แอนนาและโอเกอร์นั่งลงอยู่ฝั่งตรงข้ามของกวี
เวลายามเย็นของทะเลทรายอาวาเลสหนาวเหน็บแตกต่างจากเมื่อตอนกลางวัน ทั้งสองจึงยื่นมือออกไปเพื่อรับเอาความร้อนจากกองไฟ
ความเงียบงันพลันเข้าปกคลุมในชั่วครู่ขณะ ยามนี้กวีรู้สึกผิดเล็กน้อย
ถึงกระนั้น ตัวแอนนากลับมิได้ใส่ใจในเื่ดังกล่าวเท่าใดนัก
“ชั้นกับโอเกอร์กำลังช่วยกันตามหาร่องรอยของซิลเวอร์ค่ะ ดูเหมือนว่าเ้านั่นจะปรากฏตัวขึ้นมาในละแวกนี้ พวกเราจึงเริ่มต้นค้นหาจุดที่มันน่าจะกบดานจนถึงเย็น แต่สุดท้ายแล้วก็คว้าน้ำเหลวอยู่ดี”
สีหน้าของเธอเปี่ยมไปด้วยความผิดหวัง ขอบตาดำคล้ำราวกับว่าเธอโหมงานจนลืมเวลาหลับนอน
ในอีกด้านหนึ่ง ลึกลงไปภายในจิตใจของโอเกอร์กลับมีความลังเล เขาคือคนที่รักพวกพ้องประหนึ่งว่าเป็ครอบครัว ในใจยามนี้คงรู้สึกเ็ปและทุกข์ทรมานประหนึ่งว่ากำลังถูกเปลวเพลิงแผดเผา
“เอาเป็ว่า.. พวกเราไปกินข้าวกันก่อน แล้วเื่อื่น ๆ ค่อยว่ากันทีหลังดีกว่าครับ”
โอเกอร์ลุกขึ้นยืนพร้อมเผยรอยยิ้มอันเรียบง่ายออกมาให้ได้เห็น
วันเวลาได้ล่วงผ่านไปต่อ ดวงอาทิตย์อัสดงได้หายลับไปพร้อมดวงจันทราได้ลอยเด่นขึ้นมาแทนที่
ณ กองไฟที่ลุกไหม้ภายในค่ายนักเดินทาง พวกกวีได้ห้อมล้อมอยู่รอบกองไฟพร้อมมีอาหารชุดใหญ่สำหรับมื้อเย็น
ทุกคนต่างสนทนากันอย่างสนุกสนาน อาจเป็เพราะฤทธิ์ของสุรา ทำให้ความเครียดที่เคยมีมาพลันสูญสลายและล่องลอยหายไปตามสายลมในยามค่ำคืน
“ฮ่า ๆ ไอ้หนู ไม่นึกเลยว่าเอ็งจะมีท่าแปลก ๆ แบบนั้นด้วย คราวหน้าช่วยสอนข้าทีสิ !!”
หนึ่งในพลทหารพลันเอ่ยขึ้นพร้อมกลิ่นเหล้าโชยมาเข้าแตะจมูก
“ชั้นด้วย ๆ !!”
“งั้นรวมข้าด้วยคนสิ !!”
ทุกคนต่างเอื้อนเอ่ยออกมาในทำนองเดียวกัน ช่างเป็พวกหน้าไหว้หลังหลอก เมื่อตอนกลางวันยังดูถูกว่ากวีผอมแห้งแรงน้อย เช่นไรเสียก็ไม่มีวันชนะ ทว่าพอมายามนี้กลับยกยอปอปั้นประหนึ่งว่ากวีคือยอดบุรุษ
แม้บรรยากาศโดยรวมจะอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความสุข ทว่าสีหน้าของแอนนากลับแลดูเศร้าสลดหม่นหมองแตกต่างจากคนอื่น
“เดี๋ยวชั้นจะไปเอาเหล้ามาเพิ่มให้นะคะ”
แอนนาเริ่มต้นเปล่งวาจา เมื่อเสียงสิ้นสุดลง ตัวเธอได้ลุกขึ้นยืนและจากไปในทันที
กวีจ้องมองแผ่นหลังของเธอจนกระทั่งรูปลักษณ์หายลับไปจากทัศนียภาพ
แม้มิอาจล่วงรู้ถึงความคิดภายในจิตใจ ทว่าเธอคงสับสนวุ่นวายจนอยากจะหลีกหนีจากฝูงชนให้เร็วที่สุด
ไม่เพียงแค่เขาที่จับจ้องไปที่เธอ เพราะแม้แต่โอเกอร์เองก็กำลังเป็ห่วงมิได้แตกต่างไปจากเขา
“คุณโอเกอร์ครับ นี่อาจจะเป็การผิดคำพูดที่กล่าวไว้เมื่อตอนบ่าย แต่ผมขอฟังเื่ของซิลเวอร์ในมุมมองของคุณหน่อยจะได้ไหมครับ ?”
