปถึงระดับหัวหน้าแล้ว...

            หลังจากนั้นชีวิตบนเกาะทุกวันคือการฝึกฝนเรียนทักษะการต่อสู้ทุกรูปแบบจากอาจารย์สิบแปดท่าน ไล่ตั้งแต่การใช้มีด ดาบ กระบี่ธนู หน้าไม้ หอก แส้ ลูกตุ้มเหล็ก ไม่เว้นแม้กระทั่งเข็มพิษและอาวุธลับชนิดอื่น

            ทั้งหมดทั้งมวลล้วนแต่เป็นทักษะในเชิงสังหารขณะเดียวกันก็ไม่ว่างเว้นเรื่องภายนอกที่ควรรู้เบื้องหลังอำนาจของสำนักน้อยใหญ่ในยุทธภพเครือข่ายเส้นทางการค้าในทุกเขตเมืองและต่างชาติ ไม่เว้นแม้แต่ขั้วอำนาจในราชสำนักลากยาวไปจนถึงชนเผาน้อยใหญ่ในเขตทางเหนือของแคว้น

            เกี่ยวกับเรื่องนี้หลินหลานหรูรู้สึกว่าอู่เสียวฉีใช้ผลประโยชน์ของพรรคมารมาบังหน้าเพื่อตั้งตนครองตัวเป็นประมุขผู้มากล้นด้วยอำนาจและข่าวสารทั้งมวลในใต้หล้าหากต้องการยุยงให้แว่นแคว้นกับบรรดาชนเผ่าทางเหนือที่ทำสัญญาสงบศึกมานานร่วมสิบปีคิดก่อสงครามขึ้นมาภายหลังยังสามารถทำได้ง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ

            สำนักมารเช่นนี้สมควรปล่อยให้มีตัวตนอยู่ด้วยหรืออู่เทียนไฉ่คิดกำจัดอารองของตัวเองก็นับว่าสมเหตุสมผลอยู่ไม่น้อยยิ่งมากอำนาจยิ่งควบคุมยาก สักวันไม่อู่เทียนไฉ่ก็อู่เสียวฉีต้องตายด้วยน้ำมือของใครคนใดคนหนึ่งเวลานี้อู่เทียนไฉ่ลงมือก่อน นับว่าเดินเกมนำไปก้าวหนึ่งแล้ว

            ดังนั้นทุกๆห้าปีจะมีการลักพาตัวเด็กผู้หญิงเพื่อฝึกให้เป็นอาวุธสังหารและเป็นกำลังคนในการขับเคลื่อนอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ของพรรคมารเป้าหมายคือเสริมอำนาจของพรรคให้หยั่งรากลึกแข็งแกร่งกว่าพรรคใดในยุทธภพ

            แม้ความจริงแล้วอู่เทียนไฉ่จะพยายามกล่าวปัดเรื่องนี้ให้มีส่วนเกี่ยวข้องกับตนน้อยที่สุดแต่ส่วนหนึ่งเขาเป็นกำลังสำคัญที่ทำให้เกาะนรกแห่งนี้ยังคงมีตัวตนอยู่ได้ท้ายที่สุดแล้วผู้ที่มีอำนาจสูงสุดก็คือประมุขพรรคมารอยู่ดี มิต่างอะไรกับฮ่องเต้ที่เริ่มระแวงขุนนางมากอำนาจและพี่น้องร่วมอุทรของตนที่อาจคิดการกบฏชิงบัลลังก์ได้ทุกเมื่อทั้งที่ตนเองระแวงไปคนเดียว

            กระนั้นเรื่องขั้วอำนาจภายในพรรคมารก็ซับซ้อนเกินจะเข้าใจได้ภายในเวลาหนึ่งเดือนนางลอบสืบมาได้ขนาดนี้นับว่ามากมายไม่น้อยกระมังในเวลาที่มีจำกัด

            คิดมาถึงตรงนี้หลินหลานหรูพลันถอนหายใจอย่างห่อเหี่ยวนางรู้สึกเหมือนกำลังเอานิ้วเล็กๆของตนไปแหย่เครื่องจักรกลขนาดยักษ์ที่มีฟันเฟืองน้อยใหญ่เชื่อมกันเป็นร้อยตัวซึ่งคงไม่ต้องให้พูดถึงกระมังว่านางจะยังเหลือนิ้วครบทั้งสิบหรือไม่ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกบั่นทอนจิตใจ

            พูดไปแล้วนางยังต้องหาทางติดต่อเกาฟังแล้วกลับเข้าจวนสกุลหลินเพื่อตามหาผู้ว่าจ้างมือสังหารรวมทั้งยังต้องแก้แค้นคนที่คิดทรยศนาง ไหนจะต้องเอาตัวให้รอดจากเกาะนรกนี้แม้เหมือนไม่ไร้หนทางเสียทีเดียวแต่ก็ไม่ง่ายที่จะหาทางออกได้เพียงหนึ่งเดือนสองเดือน เด็กน้อยอย่างนางคิดทลายกำแพงเมืองหลวงจึงควรเจาะวันละหลายๆชุ่นถึงจะสำเร็จ...

            "เจ้าขึ้นไปทำอะไรบนนั้น"สิบเก้าแหงนมองเด็กหญิงผมสั้นกุดบนต้นไม้ขนาดไม่สูง แต่กิ่งก้านแตกแขนงเต็มต้นเหมาะสำหรับเด็กน้อยวิชาตัวเบาเป็นศูนย์อย่างหลินหลานหรูจะปีนได้

            ในป่ามืดมิดจึงเห็นเงาคนรางๆที่ปรากฏใบหน้าเย็นชาประหนึ่งภูตผี ยืนเอ่ยถามเสียงราบเรียบอยู่บนพื้น

            หนึ่งชั่วยามก่อนหลินหลานหรูได้ยินเสียงระฆังดังขึ้นนับตั้งแต่ที่นางขึ้นมาบนเกาะเสียงระฆังเพิ่งดังขึ้นอีกครั้งในขณะที่ทุกคนกำลังนอนหลับทั้งค่ายจึงเกิดความโกลาหลในชั่วพริบตา

            เคราะห์ดีที่ระยะนี้เพื่อหลบเลี่ยงสายตาของพวกสอดรู้สอดเห็นนางจึงหลบมาอ่านตำราสองเล่มของอู่เทียนไฉ่ในป่าด้านหลังค่ายหาที่เหมาะบนต้นไม้แล้วปักหลักอ่านมาสามคืนโดยอาศัยแสงสว่างอันน้อยนิดจากหินวิญญาณของสี่สิบเอ็ดได้มาด้วยการแอบนำมีดสั้นเงินยวงเล่มหนึ่งของสิบเก้าไปแลก พร้อมหาข้อแก้ต่างดีๆไว้รอแก้ตัวกับเจ้าของมีดแล้ว

            "เจ้าคงไม่ว่าอะไรถ้าข้าจะอยู่บนนี้จนกว่าเสียงระฆังจะดังหยุด"เสียงเล็กเอ่ยอย่างถือตัว

            สิบเก้าขมวดคิ้วมุ่นอยากถามนางยิ่งว่าเจตนาขึ้นไปเพื่ออะไร ต้นไม้สูงแค่นี้? เอื้อมมือไปหายังถึง

            คนถูกมองด้วยสายประหนึ่งเห็นคนโง่งมจากสิบเก้าขยับตัวลำบากเล็กน้อย เก็บตำราสองเล่มซ่อนไว้มิดชิดแล้วเชิดหน้ากอดอกรอจนกว่าเสียงระฆังจะดังหยุด

            สิบเก้าเห็นท่าทางดื้อรั้นเอาแต่ใจเช่นนั้นก็ไม่ว่าอะไรหาที่เหมาะๆ ใต้ต้นไม้แล้วหย่อนก้นลงนั่ง ไม่ไปไหนเช่นกันในเมื่ออยากรอก็จะอยู่รอเป็นเพื่อน

            หลินหลานหรูก้มมองสิบเก้าแวบหนึ่งผ่านหางตาสองแขนสัมผัสได้ถึงตำราสองเล่มในอกเสื้อ

            ทุกตัวอักษรในตำรานี้ถูกนางจดจำไว้หมดแล้วหากอิงตามที่อู่เทียนไฉ่กล่าวไว้ไม่ว่าวิชาใดล้วนต้องมีพื้นฐานร่างกายที่เหมาะสมก่อนฝึกขณะเดียวกันระยะเวลาในการฝึกฝนก็ไม่ใช่แค่วันสองวันจะสำเร็จถึงขั้นสูงสุดได้ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสติปัญญาของผู้ฝึกยิ่งเป็นเคล็ดวิชาที่ยากและให้อานุภาพร้ายกาจยิ่งต้องใช้เวลาในการฝึกฝน บางคนห้าปีสิบปี หรือใช้ทั้งช่วงชีวิต สำหรับนางแล้วมีเวลาแค่สามปีความสำเร็จช่างริบหรี่แต่น่าลอง