สีหน้าของโอเกอร์แลดูหนักจิตหนักใจ เขาราวกับกำลังแบกรับบางสิ่งที่หนักอึ้งเอาไว้บนบ่า
“นั่นสินะครับ เดิมทีมันก็ไม่ใช่เื่ที่ต้องปิดบังอะไรอยู่แล้ว แต่ถ้าหากจะให้เริ่มเล่า เช่นนั้นก็คงต้องเริ่มจากเมื่อสองปีก่อน ตอนที่ผมและซิลเวอร์ได้พบกับท่านแอนนาเป็ครั้งแรก..”
ย้อนกลับไปเมื่อราวสองปีก่อน ณ ท้องถนนที่ใดสักแห่งในประเทศนอทัส
“พวกแกเจอตัวท่านแอนนารึเปล่า อย่าได้ลืมเชียวล่ะว่าถ้าพวกเราหาท่านไม่เจอ กลับไปเราถูกท่านลูดอฟตัดหัวแน่ !!”
โชคชะตานำพาให้ทุกสิ่งเข้ามาประจบเข้าหากัน โอเกอร์และซิลเวอร์ที่เผอิญเดินทางเข้าไปในเมืองนอทัสพอดิบพอดี
“โอเกอร์ ได้ยินเสียงใช่ไหม !!”
เมื่อได้เห็นเหล่าทหารที่ไล่ตามเธอไป ทั้งสองมิได้แม้แต่จะคิดไตร่ตรองให้ดี ทว่าร่างกายมันก็เคลื่อนไหวไปเองโดยไม่รู้ตัว
เพียงไม่นาน เหล่าทหารที่ไล่ตามมาก็ทุกกำราบ และในท้ายที่สุด ทั้งโอเกอร์และซิลเวอร์ก็ได้ตัดสินใจว่าจะช่วยเหลือและซ่อนตัวเธอ
ทว่าลำพังกำลังของทั้งสองคน ย่อมไม่มีปัญญาจะปกป้องเธอได้จนตลอดรอดฝั่ง พวกเขาจึงติดต่อกับบรรดาทหารที่เคยมีความภักดีต่อราชวงศ์ลูเมนิค นับเป็โชคดีที่ทุกคนล้วนเห็นพ้องต้องกันว่า้าจะช่วยเหลือ
กองกำลังเพิ่มพูนมากยิ่งขึ้นกลายเป็หนึ่งกองร้อย จุดหมายปลายทางต่อไปคือการหลบหนีไปยังทะเลทรายอาวาเลส
แม้จะมีเื่ของกลุ่มโจรให้ต้องปวดหัว แต่เมื่อเทียบกับกองทัพขอประเทศนอทัสก็นับว่าเป็เื่เล็กน้อย
การกบดานล่วงผ่านไปราวหนึ่งปี โชคยังดีที่ยังไม่มีใครรู้ตัว
จนกระทั่งในอีกหนึ่งปีให้หลัง
โลกทั้งใบได้สั่นะเื เมื่อการอัญเชิญผู้กล้าจากต่างโลกได้สัมฤทธิผลอย่างงดงาม ในตอนแรก ย่อมไม่มีผู้ใดหลงเชื่อเื่ราวที่คล้ายกับนิทานปรัมปราเหล่านี้
เพียงแต่ว่า เมื่อทุกคนได้เห็นถึงการกำเนิดใหม่ของผู้ถือครองศาสตร์แห่งต้นกำเนิดถึงสามคน กลับทำให้บรรดาผู้นำประเทศทั่วโลกต่างก็นั่งไม่ติดเก้าอี้
กระนั้นความจริงข้อหนึ่งกลับถูกปิดบังเอาไว้ ผู้คนโดยทั่วไปได้หารู้ไม่ ว่าเหล่าผู้กล้าที่ถูกอัญเชิญมาจากต่างโลกหาได้มีกันเพียงแค่สามคน..