            วิชานี้แม้แต่ประมุขพรรคมารอย่างอู่เทียนไฉ่ยังฝึกได้แค่ขั้นสี่ในรอบหนึ่งร้อยปีมีปรากฏคนตระกูลอู่ผู้เดียวที่ฝึกถึงขั้นสุดท้ายในช่วงอายุห้าสิบเสียดายที่ธาตุไฟเข้าแทรกก่อนฝึกสำเร็จ ไม่เช่นนั้นคงเป็นที่โจษจันทั่วยุทธภพคนตระกูลอู่ผู้นั้นไม่ใช่ใคร แต่เป็นเหลยเมี่ยว

            กล่าวว่าหากหลินหลานหรูฝึกวิชามารขั้นแรกสำเร็จเส้นลมปราณที่ถูกเฉิงอิ้นผนึกไว้จะเริ่มเปิดทีละส่วนเพื่อให้ร่างกายของนางสามารถปรับตัวและควบคุมพลังลึกลับของเหลยเมี่ยวได้จากนี้คงง่ายประดุจพรวนดินร่วนซุยแล้วที่นางจะบ่มเพาะกำลังภายในและฝึกทักษะวิชาตัวเบารวมไปถึงวิชาอื่นๆ

            ภายใต้ความเงียบที่ล่องลอยมาเนิ่นนานแววตาหลินหลานหรูเปลี่ยนเป็นคมลึกขึ้น

            "สิบเก้า...ข้าอยากให้เจ้าช่วยเรื่องหนึ่ง" นางเอ่ยไปแล้ว แต่สายตากลับไม่ได้มองเจ้าของชื่อเรียกใต้ต้นไม้พูดอีกว่า "ข้าอยากได้ของของข้าคืน"

            สิบเก้ากอดอกนั่งหลับตานิ่งเมื่อได้ยินคำขอที่เหมือนจะง่ายแสนง่ายจึงลืมตาขึ้นมามุมปากหยักขยับเล็กน้อยในความมืด...

            ระหว่างเดินกลับค่ายฝึกโดยตัดผ่านทางอาคารส่วนกลางสิบเก้าและหลินหลานหรูหยุดยืนหน้าอาคารสูงสามชั้นไปครู่ใหญ่แววตาเด็กทั้งสองคมกริบประดับรอยยิ้มจางๆ ในนั้นราวกับได้วางแผนชั่วเอาไว้แล้วและเป็นแผนระยะยาวในอีกสามปีข้างหน้า

            หลินหลานหรูโยนตำราสองเล่มลงบนกระถางไฟหน้าอาคารหลังนั้นแน่ใจแล้วว่าตำราถูกเผาไม่เหลือซากจึงเดินตามหลังสิบเก้ากลับโรงนอนที่สองบนใบหน้ามีรอยยิ้มเย็นยะเยือก นัยน์ตาเปล่งประกายลึกล้ำยากหยั่งถึงขณะเดียวกันก็แฝงรังสีอันตรายจนผู้คนหนาวสะท้าน

            ข้าจะแข็งแกร่งให้ดู!

             

             

            ฤดูหนาวผ่านพ้นเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิต้นไม้ดอกใบเบ่งบานทั่วทั้งเกาะ เมื่อล่วงเข้าเดือนห้าบรรยากาศจึงสว่างสดใสท้องฟ้าแจ่มแจ้ง ทุกอย่างยังคงสงบเงียบราบรื่นจนกระทั่งฤดูใบไม้ร่วงมาเยือนเวลาก็ผ่านไปสามปี...

            สามปีแล้ววันเวลาเปลี่ยนผันมายาวนาน ชีวิตอันแสนสงบสุขไม่อาจคงอยู่ได้อีกต่อไป

            พรึบ! พรับๆๆๆ...วิหคดำกระพือปีกบินว่อนเหนือพนา สัตว์เล็กในป่าใหญ่แตกตื่นวิ่งหัวลีบตาเหลือกหาที่ซ่อนเสียงระฆังเปิดศึกหฤโหดชิงหมายเลขดังขึ้นครั้งที่สามของวัน

            เด็กสาวเจ้าของเสื้อคลุมไหล่หนอนไหมปีศาจกระชับมีดสั้นคมกริบในมือวิ่งตัวปลิวทะยานประหนึ่งเสือโคร่ง รูปร่างผอมบางปราดเปรียวสองขาเรียวยาวก้าวกระโดดไปตามโขดหินและไม้หักโค่น เส้นผมดำขลับถูกมัดรวบไปด้านหลังรัดผมยาวเป็นข้อสั้นๆ จนถึงปลายไม่ให้เส้นผมนุ่มลื่นยาวเหยียดเป็นอุปสรรคในการต่อสู้ผ้าคาดหน้าผากสีน้ำเงินทิ้งชายทั้งสองข้างท่อลายกิ่งไผ่สะบัดพลิ้วไปตามความเร็ว

            ใบหน้างามประดับรอยยิ้มจางๆแต่แฝงความเย่อหยิ่ง ประหนึ่งพยัคฆ์สาวกำลังล่อเหยื่อให้ติดกับเสียดายที่ซีกแก้มข้างหนึ่งมีรอยแผลเป็นเหี่ยวย่นสีน้ำตาลกระนั้นรอยแผลเป็นน่าเกลียดนี้ก็ไม่อาจลดทอนความงดงามแรกแย้มของเด็กสาวตรงกันข้ามกลับยิ่งล่อลวงผู้คนให้ลุ่มหลงจนพังพินาศมานักต่อนัก

            ด้านหน้าคือหน้าผาด้านล่างเป็นธารน้ำลึก ถัดขึ้นฝั่งเป็นบึงป่าอสรพิษนางไม่ลังเลแม้แต่น้อยที่จะกระโดดลงจากที่สูงเกือบสิบจั้งเกิดเสียงตูมดังขึ้นพร้อมกับสะเก็ดน้ำสาดกระเซ็นเป็นวงกว้าง

            มีดในมือถูกเก็บเข้าปลอกข้างเอวอย่างคล่องแคล่ววาดมือขยับเท้าแหวกว่ายลงไปในน้ำลึกเพียงเวลาไล่เลี่ยกันเสียงตูมใหญ่ไม่ต่างจากครั้งแรกดังตามมาติดๆ อีกสามครั้งผิวน้ำไม่ทันสงบก็ถูกก่อกวนด้วยตูมที่สี่

            ไล่ตามข้ามากี่คนกันแน่!

            หลินหลานหรูพลันสำลักน้ำเข้าปอดให้ตายอย่างไรก็ไม่ยอมขึ้นเหนือผิวน้ำ กัดฟันว่ายไปข้างหน้าท่าเดียวทว่ายิ่งว่ายยิ่งรู้สึกถึงแรงหน่วงถ่วงให้ช้าลง จนกระทั่งมือหนึ่งพันด้วยผ้าสีดำขาดกร่อนคว้าคอเสื้อนางขึ้นเหนือผิวน้ำ

            เด็กสาวถูกลากขึ้นฝั่งมาด้วยสภาพเปียกทั้งชุดเสื้อผ้ารัดกุมสีดำไร้แขนแนบลู่ไปกับผิวเนื้อ เผยรูปร่างสะคราญโฉมตรึงตราต้นแขนขวาขาวผ่องปรากฏตัวเลขสีแดงเรียงต่อกันลงมาถึงหกคู่ คือ เจ็ดสิบเจ็ดหกสิบห้า ห้าสิบสี่ สามสิบสอง สามสิบเอ็ด และยี่สิบ

            ไม่ว่าใครได้เห็นเขตแดนสังหารนี้เป็นต้องเย็นสันหลังทุกราย

            เพิ่งขึ้นฝั่งมาได้ยังไม่ทันสำลักน้ำออกจากปอดให้หมดเจ้าของใบหน้าเย็นชาที่ลากนางขึ้นมาก็สั่งให้วิ่ง

            "สิบเก้า!เจ้าให้ข้าพักสักหน่อยไม่ได้รึ" หลินหลานหรูตะเบ็งเสียงลั่นวาจาไม่สบอารมณ์แต่ในน้ำเสียงไม่คล้ายคนกำลังโมโหหรือเหน็ดเหนื่อยแต่อย่างใด