‘แต่ว่ามันยังมีอีกคน’
กลับสู่ปัจจุบัน
เื่เล่าของโอเกอร์ได้ชี้แจงถึงข้อมูลสำคัญหลายอย่าง หนึ่งคือทั้งเขาและซิลเวอร์มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับองค์หญิงแอนนามาั้แ่ต้น ทุกสิ่งล้วนเป็เพียงแค่เื่บังเอิญแทบทั้งสิ้น
แต่ก็น่าชวนให้ขบคิด ว่าหากโอเกอร์และซิลเวอร์มิได้เดินทางไปที่นอทัสในวันนั้น จนป่านนี้ชะตากรรมของแอนนาจะแปรเปลี่ยนไปเช่นไร อาจจำต้องถูกบังคับให้เข้าพิธีสมรสกับชายที่ตนมิได้หลงรัก อาจจำต้องร่วมรักกับคู่สามีเพื่อให้กำเนิดทายาทแม้ตนนั้นจะไม่พร้อม ชีวิตที่เหลือนี้ย่อมราวกับการร่วงหล่นลงสู่ขุมนรกเป็แน่แท้
ในขณะที่กวีกำลังเค้นสมองเพื่อครุ่นคิด โอเกอร์กลับชายหางตาจ้องมาที่เขาราวกับว่า้าเอ่ยถึงบางสิ่ง
“ท่านกวีครับ ผมมีเื่อยากจะเล่าเกี่ยวกับเหตุการณ์ในวันนั้น..”
กวีเฝ้ารับฟังอย่างใจจด บรรยากาศรอบกายพลันทวีความอึดอัดขึ้นมาอีก สิ่งนี้อาจเป็กุญแจสำคัญที่จะไขความลับทั้งหมดให้กระจ่างชัด
แต่ก็ไม่วายมีมารผจญเข้าแทรก
“แย่แล้วครับท่านโอเกอร์!”
เสียงของใครบางคนได้ดังก้องกังวานขึ้นมาอย่างฉับพลัน เมื่อลองเหลียวมองไปตามต้นเสียง ก็ปรากฏรูปลักษณ์ของพลทหารนายหนึ่งกำลังเร่งฝีเท้าเข้ามาใกล้ด้วยความแตกตื่น
เขาหยุดยั้งฝีเท้าให้ชะงักลงพลางหายใจเข้าออกประหนึ่งหญิงใกล้คลอด
“เกิดอะไรขึ้น ?” เมื่อนั้นโอเกอร์ก็ไม่รอช้าและเร่งเอ่ยถามกลับไป
เ้าพลทหารก็ไม่รีรอพร้อมเร่งพูดขึ้น
“พวกเรา.. ถูกกลุ่มโจรบุกโจมตีครับ !!”