            "กำลังภายในของเจ้าเพิ่งใช้ไปไม่ถึงหนึ่งส่วนอย่าบ่นนักเลย ถ้าไม่อยากตายก็อย่าหยุดวิ่ง"

            ใช่ว่ามีแค่หลินหลานหรูที่ไม่ปรากฏเค้าความเหนื่อยสิบเก้ายิ่งแล้วใหญ่ สามปีผ่านไป ใบหน้าสหายผู้นี้ยังคงแสดงแค่อารมณ์เดียวคือ...ตอไม้

            เด็กสาวร่างบางแต่แข็งแกร่งทั้งสองวิ่งหายเข้าไปในป่าความเร็วที่ฝึกมาสามปีทำให้ภาพที่เห็นรอบข้างเคลื่อนไหวผ่านตาไปอย่างรวดเร็วราวกำลังควบม้าวิ่งตะบึงผ่านเขตแมกไม้ที่มีแสงแดดส่องสะท้อนลงมาอ่อนๆที่นี่คือบึงป่าอสรพิษ เป็นสถานที่ที่หลินหลานหรูรู้จักมักคุ้นเป็นอย่างดีเนื่องจากนางสอบวัดระดับได้รั้งท้ายทุกครั้ง จึงไม่พ้นต้องถูกจับห้อยศีรษะลงพื้นทั่วทั้งบึงเต็มไปด้วยสัตว์และพืชพิษ ไม่เว้นแม้แต่น้ำและอากาศ

            กระนั้นเด็กสาวทั้งสองก็ไม่มีท่าทีคร้ามเกรงต่อสิ่งอันเรียกว่าพิษพวกนางยังคงลงน้ำหนักฝีเท้าเต็มกำลัง โดยไม่คณนาต้นหญ้าใบแหลมเล็กยอดใบส่วนปลายคมกริบฉาบด้วยพิษสีน้ำเงินที่ทำให้หัวใจเต้นอ่อนจนเหมือนตาย

            ทว่าพิษไม่ได้มีแค่ที่พื้น หลินหลานหรูวิ่งไปพลางล้วงขวดยาสีหยกเขียวในสายคาดเอวจากนั้นโยนส่งมันให้สิบเก้ารับอย่างว่องไว ในขวดคือยาถอนพิษที่เคลือบในอากาศเป็นพิษสีม่วงที่แม้นไม่ร้ายแรง แต่ทำให้อ่อนกำลังภายในลงได้

            สักพักต่อมาค่อยได้ยินเสียงวัตถุเหล็กคมกริบสะท้อนแสงอาทิตย์พุ่งแหวกอากาศตามหลังมา หลินหลานหรูใช้เพียงหางตาก็สามารถแยกแยะชนิดของอาวุธได้ร่างกายจึงตอบสนองด้วยการคว้าเถาวัลย์ใกล้มือแล้วดึงตัวเองให้ลอยขึ้นกลางอากาศหลบลูกธนูได้อย่างงดงาม

            ปลายเท้าไม่ทันสัมผัสพื้นก็ตวัดเตะหัวธนูดอกที่สองราวหงส์ทองกำลังสะบัดหางหมุนตัวแล้ววิ่งต่ออย่างไม่หยุดชะงัก ทั้งยังไม่ลดความเร็วลงแม้สักเศษเสี้ยว

            หมายเลขหนึ่งสบถคำหยาบไม่สบอารมณ์ที่ยิงพลาดสลัดคันธนูทิ้งด้วยอารมณ์คุกรุ่นก่อนไขว้แขนชักมีดยาวออกจากฝักข้างเอวทันทีที่ไล่กวดถึงตัวก็ออกกระบวนท่าตวัดมีดประหนึ่งบุปผาร่ายรำ

            หลินหลานหรูเบรกกะทันหันพร้อมกับเอียงตัวหลบคมมีดที่ฟาดมาด้านหลังก่อนชักมีดสั้นเงินยวงสักลายอสรพิษคาบแก้วพลิกโจมตีที่ต้นคออีกฝ่ายพริบตาเดียวคมมีดเหล็กกล้าจากปีศาจสองคนก็ปะทะกันอย่างดุเดือดเกิดเสียงและแสงวิบวับดุจสายอัสนีบนฟากฟ้าจังหวะและการลงมือโหดเหี้ยมราวอสูรสองตัวหลุดมาจากนรก

            ยามพลิกตัวกลางอากาศแล้วฟาดเท้าลงเบื้องล่างหนักหน่วงทรงพลังกระทั่งเซถลาถอยหลังไปทั้งคู่พวกนางใช้ปลายเท้าหยุดแรงโจมตีลากไปกับพื้นเพื่อไม่ให้เสียหลักจนการเคลื่อนไหวหยุดชะงักและเสียเปรียบใบไม้ปลิวกระจายตามแรงสังหาร

            ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับหลินหลานหรูที่จะเอาชนะหมายเลขหนึ่งกระนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่นางจะยอมแพ้เช่นกัน

            ดวงตาคมกริบสองคู่จดจ้องเสมือนเสือสองตัวกำลังท้าสู้เพื่อครองตำแหน่งเจ้าแห่งพงไพรหยั่งเชิงกันครู่เดียวก็เร่งฝีเท้าเข้าจู่โจมมีดสั้นเงินยวงหนึ่งเล่มต้านมีดยาวเมฆาสักลายเมฆคล้อยสองเล่ม หลินหลานหรูเคลื่อนกำลังภายในไปที่มือซ้ายแล้วซัดให้อีกฝ่ายเสียงจังหวะจากนั้นไม่หยุดรุกไล่ต่อ นางหมุนตัวสะบัดมีดดุจลมพายุหมุนออกกระบวนท่าซ้ำๆแต่ร้ายกาจเต็มพลัง

            หมายเลขหนึ่งก็หาใช่พวกอ่อนหัดนางสามารถหลบจังหวะนี้ได้ทุกกระบวน ไม่ได้เสียเปรียบเพียงแต่รับมือยากอยู่บ้างทว่าทันทีที่เห็นรอยยิ้มแฝงเล่ห์ของหลินหลานหรูนางก็ชะงักไปด้วยภาพในอดีตไหลซ้อนคลุมตาปล่อยโอกาสให้หลินหลานหรูลงมือกรีดหน้าเป็นรอยเล็กๆ ซ้ำอดีตอีกครั้ง

            หลินหลานหรูอาศัยจังหวะที่หมายเลขหนึ่งเอนตัวหลบไปด้านหลังพลิกตัวกลับแล้ววิ่งหนีด้วยความเร็วที่มากว่าก่อนหน้า

            สิบเก้าสกัดสมุนสองคนของหมายเลขหนึ่งอยู่ไม่ไกลเห็นสหายหมายเลขร้อยสลัดคู่ต่อสู้พ้นแล้วจึงหาจังหวะลงมือแล้วออกวิ่งตาม

            สมุนฝีมือดีสองคนของหมายเลขหนึ่งกำลังจะไล่ตามแต่ถูกลูกพี่สั่งยั้งไว้

            "ไม่ต้องตามไปตอนนี้หาที่ซ่อนตัวแล้วขับพิษก่อน"

            เมื่อครู่เห็นได้ชัดว่าพละกำลังของพวกตนลดลงทั้งที่คู่ต่อสู้กลับไม่มีทีท่าว่าจะอ่อนกำลังแม้แต่น้อย

            หมายเลขหนึ่งยกหลังมือขึ้นปาดหน้าจนแก้มยู่นิ้วมือเรียวข้างซ้ายมีจำนวนไม่ครบสมบูรณ์ ขาดนิ้วชี้ไปนิ้วหนึ่งรอยเลือดข้างแก้มขวาถูกเช็ดสะอาดดังเดิมแต่กลับเผยให้เห็นรอยแผลเป็นกรีดเป็นทางตัดแก้มหลายเส้นขับให้หน้านั้นน่าเกลียดน่ากลัวขึ้นมาในพริบตาดวงตาของนางดำมืดแฝงความเหี้ยมเกรียมเจือจาง ทั้งยังอัดแน่นไปด้วยแรงอาฆาต

            ถัดลงมาบนต้นแขนขวาสักหมายเลขสีแดงถึงเจ็ดคู่ตีตราอาณาเขตสังหารที่ยากจะหาใครเทียม

             

             

            เด็กสาวสองนางไม่ได้ย้อนออกจากบึงป่าอสรพิษหลังเสียงระฆังดังครั้งที่สี่เพียงก่อกองไฟเผาไล่หมองพิษด้านท้ายป่า ยามที่สีท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นมืดมิด