ณ ประตูค่ายพักแรมทิศเหนือ
ท่ามกลางท้องนภาอันดำมืด ทอดยาวออกไปคือท้องทะเลทรายที่กว้างใหญ่ไกลสุดลูกหูลูกตา จันทราเต็มดวงคอยส่องสว่างนำทางให้แก่ผู้คนในยามค่ำคืน ด้านข้างประตูมีเหล่าพลทหารของแอนนากำลังแอบซ่อนตัวอยู่หลังที่กำบัง เบื้องหน้าของพวกเขาคือเหล่าศัตรูที่มีจำนวนมากมายราวสองหรือสามร้อยคน
ทุกสายตาของพวกกวีต่างจดจ้องมองไปข้างหน้า ในมือของศัตรูมีอาวุธอยู่หลากหลายชนิด ปืนสั้นและยาว ดาบเล่มใหญ่และเล็ก หรือแม้กระทั่งขวานเล่มโตและธนูเพลิง
“แย่ละสิ พวกมันคือกองโจรงูเห่าดำ”
เสียงของโอเกอร์ถูกเปล่งขึ้นด้วยสีหน้าแลดูเคร่งขรึม เมื่อนั้นทุกคนที่ได้ยินพลันมีดวงตาเบิกกว้างเพราะความตกตะลึงในทันทีทันใด
“พวกมันเป็ใครครับ ?” เมื่อนั้นกวีจึงเริ่มต้นเอ่ยขึ้น
เมื่อได้ยินคำพูดของเขา มือข้างขวาของโอเกอร์ก็ชี้ออกไปที่ชายคนหนึ่ง
“ท่านเห็นชายร่างใหญ่ที่ยืนอยู่หน้าสุดไหมครับ นั่นคือหัวหน้าของพวกมัน ในอดีตเ้านี่คือคนที่แข็งแกร่งมาก มันเคยเป็นักบุกเบิกมาก่อน และยังเคยไต่เต้าขึ้นไปสู่ระดับเงินขั้นที่ห้ามาแล้ว”
กวีลองเพ่งสายตามองไปยังชายที่ถูกกล่าวถึง รูปลักษณ์ของมันใหญ่โตเทียบเคียงได้กับโอเกอร์ กล้ามเนื้อหนาแน่นประหนึ่งนักเพาะกาย มีรอยแผลใหญ่เป็รูปกากบาทอยู่ ณ แก้มซ้าย เส้นผมสีดำยาวประบ่า ใบหน้ามีความดุดันปานนักรบแดนเถื่อน ดวงตามีสีทองส่องประกายราวกับแสงจันทรา
แม้ว่ามันจะมีระดับต่ำกว่าโอเกอร์หนึ่งขั้น ทว่าความกดดันที่แผ่ขยายออกจากร่างกายกลับมากมายมหาศาลจนรู้สึกขนลุก
กลุ่มงูเห่าดำคือกลุ่มโจรมีชื่อในแถบทะเลทรายอาวาเลส แต่ก็ไม่นึกว่าพวกมันจะเพ่งเล็งมาที่กลุ่มของแอนนา
ชายคนหนึ่งได้ก้าวเดินออกมาอยู่เบื้องหน้าของเหล่าโจรหลายร้อยชีวิต
“ตัวข้ามีชื่อซีซ่า เดอะฟูล พวกแกจงยอมจำนนแต่โดยดีหากยังไม่อยากตาย มีเพียงสิ่งเดียวที่พวกข้า้า นั่นคือองค์หญิงแอนนา ลูเมนิคในสภาพที่ยังมีชีวิต พวกเรามาแลกเปลี่ยนกันดีกว่า หากพวกแกยอมส่งตัวเธอมาให้แต่โดยดี พวกข้าก็ยินดีที่จะปล่อยพวกแกไป !!”
เสียงของมันดังก้องกังวานไปทั่วทั้งบริเวณ ทว่าสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในเนื้อความกลับน่าใเสียยิ่งกว่า หนึ่งคำถามได้ผุดขึ้นมาในหัว ว่าเหตุใดพวกมันจึงล่วงรู้ถึงแหล่งกบดานของบุคคลที่พวกมันกำลังตามหา?