            "เจ้าจะฝึกวันนี้หรือ"สิบเก้าไม่สบายใจอยู่บ้าง สหายของนางฝึกวิชาก้าวกระโดดเกินไปแต่ละครั้งผ่านมาได้ด้วยความเสี่ยงเสมอ ครั้งนี้ยิ่งอันตรายถึงแก่นวิญญาณ ประตูผีรออยู่ตรงหน้าเหตุใดจึงไม่รอเวลาไปอีกหนึ่งปี

            "ข้ารออีกหนึ่งปีไม่ได้"หลินหลานหรูมองเส้นเลือดสีม่วงบนแขนซ้ายที่ยาวขึ้นเรื่อยๆ ตามวันเวลาที่เลยผ่าน"ต้องกำจัดเส้นเลือดนี้ก่อนจะลามไปถึงหัวใจ หากปล่อยไว้ก็คงตายอยู่ดีเสี่ยงถึงชีวิตแล้วอย่างไร ข้าไม่มีทางให้เลือกเหมือนเจ้ามากนัก อย่ากังวลเลยฟ้าสว่างเมื่อไรเดี๋ยวข้าก็ฝึกสำเร็จแล้ว"

            รอยยิ้มนี้หวังเพียงให้สิบเก้าคลายกังวลแต่ส่งไปไม่ถึงก้นบึ้งของจิตใจตัวเอง ลึกๆหลินหลานหรูห่วงกังวลหนักกว่าสิบเก้าหลายเท่า จะเผยความรู้สึกเพื่อระบายออกมาแต่กลับติดที่ว่าสหายอาจไม่ยอมให้นางฝึกวิชามาร

            กองไฟเล็กๆสว่างไสวท่ามกลางคลื่นลมพัดโชยอ่อนๆ ผนวกกับฟ้ามืดสัตว์ป่าเดินเพ่นพ่านบรรยากาศรอบกายจึงแฝงกลิ่นอายอันตรายให้ต้องกระชับมีดในมือเตรียมพร้อมไว้รอทุกขณะหายใจ

            สิบเก้าเพิ่มฟืนท่อนใหม่ใส่เข้าไปในกองไฟไม่ให้ขาดช่วงรอจนกิ่งไม้เหนือศีรษะสั่นไหวเบาๆ ร่างหนึ่งพลันปรากฏเงาสลัวในความมืด

            ดวงหน้าเย็นชาช้อนสายตาขึ้นมอง"ข้าแปลกใจมากที่เห็นเจ้าเวลานี้"

            ร่างนั้นในเงามืดมีสีหน้าบึ้งตึงแผ่กลิ่นอายกดดันและจิตสังหารอ่อนๆทุกย่างก้าวยามเดินแฝงไปด้วยความบ้าบิ่นแต่แข็งแกร่ง บนต้นแขนขวาสักหมายเลขสีแดงเรียงลงมาถึงเจ็ดคู่

            ไม่ใช่หมายเลขหนึ่ง

            "เหตุใดเจ้าต้องฝึกวิชาลึกลับอะไรนั่นขั้นสุดท้ายที่นี่กว่าข้าจะฝ่าดงพิษเข้ามาได้ หมดสติไปสามรอบยังมาแปลกใจบ้าบอห่าอะไรอีกว่าทำไมถึงเห็นข้าเวลานี้มารดาไม่เผาทั้งป่าก็เมตตาแล้ว!" ตามที่นัดกันไว้คือท้ายป่าบึงอสรพิษสี่สิบเอ็ดเพิ่งมาถึง เมื่อเห็นแสงไฟจึงเร่งรุดเข้ามาพอเห็นหน้าน้ำแข็งของสหายมิหนำซ้ำอีกฝ่ายยังเอ่ยเช่นนั้นโทสะในใจที่เดือดไว้รอแล้วจึงปะทุ

            "เบาเสียงหน่อย"สิบเก้าตีหน้านิ่ง เอ่ยเสียงเรียบขรึมแต่แอบอมยิ้มในใจลากท่อนไม้ด้านข้างโยนส่งให้สี่สิบเอ็ด

            หลินหลานหรูนั่งถัดออกไปห่างจากกองไฟหลายช่วงตัว ร่างเล็กนั่งโคจรลมปราณปรับพลังชี่ให้สมดุลก่อนตั้งสมาธิฝึกวิชามารขั้นที่แปด