เพียงแต่ว่า ในขณะที่แววตาของทุกคนได้ปรากฏอยู่เพียงความเคร่งเครียด ตัวกวีกลับเอื้อนเอ่ยถ้อยคำออกมาพลางเปล่งเสียงหัวเราะเบาๆ
“ซีซ่า ไอ้หน้าโง่(the fool)”
เพียงไม่นัก กวีพลันหยุดยั้งเสียงหัวเราะของตนให้ชะงักลง เหตุการณ์ในตอนนี้คงมิใช่สิ่งที่สมควรจะขบขัน
“ท่านแอนนา รบกวนด้วยครับ”
ทันใดนั้น เสียงของโอเกอร์ก็ได้ถูกเปล่งออกมา
“เข้าใจแล้ว ชั้นจะรีบลงมือเดี๋ยวนี้แหละ” แอนนาเร่งตอบรับในเร็วพลัน เมื่อเสียงสิ้นสุดลง ดวงตาสองข้างของเธอก็จึงปิดลงในทันที
“ค้างคาวคู่หยินหยาง”
แสงสว่างเล็ก ๆ ได้เปล่งประกายออกมาจากบริเวณเหนือหัวของแอนนา เพียงไม่นานมันได้แปรเปลี่ยนเป็ค้างคาวตาเดียวตัวหนึ่งที่ทั่วกายปกคลุมด้วยขนสีดำ
ศาสตร์เฉพาะของแอนนาคือผู้เลี้ยงค้างคาวแฝด พลันทักษะของเธอเริ่มต้นทำงาน ค้างคาวคู่จะปรากฏตัวออกมาสู่โลกแห่งความจริง
ในขณะที่ใช้งาน แอนนาจำเป็ต้องปิดตาของตนเอง เพื่อเป็การแลกเปลี่ยนกับทัศนียภาพที่เสียไป ตัวเธอจะได้รับความสามารถในการมองเห็นจากดวงตาของเหล่าค้างคาวมาทดแทน
ค้างคาวตาเดียวเร่งกระพือปีกโบยบินขึ้นสู่ท้องนภา
ราวสี่หรือห้านาทีต่อมา
“นี่มันแย่มากเลยค่ะ” เสียงของแอนนาพลันถูกเปล่งขึ้นเมื่อสิ้นสุดการสอดส่องศัตรูจากเบื้องบน
“พวกมันมีมากถึงสองร้อยคน อีกทั้งยังมีทั้งอาวุธที่สามารถโจมตีได้จากระยะใกล้กลางและไกล”
กลุ่มศัตรูได้เตรียมการมาเป็อย่างดีเพื่อรับมือกับกองกำลังของแอนนา ราวกับว่าพวกมันได้แอบเฝ้าสังเกตการณ์มานานก่อนตัดสินใจลงมือ
ชายผู้มีนามว่าซีซ่าได้แหงนหน้ามองขึ้นสู่เบื้องบน สายตาจ้องมองไปยังท้องนภาอันมืดดำจนมิอาจมองเห็นสิ่งใด
สักครู่หนึ่งมันได้ส่งรอยยิ้มให้แก่ค้างคาวตัวน้อยที่โบยบินอยู่เบื้องบน
“อั่ก-”
แอนนาเร่งลืมตาพร้อมอ้วกออกมา สีหน้าของเธอแลดูกระวนกระวายประหนึ่งว่าตนพบเจอกับปีศาจร้าย
การใช้งานทักษะค้างคาวคู่หยินหยางจำต้องมีสมาธิที่มั่นคง เมื่อสมาธิเตลิดไปไกล ตัวค้างคาวก็จะสูญสลายหายไปกลายเป็เพียงอณูแสงสีขาว
“เ้านั่นมันคือสัตว์ประหลาด เราต้องรีบหนี !!”
แอนนามิอาจคงสติให้ตั้งมั่นได้อีก จิตสังหารที่โอนถ่ายมาถึงตัวเธอผ่านค้างคาวตาเดียวช่างแรงกล้ายากเกินจะรับไหว
ซีซ่าได้ก้าวเดินออกมาข้างหน้า รอยยิ้มที่ยกขึ้นเป็ริ้วช่างคล้ายคลึงกับตัวร้ายในนิยายสักเื่หนึ่ง เขาสูดลมหายใจเข้าไปจนเต็มปอด ครู่ต่อมาก็จึงเปล่งเสียงะโดังลั่นไปทั่วทั้งบริเวณ
“ข้าจะขอพูดอีกเพียงแค่ครั้งเดียว สิ่งที่พวกข้า้ามีเพียงแค่ตัวขององค์หญิงแอนนา หากพวกแกยังไม่อยากตาย จงอย่าได้ขัดขืนและส่งมอบตัวเธอมาซะ !!”
พลังอำนาจที่เหลือล้น วาจาของมันะเืและมีออร่าที่ร้ายกาจปกคลุมอยู่รอบตัวของมัน