            นางใช้เวลาเพียงสามปีร่นระยะเวลาในการฝึกด้วยหินวิญญาณเร็วกว่าคนปกติถึงสิบเท่าหลังผนึกลมปราณคลายออกเส้นที่สองบนท้องแขนซ้ายของนางก็ปรากฏเส้นเลือดสีม่วงจากข้อมือซ้าย ยาวขึ้นตามเวลาและใกล้หัวใจขึ้นไปเรื่อยๆทุกเดือนจะเจ็บปวดเจียนคลั่งหนึ่งครั้งมีเพียงฝึกวิชาขั้นสุดท้ายให้สำเร็จถึงจะยับยั้งเส้นเลือดนี้ได้ทว่าขั้นสุดท้ายกลับเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต

            เหลยเมี่ยวเคยเล่าเรื่องราวของเขาบอกกับนางว่าช่วงที่ฝึกวิชามารขั้นสุดท้ายนี้จะมีอะไรผิดพลาดไม่ได้ตัวเขาที่พิการขาทั้งสองข้างเป็นเพราะถูกคนรบกวนจนธาตุไฟเข้าแทรกนานวันเข้าจิตมารเปลี่ยนเป็นไอพิษย้อนกลับมาเล่นงาน

            ภายหลังหลบหนีไปทั่วยุทธภพผ่านไปหลายปีจนมาถึงเจียงซู ได้อาศัยพลังทิพย์สีทองในวัดต้าหมิงสงบจิตมารทว่าควบคุมมารในใจได้แค่เพียงสองเดือนก็ขาดสติสังหารหลวงจีนในวัดความผิดนี้ทำให้เขาปลีกตัวหลบเร้นผู้คนกระทั่งถึงช่วงที่อันตรายแก่ชีวิตและแล้วกลับพบนาง เขาขาดสติอีกครั้งพลั้งมือถ่ายทอดจิตมารมาให้นางทำลายวรยุทธ์ของตนจนเป็นผลให้ขาทั้งสองข้างพิการในเวลาต่อมา

            ตลอดสามปีมานี้แม้ไม่ง่ายกว่าจะฝึกมาถึงขั้นที่แปด และยิ่งไม่ง่ายที่ต้องเก็บซ่อนพลังต่อให้นางเก็บงำความสามารถไม่แสดงออกจนโดดเด่นเกินไปแล้วอย่างไรท้ายที่สุดก็ไม่สามารถปกปิดกลิ่นอายอำมหิตและจิตสังหารที่แผ่ออกมารอบตัวได้นับวันกลับยิ่งเพิ่มไอมารมากขึ้นเรื่อยๆ

            มิหนำซ้ำยิ่งฝึกนางยิ่งควบคุมจิตใจตนเองไม่ได้เบื้องลึกของวิชามารเฝ้าร้องเรียกให้นางเข่นฆ่าผู้คนฆ่าแล้วก็ต้องการให้มากขึ้นไปอีก สมกับเป็นวิชามารจริงๆ

            และวิชามารขั้นสุดท้ายนี้ก็ใช่ว่าจะผ่านไปได้ง่ายอย่างที่คิด

            สีหน้าหลินหลานหรูเริ่มย่ำแย่ลงทุกขณะนางเคลื่อนฝ่ามือดึงพลังชี่ให้โคจรตามทิศที่ถูกต้อง ใบหน้าผุดเหงื่อเม็ดเล็กๆปะทะกับอากาศเย็นกลางป่า หยิน-หยางสองพลังหมุนเวียนไม่สมดุล เรียวคิ้วงามขมวดตึงขบริมฝีปากเม้มแน่น

            สิบเก้าสังเกตสีหน้าหลินหลานหรูอยู่ตลอดเวลานี้จึงรู้สึกกระวนกระวายในใจ นางกระอักเลือดแล้วยังฝืนเดินพลังต่อมือเล็กขณะพลิกเปลี่ยนทิศทางโคจรพลังสั่นเบาๆ ราวกำลังบังคับให้สงบนิ่งเห็นได้ชัดว่ากำลังถูกจิตมารเข้าแทรก

            สี่สิบเอ็ดไม่รู้ไม่ชี้นั่งตบยุ่งตายไปหลายตัวพอเห็นสิบเก้าเด้งตัวลุกขึ้นยืนก็ตกใจลุกขึ้นตาม

             

    คล้ายกับเรื่องนิสัยข้าเปลี่ยนยาก ที่คุณอ่าน